บทที่ 11 สามพี่น้องรวมพลัง
ซ่งซิงเย่วิ่งกวดตามรถเมล์ไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็ะโขึ้นรถได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวออกไป
พนักงานขับรถเมื่อเห็นเธอยังอยู่ในชุดกาวน์สีขาว ก็คาดเดาได้ทันทีว่าเธอเป็หมอจากโรงพยาบาลที่หนึ่งประจำมณฑล เขาจึงเอ่ยทักทายอย่างเป็กันเอง
“แม่หนู อายุยังน้อยแต่ได้เป็หมอแล้ว เก่งจริงๆ เลยนะ”
เขาขับรถเมล์สายนี้มาสิบกว่าปี พบเจอผู้คนมาทุกรูปแบบ หมอจากโรงพยาบาลก็เจอมาไม่น้อย แต่ไม่เคยเห็นใครที่ดูอ่อนเยาว์และมีสง่าราศีเท่าซิงเย่มาก่อน เมื่อเห็นว่าเป็หน้าใหม่ เขาจึงเริ่มชวนคุยอย่างออกรส
“หมอที่โรงพยาบาลหนูฉันรู้จักตั้งหลายคน บางคนก็น่าเลื่อมใสจริงๆ แต่บางคนก็เก่งแค่ชื่อเสียงละนะ...”
โชเฟอร์วัยดึกร่ายยาวอย่างคนคุ้นเคย ซิงเย่เพียงแต่พยักหน้าตอบรับสั้นๆ ตามมารยาท เธอไม่คิดจะร่วมวงนินทาเพื่อนร่วมงานกับคนแปลกหน้า โชคดีที่พนักงานขับรถคนนั้นดูจะรู้กาลเทศะ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ค่อยอยากเสวนาก็เงียบเสียงลง ประกอบกับมีผู้โดยสารทยอยขึ้นรถมาเรื่อยๆ
ซิงเย่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก การวางตัวในสังคมใหม่สำหรับเธอคือการ "พูดให้น้อย ทำให้นัก" เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
เมื่อความเงียบกลับคืนมา เธอจึงเริ่มทบทวนงานในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในโรงพยาบาลปล่อยให้เป็เื่ของโชคชะตา สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการนำความรู้ที่เรียนมาใช้รักษาคนไข้ให้เกิดผลสูงสุด เคสเด็กชายในวันนี้สอนให้ เธอรู้ว่าแผนกเด็กไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ความอายและความไม่กล้าแสดงออกของผู้ป่วยตัวน้อยคืออุปสรรคสำคัญ หากวันนี้เธอไม่มีพลังอ่านใจ การวินิจฉัยคงล่าช้ากว่านี้มาก เธอจึงเริ่มวางแผนว่าจะใช้พลังนี้อย่างไรให้แเีที่สุดในอนาคต
เมื่อรถเมล์จอดเทียบป้ายหน้าโรงงานทอผ้า ซิงเย่ก้าวลงรถแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านพักพนักงานทันที แต่เธอกลับถูกลุง. เหลียง ยามหน้าประตูโรงงานเรียกไว้เสียก่อน
“ลูกสาวเยี่ยนหลิง ทำไมกลับค่ำมืดขนาดนี้ล่ะลูก ดูหน้าตาเหนื่อยล้าเชียว วันแรกงานคงยุ่งมากสินะ”
“ค่ะลุงเหลียง วันแรกยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะค่ะ เหนื่อยหน่อยแต่เดี๋ยวก็คงชิน” ซิงเย่ตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ
ขณะที่เธอกำลังจะเดินต่อ ลุงเหลียงก็ลดเสียงลงแล้วกระซิบเตือน “ยัยหลินเสี่ยวเวยอยู่ที่บ้านเธอนะ เห็นคนเขาบอกว่ากำลังอาละวาดใหญ่เลย ยัยเด็กนั่นเห็นแก่ตัวมาแต่ไหนแต่ไร เจอหน้าก็ระวังตัวไว้หน่อยนะลูก”
ซิงเย่พยักหน้าขอบคุณในความหวังดีแล้วรีบวิ่งกลับบ้านทันที
หลินเสี่ยวเวยมาหาเื่ถึงที่บ้านงั้นเหรอ? เธอเป็ห่วงคนในครอบครัวขึ้นมาทันที แม้ไหลเยี่ยนหลิงจะดูเป็คนโผงผางกับคนนอก แต่กับลูกที่เลี้ยงมากับมือเธอมักจะใจอ่อนเสมอ ส่วนหรูอวิ๋นก็มุทะลุเกินไปอาจจะเสียท่าให้คนเ้าเล่ห์อย่างเสี่ยวเวยได้ และจือหยวน... รายนั้นคงได้แต่ยืนก้มหน้ายอมถูกรังแกแน่ๆ
เมื่อไปถึงหน้าห้องพัก เธอเห็นเพื่อนบ้านจำนวนหนึ่งยืนออกันอยู่หน้าประตูเพื่อรอดูเื่สนุก ซิงเย่เดินฝ่าวงล้อมเข้าไป ทุกคนต่างหลีกทางให้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ยังไม่ทันก้าวเข้าประตู เสียงแผดจ้าของหลินเสี่ยวเวยก็ดังลอดออกมา “ซ่งหรูอวิ๋น! แค่ไม่กี่วันแกก็ไม่เห็นหัวพี่สาวคนนี้แล้วเหรอ? เราอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี มันจะสู้คนที่แกเพิ่งเจอหน้าแค่วันเดียวอย่างซ่งซิงเย่ได้ยังไง! ยัยนั่นมีดีตรงไหน พวกแกถึงได้รุมประคบประหงมมันขนาดนี้!”
“พี่ใหญ่ของฉันดีกว่าแกทุกตรงนั่นแหละ!” เสียงของหรูอวิ๋นสวนกลับอย่างไม่ลดละ
“หลินเสี่ยวเวย เราอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีก็จริง แต่สิบกว่าปีนั้นแกทำอะไรบ้างล่ะ? แย่งของกินน้อง รังแกน้องชาย พี่สาวแบบแกจะมีไว้ทำไม! อีกอย่าง... วันที่แกกลับบ้านหลิน แกเป็คนพูดเองไม่ใช่เหรอว่าบ้านซ่งมันยากจนข้นแค้นและแกจะไม่เหยียบมาที่นี่อีก แล้ววันนี้แกจะแบกหน้ากลับมาหาข้าวกินทำไม! พี่ใหญ่ของฉันน่ะเขามีศักดิ์ศรี ออกจากบ้านหลินมาแล้วเขาก็ไม่เคยคิดจะกลับไปง้อเอาของกินเหมือนแกหรอก ต่อให้ต้องอดตายเขาก็ไม่กลับไป!”
คำพูดของหรูอวิ๋นทำให้ซิงเย่รู้สึกอุ่นซาบซ่านไปทั้งหัวใจ น้องสาวที่เพิ่งพบหน้ากันไม่นานกลับยืนหยัดปกป้องเธอจนคู่ปรับต้องเต้นผางๆ ด้วยความโกรธ
“แก... ซ่งหรูอวิ๋น แกอยากโดนดีใช่ไหม!” เสี่ยวเวยโกรธจนตัวสั่น เธอเคยชินกับกาiเป็พี่ใหญ่ที่สั่งน้องได้ทุกคำและใช้กำลังตัดสินปัญหามาตลอดเธอมองไปยังผิวหน้าที่เนียนละเอียดของหรูอวิ๋นแล้วความอิจฉาก็พุ่งพล่าน ก่อนทะลุมิติมาเสี่ยวเวยไม่ใช่คนสวย เมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้เธอก็ยังรู้สึกว่าตัวเองสวยไม่เท่าสองพี่น้องตระกูลซ่ง ความเกลียดชังในใจทำให้เธอกางเล็บที่ยาวแหลมออกแล้วพุ่งเข้าใส่หน้าของหรูอวิ๋นทันที หวังจะฝากรอยแผลเป็ไว้ให้เสียโฉม
“เสี่ยวเวย! หยุดนะ!” ไหลเยี่ยนหลิงรีบพุ่งเข้าไปขวางทันที “ลูกทำบ้าอะไรเนี่ย! น้องสาวตัวเองแท้ๆ จะไปข่วนหน้าเขาได้ยังไง!”
แรงขัดขวางของเยี่ยนหลิงทำให้เสี่ยวเวยพลาดเป้า หรูอวิ๋นสบโอกาสสวนกลับทันที เธอคว้าหมับเข้าที่กลุ่มผมของเสี่ยวเวยแล้วเหวี่ยงจนหน้าสะบัด ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนแก้มของอีกฝ่ายดัง “ฉาด!”
ซิงเย่ที่ยืนดูอยู่หน้าประตูตัดสินใจก้าวเข้าไปในจังหวะนั้น เธอแสร้งทำเป็เข้าไปห้ามทัพ แต่ความจริงคือเธอเข้าไปขวางทิศทางที่เสี่ยวเวยจะโต้ตอบหรูอวิ๋นได้
“ใจเย็นๆ ค่ะ อย่าทะเลาะกันเลย!” ซิงเย่ร้องบอกพลางใช้ไหล่เบียดจนเสี่ยวเวยเสียหลัก
ในขณะเดียวกัน จือหยวนที่เห็นพี่ใหญ่กลับมาก็เกิดความกล้าหาญขึ้นมาอย่างประหลาด เขาทำทีเป็เข้าไปช่วยห้ามทัพอีกคน แต่กลับแอบเหยียบเท้าเสี่ยวเวยอย่างแรงและใช้ข้อศอกกระทุ้งเข้าที่เอวของเธอไปหลายที
“โอ๊ย! เจ็บนะ!” เสี่ยวเวยร้องโวยวายด้วยความเ็ปที่ระบุที่มาไม่ได้
สามพี่น้องสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีด้วยความเข้าใจ ก่อนจะค่อยๆ ผละมือออก ทิ้งให้หลินเสี่ยวเวยยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้องด้วยสภาพผมเผ้ารุงรังราวกับรังนก เสื้อผ้าหลุดลุ่ยจนดูไม่ได้
เสี่ยวเวยเพิ่งจะรู้ตัวเดี๋ยวนั้นเองว่า... เธอถูกสามพี่น้องรุมกินโต๊ะเข้าให้แล้ว! เธอมองไปทางไหลเยี่ยนหลิงด้วยสายตาตัดพ้อหวังจะได้รับความเห็นใจ
เยี่ยนหลิงยืนมองลูกๆ ทั้งสี่คน ด้วยสายตาเคร่งเครียด แม้เธอจะเห็นการกระทำ "ลับลมคมใน" ของลูกๆ ทั้งสาม แต่เธอก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร แล้วเอ่ยสรุปด้วยน้ำเสียงเข้ม
“พอได้แล้ว! เป็คนบ้านเดียวกันแท้ๆ ทำตัววุ่นวายจนอายชาวบ้านเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!”