แสงสีทองนวลจากดวงอาทิตย์่ยามเย็นสะท้อนบนผิวน้ำใส จนเกิดเป็ภาพสวยงามพลอยทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นตามไปด้วย ฟ้าหลังฝนพายุลูกใหญ่เริ่มเบาบางลง หมอกหนาล่องลอยตามทิวเขาดูสดชื่น ฝูงนกน้อยใหญ่บ้างที่ออกหากินยามกลางวันก็บินว่อนเข้ารังนอน บ้างที่ออกหากินตอนกลางคืนเฉกเช่นค้างคาวก็บินเป็คลื่นตามกันออกไป ช่างเป็ทัศนียภาพที่หาดูได้ยากหากอยู่ในเมืองหลวง
เหล่าทหารกล้าที่เลิกงานจากการซ่อมแซมเขื่อน เริ่มทยอยกันเก็บข้าวของกลับกระโจมพักของตนเอง เกิดเป็ชายชาตรียามมีศึกก็ออกรบเพื่อปกป้องบ้านเมือง ยามสงบร่วมกันช่วยเหลือดูแลให้ชาวบ้านมีชีวิตการกินอยู่ที่ดีขึ้น ความเสียสละของเหล่าทหารนอกจากจะมาด้วยความสมัครใจแล้ว ค่าตอบแทนและการดูแลจากกองทหารยังนับว่าดีมากอีกด้วย นั้นจึงทำให้ทุกคนเต็มใจมายืนในจุดนี้ ปราศจากการบังคับ
"ท่านแม่ทัพ ท่านลืมของขอรับ"
บ่าวรับใช้คนสนิทของลู่จื่อหารวิ่งนำของสิ่งหนึ่งมาให้ชายหนุ่ม จ้าวเทียนหยางหยิบสร้อยข้อมือประคำที่ทำจากไม้หอม ถึงแม้ของสิ่งนี้จะธรรมดา มิได้มีราคาเหมือนสร้อยประคำหยก แต่มันกลับเป็สิ่งของที่ชายหนุ่มมักนำติดตัวเป็ประจำ กลิ่นหอมของไม้หอมทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายทุกครั้ง มือหนาหมุนลูกประคำอย่างที่เคยทำเป็ประจำ ส่วนมืออีกข้างไขว้ไว้ด้านหลัง ร่างกายที่สูงราวเกือบหกฉื่อ (~190 ซม.) ท่าทางการเดินอกผายไหล่ตรงดูสง่างาม มือหนาเอื้อมไปเปิดกระโจมเข้าไปด้านใน
"ท่านแม่ทัพ"
ท่านหมอที่เตรียมยาอยู่ด้านในกระโจมทำท่าคารวะชายหนุ่ม จ้าวเทียนหยางพยักหน้ารับ ดวงตาคมมองร่างบางที่นอนห่มเสื้อคุลมของเขาที่ทิ้งให้ไว้เมื่อตอนกลางวัน ก็พลอยทำให้เขาอดเอ็นดูนางไม่ได้
"ข้าให้นางดื่มยาสมุนไพร่บรรเทาอาการปวดไปเมื่อสักครู่ เกรงว่าฤิทธิ์ยาคงออกแล้วขอรับ เช่นนั้นให้นางพักที่นี่ก่อนดีหรือไม่ หากตื่นแล้วข้าจะให้รถม้าไปส่ง"
ท่านหมอเอ่ยอย่างอธิบาย หลังจากที่มองท่าทีของชายหนุ่ม
"มิเป็ไร ข้าจะพานางกลับเอง"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยจบก็ก้มลงช้อนร่างบางในท่าอุ้มเ้าสาว และเดินออกจากกระโจมไป ท่านหมอมองท่าทีของทั้งสองคนอย่างเข้าใจ
"เห็นทีอีกไม่นานข้าจะได้กินขนมบัวลอยหวาน (ขนมมงคลงานสมรสที่มักใช้ต้อนรับแขกที่มาเยือนในงาน)"
ท่านหมอเอ่ยกับตนเองเสียงเบา หลังมองตามแผ่นหลังใหญ่ของท่านแม่ทัพที่พึ่งเดินออกไปจากกระโจม
.........
ภายในรถม้า
จ้าวเทียนหยางค่อยๆวางหญิงสาวลงช้าๆ และส่งเสียงให้รถม้าเคลื่อนตัวออกไปได้ เขาสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย เพื่อจัดท่าทางตนเองให้เรียบร้อย
ป๊อก! ป๊อก!
เสียงศรีษะของหญิงสาวกระแทกรถม้าเสียงเบาเมื่อตกหลุ่ม แต่นางหลับไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ ดูท่ายาที่ท่านหมอให้นางนั้นจะมีฤิทธิ์ไม่เบา จ้าวเทียนหยางยังคงนั่งหลับตาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่รู้ว่าเป็เช่นไรปกติเขามักนอนไม่ค่อยหลับ แต่จู่ๆตอนนี้กลับรู้สึกง่วงขึ้นมา ทั้งที่รถม้าก็โหยกเหยกไปมาไม่มั่นคง ชายหนุ่มอ้าปากหาวอย่างทนมิได้ก่อนจะส่ายหน้าไล่ความง่วง
ป๊อก!
เสียงศรีษะที่กระแทกของเยี่ยนฝางเรียกความสนใจจากเขา ใบหน้าคมส่ายหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าไปหวังจะช่วยจัดท่าทางให้นางนอนดีๆ มือหนาสองข้างจับไหล่บางให้พิงช้าๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาจับที่ใบหน้าเรียว แต่จังหวะนั้นรถม้ากลับตกหลุ่มใหญ่กว่าทุกครั้ง แรงะเืปลุกหญิงสาวที่หลับลึกตื่นขึ้น ดวงตางามเบิกตากว่าเมื่อตื่นมาก็พบว่าฝามืออุ่นกำลังจับที่แก้มของนางสองข้าง จ้าวเทียนหยางแข็งข้างอยู่กับที่ เนื่องจากท่าทีเขาเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมเสียเท่าไหร่
"ทะ...ท่านทำอันไร"
เยี่ยนฝางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ เนื่องจากมือใหญ่บีบที่แก้มนางสองข้าง เป็ปากจู่จนแทบพูดไม่รู้เื่
"เอ่อ...คือว่า..."
ชายหนุ่มพูดเสียงติดขัดเนื่องจากไม่รู้จะเอ่ยตอบนางเช่นไร
"ท่านปล่อยจากหน้าข้าก่อนเ้าค่ะ"
สิ้นคำหญิงสาว จ้าวเทียนหยางก็ปล่อยมือออกจากใบหน้าเรียวทันที ก่อนจะกลับไปนั่งที่ตนเองด้วยท่าทีเช่นเดิม
"ข้ากลัวว่าเ้าจะคอหักตายก่อน จึงได้...."
"จึงได้ช่วยจัดให้ข้านอนดีๆใช่หรือไม่เ้าคะ"
เยี่ยนฝางเอ่ยขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยจบ ดูจากท่าทางของท่านแม่ทัพแล้วนางไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ
ใบหน้าคมพยักหน้าตามคำพูดของหญิงสาว ก่อนที่จะหันไปสนใจทิวทัศน์ด้านนอกรถม้า เยี่ยนฝางแอบยิ้มออกมาอย่างพอใจ นี่ท่านแม่ทัพเป็ห่วงนางเช่นนั้นหรือ แล้วที่ข้ามาอยู่บนรถม้าเช่นนี้เป็เพราะเขาอุ้มข้ามาใช่หรือไม่ พวงแก้มงามแดงระเรื่อยากที่จะควบคุม เสื้อคลุมที่ห่มร่างบางเอาใว้ถูกหญิงสาวเลื่อนขึ้นมาปิดใบหน้าเอาไว้ เนื่องจากนางเองไม่สามารถหุบยิ้มได้เลยกับการกระทำของเขา
"ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ดีกับข้าเ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมยิ้มกว้าง จ้าวเทียนหยางเพียงพยักหน้าให้หญิงสาวเท่านั้น ท่าทีของเขาเป็เช่นนี้ทุกครา เขาเป็คนไม่ค่อยพูด ทุกเื่ที่เอ่ยปากมักไม่ใช่เื่ไร้สาระเหมือนอย่างที่นางเอ่ยสนทนาเล่นกับสหาย
"คราอยู่สำนักศึกษา เ้าถนัดเื่อันใด"
ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวหลังจากเงียบไปนาน เขาพอรู้มาบ้างว่าความสามารถของหญิงสาวมิธรรมดา ดูจากรายงานที่เขาให้นางแก้ไขแล้วนั้น เพียงสอนนางคราเดียวก็ทำถูกต้อง อีกทั้งดูเรียบร้อยกว่าซีอันอีกด้วย หากรู้ว่านางถนัดเื่อันใดเขาจะได้แบ่งงานให้นางรับผิดชอบ มิเช่นนั้นนางคงลอยไปลอยมาดั่งเช่นวันนี้ เขาไม่ได้โทษที่นางได้รับาเ็ นั้นเป็เพราะนางช่วยผู้อื่น แต่งานพวกนี้ไม่เหมาะกับสตรีเช่นนาง หากมอบงานที่นางทำได้ดี ก็ช่วยเขาได้มากเช่นกัน
"ข้าทำได้หมดเ้าค่ะ ศาสตร์ห้าด้านในสำนักศึกษา ยกเว้นด้านวรยุทธ์เ้าค่ะ ที่ทำได้เพียงขี้ม้ายิงธนูเท่านั้น"
"มิมีเื่ที่ทำได้ดีที่สุดหรือ"
"อาจารย์บอกว่าเื่ที่ข้าทำได้ดีที่สุด ดูเหมือนจะเป็กฏหมายบ้านเมืองและการสืบสวนเ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา เื่ที่นางทำได้ดีที่สุด ไม่สามารถช่วยท่านแม่ทัพได้เลย
"อื้ม"
จ้าวเทียนหยางเพียงตอบรับสั้นๆ ขนาดงานที่ไม่ถนัดอย่างเช่นบัญชีที่ทำนางยังทำได้ดี เขาก็ไม่มีข้อกังขาเื่การสอบสวนหรือไขคดีของนาง เยี่ยนฝางเมื่อไม่เห็นเขาเอ่ยอันใดอีกก็ทำสีหน้าเศร้าไปเล็กน้อย นางพอเดาทางชายหนุ่มออกว่าเหตุใดถึงถามนางเช่นนี้ บริเวณที่ซ่อมแซมเขื่อนและกระโจมที่พักไม่ได้ห่างกันมาก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงกระโจมแล้ว จ้าวเทียนหยางเดินลงจากรถม้ามาก่อน เยี่ยนฝางเองก็เดินกระเพกออกมาเช่นกัน จังหวะที่หญิงสาวกำลังจะลงกลับมีแขนของคนผู้หนึ่งยื่นมาให้นางจับ ดวงตาสวยมองไปที่ชายหนุ่ม ก่อนที่จะค่อยๆยื่นมือเรียวไปจับอย่างไม่อยากเชื่อสายตา แต่จังหวะนั้นมือหนาที่ก่อนหน้าให้นางจับ กลับแปรเปลี่ยนเป็ดึงร่างบางเข้ามาอุ้มไว้ในอ้อมกอด
"ทะ...ท่านแม่ทัพ มิเหมาะสมเ้าค่ะ"
"แล้วเ้าเดินได้หรือ"
ร่างใหญ่ไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังเดินตรงเข้าไปยังกระโจมของหญิงสาวอีกด้วย ท่ามกลางสายตาของลูกน้องมากมาย เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบหันหน้าหนี ทำเป็ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
"ขอบคุณท่านแม่ทัพเ้าค่ะ"
เยี่ยนฝางเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มหลังเขาวางนางลงเบาๆ จ้าวเทียนหยางเพียงพยักหน้าและเดินออกไปจากกระโจม ทิ้งให้หญิงสาวติดอยู๋ในภวังค์ มือเรียวยกขึ้นแตะที่ห้าอกข้างซ้าย วันนี้ร่างกายนางคงล้มป่วยเป็แน่ เพราะไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่หัวใจเต้นรั่วเช่นนี้
.......
เช้าวันถัดมา
"เยี่ยนฝาง เ้าตื่นหรือยัง"
เสียงของสตรีที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกหญิงสาวที่ด้านนอกกระโจม เยี่ยนฝางที่วันนี้นอนนานกว่าปกติ เนื่องจากทานยาของท่านหมอไป ทำให้นางตื่นสาย ลุกขึ้นมาขยี่ตาเล็กน้อย
"ท่านซีอันเข้ามาเถิด"
หญิงสาวตะโกณออกไปด้านนอก เนื่องจากเท้านางยังาเ็อยู่ทำให้เดินออกไปไม่สะดวกมากนัก อีกอย่างที่นี่เป็กระโจมของสตรี ท่านแม่ทัพสั่งแยกกระโจมของสตรีและบุรุษให้อยู่คนละที่ มีเวรยามเฝ้าอย่างดี ฉะนั้นมิมีผู้ไม่ดีเข้ามาได้ กระโจมมิได้มีกลอนประตูชายหนุ่มจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเื่นี้เป็อย่างมาก
"เ้าดีขึ้นหรือไม่"
ซีอันเอ่ยทักทายหญิงสาว พร้อมนำโจ๊กเข้ามาให้หญิงสาวอีกด้วย
"ข้าดีขึ้นมากแล้ว"
"เช่นนั้น เ้าทานโจ๊กก่อน จะได้ทานยา"
"ขอบคุณเ้ามาก"
เยี่ยนฝาง เอ่ยพลางเดินกระเพกไปนั่งที่โต๊ะไม้
"ว่าแต่ท่านมาหาข้ามีเื่อันใดหรือเ้าคะ"
"ท่านแม่ทัพให้ข้ามาบอกเ้าว่า หากหายดีแล้วให้เ้าไปพบ"
"ได้! ข้าไปตอนนี้เลย"
หญิงสาวไม่เอ่ยเปล่าพลางทำท่าจะลุกขึ้นอีกด้วย แต่กลับถูกซีอันห้ามเอาไว้เสียก่อน
"ข้าพึ่งบอกเ้าว่ารอให้หายดี มิได้บอกให้เ้าไปหาตอนนี้ ไว้อีกวันสองวัน เ้ากลับมาเดินได้ปกติค่อยไปพบท่านแม่ทัพ"
ซีอันเอ่ยอย่างอธิบาย
"เช่นนั้นหรือ"
ร่างบางกลับมานั่งที่โต๊ะไม้ ซีอันพยักหน้าให้หญิงสาว ถึงนางจะมีสหายอย่างมู่ป๋อเหวินแต่เขาก็เป็บุรุษ จึงทำให้นางคุ้นเคยกับซีอันมากขึ้นเนื่องจากเป็สตรีด้วยกัน แต่ซีอันก็มีงานมากมายที่ต้องจัดการเลยทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันมากเท่าใด
"ข้าต้องไปแล้ว เ้าก็ค่อยๆทานโจ๊กไปเถิด"
ซีอันเอ่ยพลางแตะที่ไหล่ของหญิงสาวและเดินออกไปจากกระโจม
"ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ"
เยี่ยนฝางเอ่ยขอบคุณตามหลังหญิงสาว ก่อนจะหันมาสนใจโจ๊กตรงหน้า นางใช้เวลาไม่นานหลังทานข้าวเสร็จก็อาบน้ำเตรียมตัวเพื่อไปพบท่านแม่ทัพ ถึงแม้ระยะทางจากกระโจมที่พัก กับกระโจมใหญ่ที่ท่านแม่ทัพทำงานจะไม่ไกลกันมาก แต่นางก็ต้องใช้พลังอย่างมากเพื่อเดินไปกว่าจะถึง ข้อเท้าขาวตอนนี้แดงก่ำเพราะรอยช้ำ
"ขออภัยท่านแม่ทัพ ข้าเยี่ยนฝางเ้าค่ะ"
หญิงสาวส่งเสียงบอกกล่าวชายหนุ่มที่อยู่ด้านในเพื่อขออนุญาต
"เข้ามา"
เมื่อได้รับอนุญาตจากคนด้านในแล้ว มือเรียวก็เอื้อมไปเปิดผ้าบังกระโจมเข้าไปด้านใน แล้วพบกับจื่อหาวและซีชวนอยู่ข้างในเช่นกัน
"คารวะท่านแม่ทัพ"
"หายดีแล้วหรือ"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงเรียบ ทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าจากรายงานมามองหญิงสาว
"เอ่อ....ข้าดีขึ้นมาบ้างแล้วเ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงเบา นางยังไม่หายดีหากเขาให้นางทำงานหนักดูเหมือนตอนนี้จะยังคงทำไม่ได้ หากทำไม่ได้ก็ไม่อยากฝื่นทำให้งานที่ออกมาไม่ดี ใบหน้าคมละสายตาจากรายงานมามองหญิงสาวแว็บหนึ่ง ก่อนที่จะก้มลงไปสนใจรายงานต่อ
"ซีอันมิได้บอกเ้าหรือว่ารอให้หายดีก่อน"
"บอกเ้าค่ะ"
"แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้มาอีก"
"ขะ...ข้า"
"เ้ากลับไปเถิด รอหายดีค่อยมาพบข้าใหม่"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยพลางยื่นรายงานให้จื่อหาวที่ยืนอยู่และไม่ได้สนใจนางอีก
"ข้าขอถามได้หรือไม่ ท่านแม่ทัพมีเื่อันใดจะใช้งานข้าหรือเ้าคะ"
"ช่วยเหลือตัวเองยังมิได้ เช่นนั้นข้าจะใช้งานเ้าได้หรือ"
"เ้าค่ะ"
นางเอ่ยเสียงเบา พลางมองดูเขาที่กำลังยุ่งตัวเป็เกลียว หากนางอยู่ตรงนี้ต่อคงรบกวนเขาเป็แน่ เมื่อวานเขายังดูสนิทสนมกับนางขึ้นอยู่เลย มาวันนี้ดูเหมือนจะห่างเหินกันออกไปอีกแล้ว ต้องโทษที่นางไม่ได้เื่ ไม่สามารถแบ่งเบางานมากมายที่ท่านแม่ทัพกำลังทำอยู่ แต่อุบัติเหตุนี้ใครจะอยากให้เกิดขึ้นกัน กลับไปพักให้มากหน่อย จะได้รีบหายรีบมาช่วยงานท่านแม่ทัพ
พอคิดได้เช่นนั้นก็เดินกระเพกออกมาจากกระโจม ดวงตาคมมองร่างบางที่เดินออกไปแต่ก็มิได้เอ่ยอันไร
........
"เ้าเห็นหรือไม่ เมื่อวานท่านแม่ทัพอุ้มแม่นางเยี่ยนฝางลงจากรถม้า ไปส่งถึงกระโจมนางเชี่ยวนะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจของหญิงสาวที่พึ่งเดินออกมาจากกระโจมได้ไม่กี่ก้าว ฝีเท้าของหญิงสาวหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะชื่อที่เป็หัวข้อของบทสนทนานั้น มีชื่อของนางไม่พอยังมีชื่อของท่านแม่ทัพอีกด้วย
"เห็นสิ! เมื่อวานข้าเป็คนเฝ้าเวร เ้ามิรู้อันใด คราก่อนที่ทหารกองสี่ ทั้งหมดร้อยกว่าคนถูกส่งกลับเมืองหลวง นั้นเป็เพราะนางเชียวนะ"
ทหารนายนั้นเอ่ยตอบกลับสหายอย่างออกรส
"จริงหรือ ท่านแม่ทัพผู้มิเคยสนใจสตรีใด พอนางเข้ามาก็ถึงกลับเกิดเื่เช่นนี้ คนร้อยกว่าคนหากมาช่วยพวกเราก็คงลดความเหนื่อยไปได้มาก"
"นางคงมีใจให้ท่านแม่ทัพเป็แน่ ข้ากลัวเพียงว่าท่านแม่ทัพจะถูกนางหลอกและใช้ประโยชน์ ใบหน้าที่งดงามนั้นมิรู้หลอกบุรุษมามากน้อยเพียงใด"
"เ้าพูดเบาๆสิ เผื่อใครได้ยินจะทำเช่นไร"
"นางมามิได้หรอก เมื่อวานนางาเ็มิใช่หรือ ป่านี้คงรอท่านแม่ทัพไปดูแลที่กระโจมกระมั้ง สตรีก็เป็เช่นนี้ ฮ่าๆ"
"สตรีแล้วอย่างไร มันทำไมหรือ"
เยี่ยนฝางที่ทนฟังมิได้เดินเข้าไปหาทหารที่กำลังยืนสนทนากันทันที จะว่านางคนเดียวนางคงมิสนใจ หากเื่นั้นมิใช่ความจริง แต่เหตุใดต้องพาดพิงผู้อื่น นางยอมมิได้
"เยี่ยนฝาง เ้ามาั้แ่เมื่อใดกัน"
ทหารนานนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าใ เมื่อจู่ๆคนที่เขาพูดถึงเมื่อสักครู่ปรากฏตัวขึ้น
"เ้ามาแล้วอย่างไร สิ่งที่ข้าพูดไปมีสิ่งใดไม่ผิดบ้าง"
"ผิดที่ความคิดสกปรกนี้ออกมาจากปากของทหาร ที่ท่านแม่ทัพไว้ใจและเชื่อใจพวกเ้า พวกเ้าบอกว่านับถือ แต่เมื่อสักครู่ที่พวกเ้าพูดออกมาล้วนมีแต่ความคิดที่สกปรก หากเื่ที่พวกเ้าคิดและพูดมาออกมาเพียงเพราะความสนุกปากหลุดออกไป ทั้งที่มิใช่ความจริงเช่นนี้ ชื่อเสียงของท่านแม่ทัพที่แลกมาด้วยความเสียสละเพื่อบ้านเมือง ต้องด่างพ้อยและเสียหายจากวาจาเพียงไม่กี่คำมันคุ้มหรือไม่"
เยี่ยนฝางเอ่ยเสียยืดยาว เนื่องทนมิได้
"เช่นนั้นเื่ที่เ้ากับท่านแม่ทัพล่ะ"
ทหารนายนั้นยอมตระหนักได้ถึงผลเสียที่ตนพูดแล้ว แต่ก็ไม่ยอมที่จะให้ตนเป็ฝ่ายผิด
"ข้าได้รับาเ็คนที่เขื่อนกั้นน้ำก็ต่างเห็นกันทั้งหมด หากเ้าใช่สมองไตร่ตรองแล้วนั้นคงคิดได้ว่าด้วยเหตุใดท่านแม่ทัพถึงช่วยอุ้มข้าเมื่อวาน"
"อย่างไรเสียเจ้่าก็คิดเกินเลยกับท่านแม่ทัพ"
"ข้ากับท่านแม่ทัพมิได้ทำเื่สกปรกอย่างที่เ้าคิด"
เยี่ยนฝางเอ่ยตอบเสียงเข้ม
อีกด้านหนึ่งภายในกระโจม สามคนคนที่มีวรยุทธกำลังฟังบทสนทนาของหญิงสาวและกลุ่มทหารด้านนอกอยู่ ทุกคำพูดถึงแม้จะอยู่ไกลกันเกือบครึ่งลี้ก็ได้ยินเหมือนกับกระซิบอยู่ข้างหู
"ท่านแม่ทัพให้ข้าไปจัดการดีหรือไม่"
จื่อหาวที่ทนฟังไม่ได้เอ่ยอย่างขอตัว แต่ถูกฝ่ามือใหญ่ห้ามเอาไว้เสียก่อน คำพูดของเยี่ยนฝางล้วนเป็คำพูดที่ปกป้องเขา มิได้ปกป้องตนเองแม้แต่น้อย ปากหนาโค้งขึ้นที่มุมปากอย่างพอใจ และรอฟังบทสนานั้นต่ออย่างเงียบๆ
......
"เช่นนั้นเ้ากับท่านแม่ทัพ"
"ข้านับถือท่านแม่ทัพเหมือน......เหมือน"
"......"
ทหารกลุ่มนั้นรอฟังคำพูดของหญิงสาว แต่เยี่ยนฝางกลับพูดไม่ออก ก็นางมีใจให้ท่านแม่ทัจริงๆ
"นับถือเหมือนอันใด"
"ข้านับถือท่านแม่ทัพเหมือนบิดา เหมือนบิดาคนหนึ่ง"
สิ้นคำหญิงสาว จื่อหาวและชีชวนหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันในกระโจมอย่างลืมตัว ทำให้ใบหน้าคมต้องส่งสายตาด้วยความไม่พอใจให้กับลูกน้องของเขา ฝ่ามือใหญ่ปิดรายงานและโยนมันลงโต๊ะเสียงดัง
……
เหมือนบิดา!!!!!! ไรท์ที่กินน้ำอยู่ถึงกับพุ่ง โอเครยัยน้อง แกมันใช้ได้~~~~~~~ 555555 ????
>.............
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ = 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว = 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
ยามอู่ คือ 11.00 - 12.59 น.
ยามเว่ย คือ 13.00 - 14.59 น.
ยามเซิน คือ15.00 - 16.59 น.
ยามโหย่ว คือ 17.00 - 18.59 น.
ยามซวี คือ 19.00 - 20.59 น.
ยามห้าย คือ 21.00 - 22.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————