รถแล่นไปตามถนนด้วยความเร็วสูง ใน่เวลาที่สภาพถนนยังอยู่ในสภาวะกึ่งติดขัด ทักษะการขับรถของชายหนุ่มอาจเรียกได้ว่าสูสีกับนักแข่งรถเลยทีเดียว
ภายใต้สถานการณ์ที่ลู่ซือหย่วนถูกยัดเข้ามาในรถโดยไม่ทันตั้งตัว ชายคนนี้หยาบคายมาก ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วอีกฝ่ายจึงไม่รอบคอบพอที่จะคาดเข็มขัดนิรภัยให้เขา และตัวเขาก็ไม่มีเวลาพอที่จะคาดเองด้วย
จนกระทั่งรถหยุดลง เศษที่เหลือในกระเพาะของเขาก็แทบจะเอ่อขึ้นมาถึงคอหอย
เวร!
นายกเทศมนตรีลู่ที่ใครต่างก็ยอมรับว่ามารยาทดี นานๆ ทีจะเผลอหลุดคำหยาบออกมาเบาๆ จากริมฝีปากที่ปิดแน่นสนิทนั้น
เว่ยตงลงจากรถ อ้อมมาฝั่งข้างคนขับ เปิดประตู คว้าแขนลู่ซือหย่วน แล้วดึงเขาลงมา
“ปล่อยมือ”
นี่เป็ครั้งที่สองในหนึ่งชั่วโมงสั้นๆ ที่เขาถูกคนลากไปลากมา ความรู้สึกแบบนี้แย่กว่าเห็นผีซะอีก
“ลงจากรถ” บอกให้ปล่อยเว่ยตงก็ปล่อย เขาใช้คางชี้ไปทางอาคารฉุกเฉินข้างๆ
ลู่ซือหย่วนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง “คุณเว่ยครับ”
“อืม ว่ามาสิ” เว่ยตงคลำหาซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อตามความเคยชิน พอคลำเจอ สายตาก็หลุบลงบนหลังมือของลู่ซือหย่วน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังควักซองบุหรี่ออกมาอยู่ดี
“พวกเราเหมือนจะไม่ได้สนิทกัน ถูกไหมครับ” ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับการปลูกฝังมาอย่างดีละก็ เวลานี้คำที่ใช้ทักท้วงคนคนนี้คงไม่ใช่ประโยคที่ว่าไม่ได้สนิทกันแบบนี้หรอก
เว่ยตงจุดบุหรี่ แล้วสูบมันทีหนึ่ง “พูดจบแล้วใช่ไหม”
ลู่ซือหย่วนขมวดคิ้วน้อยๆ
เว่ยตงสูบบุหรี่ครึ่งมวนภายในลมหายใจเดียว จากนั้นก็คีบบุหรี่ออกจากปาก แล้วใช้มือดับมัน “งั้นก็ไปกันเถอะ”
เห็นได้ชัดว่าไม่อาจสื่อสารกันได้
ลู่ซือหย่วนมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าอาคารฉุกเฉินไป
เขาจำไม่ค่อยได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่รู้สึกโกรธใครสักคนนอกเหนือจากคนคนนั้น เห็นชัดว่า ชายที่อยู่ตรงหน้านี้มีความสามารถพอที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดข้อนี้ของเขาได้
หมอหยิบมีดขูดแผลเล็กๆ ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วขึ้นมาขูดเปิดรอยบุหรี่นั้นอย่างระมัดระวัง “ทำไมถึงไหม้จนกลายเป็แบบนี้”
“ไม่ทันระวังน่ะครับ” ลู่ซือหย่วนมองหมอขูดแผลไหม้เป็รอยวงบุหรี่นั้น และตอบเรียบๆ
เว่ยตงที่ยืนอยู่ด้านหลังมองตาม โดยไม่มีท่าทีรู้สึกผิดหรือแสดงอารมณ์อื่นใด
“ทำไมถึงยื้อไว้แล้วเพิ่งมาเอาป่านนี้” คุณหมอท่านนี้เป็หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่า
ลู่ซือหย่วนเอาแต่ปิดปากเงียบ
เขาไม่พูด เว่ยตงเองก็ไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติในการเป็โฆษก ทั้งสองคนจึงเงียบกริบ
ประโยคแรก ถามออกไปยังมีคนส่งเสียงตอบ แต่ประโยคหลังดันไม่มีแล้ว เธอจึงเงยหน้าขึ้นเหลือบมองสองหนุ่ม
“แผลเล็กก็เลยไม่ใส่ใจใช่ไหม” อื้อหือ นี่เป็ใบ้ไปแล้วหรือไง
เคยถูกบุคลากรในเสื้อกาวน์ขาวอบรมสั่งสอนไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง ลู่ซือหย่วนก็มักจะปิดปากเงียบไม่เคยตอบโต้ใดๆ อยู่แล้ว
“พ่อหนุ่ม อย่าดูถูกแผลเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้เชียวนะ มีหลายคนไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ แล้ว…”
‘กริ๊งๆ…กริ๊งๆ…กริ๊งๆ…’ เสียงริงโทนโทรศัพท์ที่ฟังดูเร่งด่วนมากดังขึ้น ขัดจังหวะคำต่อว่าอันยาวเหยียดของเธอ
ลู่ซือหย่วนล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ฮัลโหลครับ ผมลู่ซือหย่วนพูดครับ ว่ามาได้เลยครับ”
เห็นอีกฝ่ายรับโทรศัพท์ คนเป็หมอถึงได้เริ่มจดจ่อกับการทำความสะอาดาแ มีดขูดแผลขูดไปตามเนื้อโดยไม่ออมมือนัก ทำให้หลังมือของลู่ซือหย่วนแข็งเกร็ง เผลอชักมือกลับโดยไม่รู้ตัว แต่เพิ่งจะชักกลับมาได้นิดหน่อย เขาก็อดกลั้นต่อความเจ็บอีกครั้ง
ส่วนเว่ยตงยืนมองอยู่ข้างหลังลู่ซือหย่วนโดยไม่แสดงอารมณ์เช่นเคย
“…จัดการให้เรียบร้อยก่อนแล้วส่งมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติ แจ้งเื่การประชุมพรุ่งนี้เช้าให้กรรมการกัวทราบแล้วใช่ไหมครับ…งั้นก็เท่านี้ก่อนครับ ผมทราบแล้วครับ…เลขาโจวจะเป็ผู้รับผิดชอบการประชุมเองครับ พักเื่นั้นไว้ก่อนนะครับ…ครับ ไม่ต้องครับ ผมกลับเองได้” หลังจากคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ อีกสองสามประโยค ลู่ซือหย่วนก็วางสายไป
แพทย์หญิงเห็นเขาวางสายก็เงยหน้าขึ้นมองเขา บางสิ่งบางอย่างในสายตาเปลี่ยนไป ปากเองก็หุบแล้ว เธอจัดการรักษาาแอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
หลังจากทำความสะอาดาแที่เป็หนอง และพันแผลให้เขาเรียบร้อย ถึงได้เอ่ยหยั่งเชิงประโยคหนึ่ง “นายกเทศมนตรีลู่เหรอคะ”
“ครับ” ลู่ซือหย่วนตอบรับ
“เป็คุณจริงๆ เหรอ?!” แพทย์หญิงตะลึงงัน นี่เธอต่อว่านายกเทศมนตรีหรอกเหรอ
เว่ยตงรับผิดชอบแค่พาคนมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล เื่ลงทะเบียนรับยาอะไรเขาไม่สนใจทั้งสิ้น เพียงแต่กระเป๋าทั้งสี่ของนายกเทศมนตรีลู่นั้นว่างเปล่าบ๋อแบ๋ เขาที่เป็ตัวการลากอีกฝ่ายมาเลยต้องเป็คนจ่ายให้
กว่าจะรอรับยาแล้วออกมาจากโรงพยาบาล ฟ้าก็มืดแล้ว
“ยังจะกินข้าวอยู่ไหม” ลู่ซือหย่วนมองเว่ยตง มื้อเย็นของพวกเขาช้าไปเกือบสองชั่วโมงแล้ว