เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 89: สะสาง (Revise)

    เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยเรียกเท็นมะ ภูติพิทักษ์ประจำกายออกมา ก่อนที่เธอจะขึ้นขี่บนหลัง และบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า เจ้าหญิงฮิเมรากิกวาดสายตามองไปรอบๆ ทั่วทั้งพระราชวังที่อยู่เบื้องล่าง จนได้พบว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอได้คาดคิดเอาไว้ มีฝูงเคลเคเก็น-โยไค เพ่นพ่านไปมาทั่วพระราชวังด้วยความรวดเร็วและว่องไวราวกับแสง มันเป็นเสมือนตัวแทนของมณทิน โรคภัยไขเจ็บ ความโชคร้าย ความวิปโยค และความสกปรกโสมมเจ้าหญิงฮิเมรากินั้นไม่รอช้า รีบหยิบแผ่นยันต์ที่เป็นรูปคนออกมา ก่อนที่เธอจะใช้มันในการเรียกโคดามะ-ชิคิงามิออกมา มันมีขนปุ้มปุ้ยสีเขียวอ่อนปกคลุมไปทั่วทั้งหัว มีหน้าตาที่น่ารักน่าชังราวกับตุ๊กตา มีเรือนกายสีเขียวโปร่งแสงที่หนึบหนับ เมื่อมองจากลักษณะภายนอกแล้ว จะเห็นได้ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตที่ยืน 4 ขา แต่จริงๆ แล้ว มันสามารถยืนได้ 2 ขาเหมือนกับมนุษย์โคดามะ-ชิคิงามินั้นได้ทำการแยกร่างออกมาเป็นหลายๆ ร่าง ก่อนที่พวกมันจะพุ่งเข้าไปกลืนกินพวกเคลเคเก็น-โยไคที่เพ่นพ่านไปมาทั่วพระราชวังทั้งหมดด้วยความเร็วสูงเจ้าหญิงฮิเมรากิใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นในการจัดการกับพวกเคลเคเก็น-โยไคที่เพ่นพ่านไปมาทั่วพระราชวังได้อย่างหมดจดและไม่เหลือซาก หลังจากที่การจัดการกับพวกเคลเคเก็น-โยไคนั้นสิ้นสุดลง เหล่าบรรดาโคดามะ-ชิคิงามิที่เป็นร่างแยกนั้นต่างก็ทยอยกันเคลื่อนตัวเข้าหาร่างต้นฉบับเพื่อทำการผนวกร่างแยกทั้งหมดเข้าด้วยกันกับร่างต้นฉบับ ก่อนที่ร่างของโคดามะ-ชิคิงามินั้นจะกลายเป็นแผ่นยันต์รูปคน และลอยกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของอย่างเจ้าหญิงฮิเมรากิหลังจากนั้นต่อมา พระราชวังหลวงเกียวโตนั้นก็ได้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหล่าบรรดาผู้คนในวังต่างก็พากันขอพระราชทานอภัยโทษกับองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 พร้อมกับโค้งคำนับให้กับพระองค์กันยกใหญ่“คนที่พวกเจ้าจะต้องกราบขอโทษนั้นไม่ใช่ข้า”หลังจากที่องค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 นั้นตรัสจบ สักพัก ก็ได้มีเจ้าหญิงฮิเมโยโกะค่อยๆ เสด็จเข้ามาในตระหนักพระโรงอย่างช้าๆ จนได้มาอยู่ที่ตรงหน้าพระองค์ที่กำลังประทับอยู่บนราชบัลลังก์ จากนั้น เธอก็ค่อยๆ หันหน้าเข้าหาเหล่าบรรดาผู้ในวังที่อยู่ตรงหน้า“องค์หญิงสี่ผู้นี้ต่างหากที่พวกเจ้าจะต้องกราบขอโทษ”จากนั้น เหล่าบรรดาผู้คนในวังต่างก็พากันขอพระราชทานอภัยโทษพร้อมกับโค้งคำนับให้กับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะกันยกใหญ่“ท่านองค์หญิงสี่ได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่พวกเราด้วยเถิดขอรับ สิ่งที่พวกเราได้กระทำลงไป...ก็แค่อยากจะป้องกันตัวเองเท่านั้นขอรับ”“พวกเราไม่ได้มีเจตนาที่จะมุ่งร้ายต่อท่านองค์หญิงสี่เลยนะเพคะ”เจ้าหญิงฮิเมโยโกะเริ่มมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มออกมานิดๆ เป็นการให้อภัยแก่เหล่าผู้คนในวัง และในตอนนี้ เธอก็รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก และเธอก็ไม่ได้ถือสากับเรื่องนั้นแล้ว“ดีใจด้วยนะ น้องสี่”เจ้าหญิงคังชินทรงแสดงความยินดีให้กับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะที่มีสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีชีวิตชีวา“ท่านพี่ใหญ่ เดี๋ยวช่วยฝากทูลท่านพ่อกับท่านแม่ทีนะ ว่าข้าจะขอรับตัวน้องสี่ไปดูแลด้วยตัวเอง”เจ้าหญิงฮิเมรากิยังรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจผู้คนในวังสักเท่าไหร่นัก จึงตรัสขอให้เจ้าหญิงคังชิน ผู้เป็นพระเชษฐภคินีช่วยไปทูลกับอดีตองค์จักรพรรดิฮานาโซโนะที่ 2 ผู้เป็นพระบิดา กับอดีตองค์จักรพรรดินีโอยโนะมิคาโดะ หรือพระมเหสีของอดีตองค์จักรพรรดิที่มีนามว่าโนบุโกะ ผู้เป็นพระมารดา...ว่าเธอนั้นจะขอรับตัวเจ้าหญิงฮิเมโยโกะไปดูแลด้วยตัวเองส่วนทางฝั่งพระบิดา-มารดา พระเชษฐภคินี และองค์จักรพรรดิคนใหม่ที่ยังคงเป็นพระเชษฐาของเจ้าหญิงฮิเมรากิเองนั้นก็มิได้ทรงขัดพระทัยอะไรมากเท่าไหร่นักหลังจากที่สะสางเรื่องทุกอย่างภายในวังเสร็จสิ้น เจ้าหญิงฮิเมรากิกับเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนั้นก็ค่อยๆ โค้งคำนับให้กับองค์จักรพรรดิสึชิมิคาโดะที่ 2 ผู้เป็นพระเชษฐา และเจ้าหญิงคังชิน ผู้เป็นพระเชษฐภคินีคนโตของพวกเธอทั้งสองเป็นการกราบถวายบังคมลา ก่อนที่ทั้งสองจะเสด็จออกจากพระราชวังไปหลังจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าหญิงฮิเมโยโกะวัย 7 ขวบนั้นก็ได้มาอาศัยอยู่ด้วยกันกับเจ้าหญิงฮิเมรากิ ผู้เป็นพี่สาวของเธอที่บ้านพักติดลำธารในกลางป่า ซึ่งตัวเจ้าหญิงฮิเมโยโกะเองนั้นก็ต้องการที่จะตอบแทนบุญคุณผู้เป็นพี่สาวที่เคยช่วยชีวิตพระมเหสีโนบุโกะ ผู้เป็นพระมารดาของพวกเธอทั้งสองเอาไว้ จนทำให้ตัวเจ้าหญิงฮิเมโยโกะในตอนที่ยังเป็นทารกอยู่นั้นสามารถลืมตาดูโลกใบนี้ได้อย่างหวุดหวิดในขณะเดียวกัน ตัวเจ้าหญิงฮิเมโยโกะเองนั้นก็ต้องการที่จะไถ่โทษตัวเองที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิ จนเป็นเหตุที่ทำให้ผู้เป็นพี่สาวของเธอนั้นต้องลำบาก ซึ่งทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิเองก็ไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย ในตอนนั้นเอง เธอก็มีความเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตผู้เป็นพระมารดา และก็น้องสาวของเธอเอาไว้ณ ตอนนี้ ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิที่นอกจากจะต้องคอยทำหน้าที่ของการเป็นองเมียวจิฮิเมะแล้ว ยังต้องคอยดูแลเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ ผู้เป็นน้องสาวที่คอยติดตามเธอมาด้วย จากที่ผ่านมานั้น เธอมักจะออกเดินทางไปไหนมาไหนอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดายมาโดยตลอดแต่ในตอนนี้ เธอก็ได้มีเพื่อนร่วมทางเพิ่มเข้ามาด้วยอีกหนึ่งคน...ก็คือเจ้าหญิงฮิเมโยโกะ ผู้เป็นน้องสาวของเธอนั่นเอง พวกเธอทั้งสองนั้นต่างก็มีความรักและความผูกพันธ์กันมากมายอย่างบอกไม่ถูก และจากนั้น ภาพเหตุการณ์ก็ค่อยๆ ตัดกลับ มาที่ปัจจุบันเจ้าหญิงฮิเมโยโกะนั่น...ก็คือสึบากิจังอย่างงั้นเหรอ แล้วทำไมเด็กสาวคนนั้นกับสึบากิจัง...ถึงได้มีหน้าตาที่คล้ายกันเหลือเกิน เหมือนกับว่า...เป็นคนๆ เดียวกันเลยทางด้านยูกินะก็ได้แต่เก็บความสงสัยนั่นเอาไว้ในใจ และรอค้นหาคำตอบต่อไป และแล้ว พวกเธอทั้ง 5 คนที่ประกอบไปด้วยยูกินะ โทโมเอะ คิทสึเนะ อินะฮิเมะ และสมาชิกคนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างโอคัทสึ ซึ่งเป็นคุโนะอิจิสาวนั้นก็ได้พากันออกมาจากตัวคฤหาสน์ร้างในช่วงหลังจากที่ฝนนั้นได้หยุดลง ก่อนที่พวกเธอทั้งหมดจะรีบออกเดินทางต่อทันที ในท่ามกลางแสงอรุณในยามเช้าวันใหม่อันสดใสที่ส่องสว่างลงมายังเบื้องล่างทั่วสารทิศในระหว่างทางนั้น โอคัทสึก็ได้เอ่ยถามโทโมเอะขึ้นมาว่า “เจ้าคงจะมีทักษะทางด้านอาชณเวทย์...ที่ทำให้เจ้าล่วงรู้ถึงกาลเวลาอย่างงั้นหล่ะสินะ”โทโมเอะยังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด“ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คงได้เห็น...อดีตของข้าแล้วหล่ะสินะ” โอคัทสึกล่าวในเชิงการถามแบบทางอ้อมด้วยน้ำเสียงเรียบที่แผ่วเบานิดๆ แต่โทโมเอะก็ยังหน้านิ่ง ราวกับว่าเธอพยายามจะปิดบังเรื่องนั้นไว้“ถ้าหากว่าเจ้าเห็นอดีตของข้าแล้ว...แล้วเจ้าเห็นอะไรบ้าง”โทโมเอะหยุดเดินสักพัก ก่อนที่เธอจะกล่าวคำขอโทษออกมา“ข้าขอโทษนะ...โอคัทสึ ข้าเองก็ไม่ได้อยากที่จะรับรู้อดีตของใครเลย มันเป็นการเสียมารยาทสำหรับข้า”“เจ้าไม่ต้องขอโทษข้าหรอก ข้าเองก็ไม่ได้ถือสาอะไรกับมันมากสักเท่าไหร่นัก”“ที่ข้าไม่พูด ก็เพราะว่าข้าไม่อยากให้เจ้าต้องจมอยู่กับความทุกข์ และความเจ็บปวดในอดีต”“ข้าเข้าใจ และก็ขอบใจเจ้ามากนะ...ที่เจ้านึกถึงความรู้สึกของข้า”โทโมเอะกับโอคัทสึต่างก็พูดคุยกันในระหว่างที่พวกเธอทั้งหมดกำลังเดินทางอยู่ภายในป่า จากนั้น ภาพเหตุการณ์ก็ค่อยๆ ตัดกลับมาสู่ยุคสมัยปัจจุบัน

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน