นพกรณ์เจ็บแป๊บที่ท้ายทอยพร้อมกับความรู้สึกที่มึนงง ไม่แน่ใจว่าตัวเองผล็อยหลับไปั้แ่ตอนไหน แต่มารู้สึกตัวอีกทีก็มายืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มยืนอยู่บนถนนที่รายล้อมไปด้วยป่ารกร้างและค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสลัวเล็กน้อยสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า นภากว้างในยามนี้เต็มไปด้วยเมฆหนาดำครึ้ม เขามองไปที่ขอบฟ้าอันไกลโพ้น ทั่วท้องฟ้าตอนนี้ระบายไปด้วยสีส้ม มองเห็นแสงเรือง ๆ คล้ายกับดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
นพกรณ์สะบัดหน้าแรง ๆ เพื่อขับไล่ความมึนงง พร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมาในจิตใจ
“เรามายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
เขาจำได้ว่าตัวเองนั่งฟุบหน้าร้องไห้ข้างกายหญิงคนรักที่นอนแน่นิ่ง เธอพึ่งจะกินยาฆ่าตัวตาย! ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น? มันเป็อีกคำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิด
แม้กำลังสับสนและงุนงง นพกรณ์ตัดสินใจเดินไปตามทางเรื่อย ๆ บรรยากาศสองข้างทางที่เดินผ่านนั้นเต็มไปด้วยป่ารกร้าง แล้วทันใดนั้นเขาก็มองเห็นบ้านหลังหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่สุดทางถนน ชายหนุ่มเอียงหัวหรี่ตามองดูบ้านหลังนั้นอย่างแปลกใจ เพราะบริเวณหน้าบ้านมีผู้คนกำลังยืนต่อแถวเหมือนรอคิวเพื่อเข้าไปในบ้านหลังนั้น
“หยุดรอก่อน รอตรงนี้ก่อน คุณ!”
เสียงแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเสียงล้อของแผงเหล็กที่เลื่อนมาหยุดขวางหน้า นพกรณ์หยุดยืนหลังแผงนั้นแล้วหันไปมองตามเสียง เขาก็เห็นชายแก่ซึ่งอยู่ในเสื้อกุยเฮงสีขาว และสวมกางเกงแพรขากว้างสีน้ำเงิน กำลังเดินตรงเข้ามา ผมสีดอกเลาและใบหน้าที่คมกริบของชายแก่ผู้นี้ บ่งบอกถึงความมีประสบการณ์ชีวิตที่ยาวนาน แต่แววตานั้นกลับเศร้าอมทุกข์ยิ่งนัก
นพกรณ์หยุดเดินและมองหน้าชายแก่คนนั้นอย่างสงสัย
“เอ่อ ขอโทษครับ ที่นี่คือที่ไหน”
“ที่นี่น่ะเหรอ” ชายแก่คนนั้นชี้ลงที่พื้นดินตรงหน้า แล้วมองมาด้วยความประหลาดใจ “แล้วคุณคิดว่าที่นี่คือที่ไหนล่ะ”
“ผมไม่รู้ เอ่อ... ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ตอนนี้คุณจะยังจำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก เดี๋ยวเข้าไปในสำนักงานแล้วคุณจะรู้เอง” ชายแก่คนนั้นกล่าวพร้อมกับหรี่ตามองดูนพกรณ์อย่างเพ่งพิศ
“เอ่อ... ผมขออนุญาตเรียกลุงได้มั้ยครับ” นพกรณ์ถามอีก
“ตามสบาย”
“ทำไมลุงถึงไม่ตอบให้มันชัดเจนไปเลยว่าที่นี่คืออะไร แล้วทำไมผมถึงต้องมาอยู่ที่นี่” นพกรณ์ถามแบบขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวคุณก็รู้เองว่าอะไรเป็อะไร รอก่อน ให้ข้างในคิวมันโล่งสักหน่อยแล้วจะปล่อยเข้าไป”
เมื่อชายแก่คนนั้นพูดจบ ก็เดินกลับไปในมุมมืดที่เดินออกมาทันที
เวลาผ่านไปแถวผู้คนที่ต่อคิวก็สั้นลงเรื่อย ๆ แต่ตาลุงคนนั้นกลับไม่มาเปิดทางให้เข้าไปสักที นพกรณ์จึงนั่งลงที่หน้าแผงกั้นเพราะไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปที่ไหน ครั้นจะเดินกลับไปทางเก่า ก็กลัวว่าจะไม่รู้อะไรเป็อะไร แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งเดินมาหยุดยืนที่ด้านหลัง
นพกรณ์เหลียวหางตาไปมองก็รู้ว่าเป็ผู้หญิง เขาจึงหันไปดูเธออย่างเต็มตา ผู้หญิงที่มาใหม่ดูท่าทางเหมือนพึ่งตื่นนอน แววตาของเธอเหม่อลอยไม่ต่างจากทุกคนในแถว
“คุณมาจากไหน เอ่อออ คุณรู้มั้ยที่นี่คือที่ไหน” นพกรณ์ลองถาม
“เอ่อ...” หญิงสาวคนนั้นเปล่งเสียงออกมาพร้อมกับดวงตาที่เหม่อลอย เธอมองเหม่อไปที่ประตูบ้านข้างหน้าเหมือนเฝ้ารอมันอยู่ทุกขณะจิต
นพกรณ์มองดูใบหน้าของผู้หญิงคนนี้อย่างเพ่งพิศ เธอเป็คนรูปร่างเล็ก ผิวขาว ใบหน้ารูปไข่ แก้มทั้งสองข้างเป็พวงดูเด่น ดวงตาเรียวเข้ากับรูปคิ้ว จมูกเล็กพอเห็นเป็สันแต่ปลายเชิด ริมฝีปากอวบอิ่มเป็สีชมพูระเรื่อ นพกรณ์เอียงหัวหรี่ตามองดูเธออยู่นาน เหมือนเขาจะเคยรู้จักผู้หญิงคนนี้ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเธอคือใคร
แล้วทันใดนั้นชายแก่คนเดิมก็เดินออกมาจากมุมมืด แล้วดึงแผงกั้นสีแดงที่ขวางอยู่ให้พ้นทาง
“เข้าไปต่อคิวได้แล้วคุณ” ชายแก่บอกเสียงเรียบ
จากนั้นนพกรณ์และหญิงสาวคนนั้นก็เดินไปต่อท้ายแถว และดูเหมือนว่าจะมีเพียงนพกรณ์เท่านั้นที่หันมองดูนั่นดูนี่ไม่อยู่นิ่งเหมือนคนอื่น
“ถึงคิวแล้ว เดินมาเคาะประตูเลยครับ” เสียงผู้ชายรูปร่างใหญ่ซึ่งยืนอยู่ข้างประตูบ้านร้องเรียก
จากนั้นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งก็เดินออกไปจากแถว นพกรณ์มองดูอาการของเด็กคนนั้นแล้ว มันช่างคล้ายกับผู้ป่วยจิตเวช เด็กคนนั้นเดินออกไปเหมือนซอมบี้พร้อมกับดวงตาที่เหม่อลอย ซึ่งตรงกันข้ามกับสไตล์การแต่งตัวที่ดูเหมือนเด็กแว้น แล้วเด็กวัยรุ่นคนนั้นก็หยุดยืนที่หน้าประตู และยกมือขึ้นเคาะ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ไม่นานประตูบ้านก็ถูกเปิดออก หญิงคนหนึ่งสวมแว่นตาหนาเตอะโผล่ใบหน้ายิ้มแย้มออกมาให้เห็น จากนั้นผายมือเชื้อเชิญให้เด็กวัยรุ่นคนนั้นเข้าไปในบ้าน แต่ก่อนที่จะปิดประตูเธอคนนั้นมองมาที่นพกรณ์ด้วยแววตาสงสัย จากนั้นก็ปิดประตูเข้าตามเดิม
นพกรณ์นึกทบทวนว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น เขาลองนึกลำดับเหตุการณ์ของวันนี้ทั้งวัน แต่แม้จะนึกได้ว่าทำอะไรไปบ้าง แต่เขากลับไม่สามารถเรียงลำดับก่อนหลังได้สำเร็จ แต่เหตุการณ์หนึ่งที่เขาจำภาพได้ติดตาติดใจก็คือ ภาพของหญิงที่เขารักนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เม็ดยาสีขาวหกเกลื่อนพื้น ในมือของเธอกำขวดยาไว้แน่น
“ที่จริงตอนนี้เราน่าจะอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ แล้วมาอยู่ที่นี่ทำไมวะ” นพกรณ์พูดกับตัวเองอย่างอึดอัด
สายตาที่ดื้อดึงของนพกรณ์บังเอิญไปสบตากับชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างประตู นพกรณ์ยิ้มให้เขาอย่างเป็มิตรพร้อมกับโค้งศีรษะให้เล็กน้อย ชายคนนั้นมองกลับมาหาเขาอย่างสงสัย แววตาของคนที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ผมขอถามหน่อยได้มั้ยครับ” นพกรณ์ร้องถาม
ชายคนนั้นเบิกตาโตเหมือนไม่นึกว่าเขาจะถาม!
“ทำไมเราต้องเข้าไปในบ้านนั้นด้วย เข้าไปทำอะไรเหรอครับ แล้วก็คำถามสุดท้าย...” นพกรณ์หันไปมองคนอื่นที่ยืนต่อแถว “ทำไมเราต้องมาที่นี่”
“เดี๋ยวเข้าไปในสำนักงาน คุณก็จะรู้เอง ทำใจให้สบายเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ชายร่างใหญ่คนนั้นตอบด้วยสีหน้าเหมือนไม่เคยพบเคยเห็นคนอย่างนพกรณ์
สิ่งที่นพกรณ์รู้สึกแปลกใจที่สุดก็คือ ทำไมคนที่ยืนรอในแถว จึงไม่สงสัยอะไรเหมือนเขา! ไม่มีใครถามอะไรวุ่นวายเหมือนเขา มันน่าแปลกมาก เฮ้ย! อยู่ดี ๆ มาโผล่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ใครล่ะจะอยู่เฉย! นพกรณ์คิดอยู่ในใจอย่างเดือดดาล
“ถึงเวลาของคุณแล้ว เดินมาเคาะประตูเลยครับ” ชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างประตูร้องบอก
นพกรณ์เดินขึ้นไปบนเทอร์เรซหน้าบ้าน แล้วไปหยุดยืนที่หน้าประตู เขายกมือขึ้นเพื่อจะเคาะประตู แต่กลับยั้งมือเอาไว้ และหันไปมองชายร่างใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างประตู
ชายคนนั้นหันมามองนพกรณ์อย่างสงสัย
“เคาะประตูเลย ถึงคิวคุณแล้วครับ”
“เคาะกี่ครั้งครับ” นพกรณ์อยากจะลองกวนประสาท
“กี่ครั้งก็ได้ เคาะเลยครับ ถึงเวลาของคุณแล้ว” ดูเหมือนชายคนนั้นไม่รู้สึกว่ากำลังถูกกวนประสาท เพียงแต่แววตาของเขาจ้องมองดูนพกรณ์เหมือนไม่เคยพบเคยเห็น
นพกรณ์สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด แล้วยกมือขึ้นเคาะประตูเบา ๆ 1 ครั้ง หวังจะยั่วโมโหคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ปรากฏว่าชายคนนั้นไม่ได้สนใจอะไร
จากนั้นเพียงอึดใจประตูบ้านก็ถูกเปิด หญิงแว่นหนาเตอะคนเดิมโผล่หน้าออกพร้อมกับสีหน้าแปลก ๆ
“เชิญค่ะ คุณนพกรณ์”
“เฮ้ย! คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง” นพกรณ์ถามเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง
“ดิฉันรู้จักชื่อทุกคนที่มาเคาะประตูสำนักงานแห่งนี้ค่ะ เชิญ...” เธอกล่าวแล้วก็ผายมือเชื้อเชิญเข้าไปในบ้าน
หลังจากก้าวผ่านประตูเข้าไป นพกรณ์หยุดยืนที่หน้าประตูมองดูภายในบ้าน เขาก็เห็นห้องทำงานห้องหนึ่งเป็ผนังกระจกกั้น ในห้องนั้นมีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งกลางห้อง บนโต๊ะมีเอกสารวางกองกันเป็ชั้น ๆ เยอะมาก เมื่อมองเลยโต๊ะไปก็เห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวนั้น ดูท่าทางเหมือนเขาจะเป็หัวหน้าของที่นี่
“เชิญนั่งค่ะ คุณนพกรณ์” หญิงใส่แว่นบอกให้เขานั่งเก้าอี้ตัวที่ว่าง
“ถามจริง ๆ เถอะครับคุณ” นพกรณ์ทำท่าเหมือนเหลืออด “ทุกคนเข้ามาทำอะไรกันที่นี่ แล้วผมมาที่นี่ได้ยังไง แล้ว เอ่อ... มาทำไม” นพกรณ์เริ่มจะเสียงแข็งอย่างมีอารมณ์
“เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองค่ะ ทำใจให้สบายนะคะ ไม่มีอะไรหรอก” หญิงคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปในห้องทำงานนั้นทันที
นพกรณ์มองดูทุกคนที่นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ซึ่งเป็คิวก่อนเขา หนึ่งในนั้นมีพระภิกษุสงฆ์ด้วย และแต่ละคนไม่มีท่าทีสงสัยอะไรเหมือนเขา “เฮ้ยยย... อะไรของมันวะเนี่ย” นพกรณ์พลุ่งพล่านอยู่ในใจ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนอยากจะบีบอะไรสักอย่างให้แหลกคามือ
ทันใดนั้นหญิงคนที่สวมแว่นหนาเตอะ ก็เดินมารับตัวคิวแรก เธอเป็หญิงวัยป้าที่แต่งหน้าจัด เสื้อผ้าที่คุณป้าสวมใส่ดูเหมือนพึ่งกลับมาจากวัด ป้าคนนั้นลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเหมือนซอมบี้ตามหญิงสวมแว่นคนนั้นเข้าไปในห้อง
จากนั้นสิ่งที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อคน 3 คน ที่นั่งรอคิวก่อนเขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่พึ่งว่างเพื่อเลื่อนคิว ทุกคนทำพร้อมกันเหมือนเป็อาการตอบสนองโดยอัตโนมัติ
“ยังกะรอพบแพทย์” นพกรณ์นึกขันในใจ
จากนั้นไม่นานหญิงสาวที่คิวต่อจากเขา ก็เข้ามาในบ้าน เธอเดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวที่นพกรณ์พึ่งจะลุกขึ้น ชายหนุ่มพิศดูหน้าเธออีกครั้ง ยิ่งมองหน้าเธอก็ยิ่งเหมือนเคยรู้จัก แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเธอคือใคร? และยิ่งคิดสมองมันก็ยิ่งมึนตึบ
ต่อไปนี้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห้อง มีเพียงนพกรณ์เท่านั้นที่เฝ้ามองดูอยู่ทุกขณะจิต เมื่อหญิงวัยป้าคนนั้นเดินเข้าไปในห้อง เธอนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน และเธอยังอยู่ในอาการเหม่อลอยตามเดิม
ชายคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองเธอ จากนั้นยื่นมือไปที่หน้าของคุณป้าคนนั้น แล้วดีดนิ้ว
“ปิ๊ก!” เสียงดีดนิ้วดังขึ้นพร้อมกับคุณป้าที่สะดุ้งสุดตัว
“ว๊าววว” นพกรณ์ทึ่งกับเสียงดีดนิ้วนี้ เสียงของมันใสสะดุดแก้วหูเอามาก ๆ
แม้เสียงดีดนิ้วจะดังก้องกังวาลไปทั่วบ้าน แต่ดูเหมือนว่ามีเพียงนพกรณ์และป้าคนที่อยู่ในห้องเท่านั้นที่ได้ยิน
คุณป้าคนนั้นเหมือนพึ่งตื่นจากภวังค์ เธอกำลังอยู่ในอาการใระคนไปกับความกลัว นพกรณ์พยายามเงี่ยหูฟังเสียงการสนทนาในห้องนั้นอย่างลุ้นระทึก
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย เอ้ย! ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” คุณป้าร้องถามขึ้นด้วยอาการใสุดขีด