ความมืดมิดภายในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ยามบ่ายคล้อยช่างดูหม่นหมองและเยือกเย็นไม่ต่างจากสภาพจิตใจของ นารา ในเวลานี้ หญิงสาวขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนอนนับั้แ่กลับมาจากคฤหาสน์หรูหลังนั้น ผ้าม่านทึบแสงถูกปิดสนิทเพื่อบดบังแสงสว่างจากโลกภายนอก มีเพียงแสงสว่างสลัวจางๆ ที่เล็ดลอดผ่านช่องว่างด้านล่างของประตูเท่านั้น นารา นั่งคู้เข่าอยู่บนเตียงนอนกว้าง ดวงตากลมโตที่เคยสดใสบัดนี้บวมช้ำและฉายแววแห่งความสับสนกระวนกระวายอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ รสจูบที่ดูดดื่ม เร่าร้อน และเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อจาก เดวิท ชายผู้เป็พ่อของเพื่อนสนิท ยังคงกระจายความรู้สึกวาบหวามและร้อนผ่าวไปทั่วร่างกายของเธอราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีก่อนหน้า
"ทำไม... ทำไมฉันถึงปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้นะ..." นารา พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบสองแก้มอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจอย่างที่สุด เกรซ คือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่จริงใจกับเธอเสมอมา คอยช่วยเหลือและแบ่งปันความทุกข์สุขร่วมกันในทุกๆ เื่ แต่เธอกลับก้าวล้ำเส้นศีลธรรมอันดีงามไปจูบกับพ่อแท้ๆ ของเพื่อนรัก ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมี พีท แฟนหนุ่มที่คบหากันมานานถึงสามปี แม้ว่า พีท จะละเลยและเ็าใส่เธอเพียงใด แต่การนอกใจทางกายและใจกับชายอื่นก็ถือเป็ตราบาปที่ไม่มีวันลบเลือนได้เลย
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวสั่นครืดคราดสว่างวาบขึ้นมาเป็ระยะ หน้าจอปรากฏสายเรียกเข้าจาก เกรซ และข้อความแสดงความห่วงใยจาก เดวิท ที่ส่งเข้ามาถามไถ่ว่าเธอถึงห้องพักอย่างปลอดภัยและหายดีจากไข้หวัดหรือยัง นารา ได้แต่มองหน้าจอนั้นด้วยความกลัวและละอายจนไม่กล้าแม้แต่จะกดอ่านหรือรับสาย เธอเลือกที่จะคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับฟูกนอน ปล่อยให้ความเงียบงันโอบกอดร่างกายที่สั่นเทาของเธอไว้ในความมืดที่แสนอึดอัดดั่งอยู่ในคุกแห่งมโนสำนึก
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องพักก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงและหยาบคายกระทันหัน
ปัง! ปัง! ปัง!
"นารา! เปิดประตูหน่อย! ฉันรู้ว่าเธออยู่ในห้องนะ!"
เสียงะโอย่างหัวเสียของ พีท ดังลอดเข้ามา นารา สะดุ้งโหยงด้วยความใ หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก เธอรีบปาดน้ำตาบนแก้ม สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อจัดระเบียบอารมณ์และเสียงของตัวเอง ก่อนจะก้าวลงจากเตียงและเดินไปเปิดประตูด้วยมือที่สั่นเทา
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างของ พีท ในเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก็ก้าวพรวดเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำอนุญาต ใบหน้าของเขาบึ้งตึง ดวงตาฉายแววหงุดหงิดอย่างรุนแรง เขาสะบัดกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับ นารา และเริ่มพูดจาเสียงดังใส่ทันที
"ทำไม่นี้โทรหาไม่ค่อยรับสายเลยห๊ะ นารา? ข้อความก็ส่งไปตั้งเยอะแยะแต่ไม่ยอมตอบกลับเลย รู้ไหมว่าฉันต้องขับรถมาหาถึงที่นี่เสียเวลาขนาดไหน? แล้วในห้องทำไมต้องปิดไฟมืดตึ๊ดตื๋อแบบนี้ล่ะ? ทำตัวแปลกๆ ห่างเหินกันไปหรือเปล่า?" พีท รัวคำถามใส่ด้วยน้ำเสียงตวาดตึงตัง แทนที่จะเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำและใบหน้าซีดเซียวของแฟนสาว เขากลับพุ่งเป้าไปที่ความรำคาญใจและความสะดวกสบายของตัวเองเป็หลัก
นารา มองชายตรงหน้าที่เธอเคยคิดว่าจะฝากชีวิตไว้ด้วยความรู้สึกที่เ็ปอย่างลึกซึ้ง ช่องว่างระหว่างเธอกับ พีท ช่างกว้างใหญ่เหลือเกินในยามนี้ "ฉัน... ฉันแค่ไม่สบายค่ะ พีท โทรศัพท์ตั้งโหมดปิดเสียงไว้ก็เลยไม่ได้ยิน" เธอตอบด้วยเสียงเรียบแห้ง พยายามฝืนอารมณ์ไม่ให้ะเิออกมา
"ไม่สบายอีกแล้วเหรอ? อะไรจะป่วยบ่อยขนาดนั้นล่ะ นารา? ่นี้ฉันก็เหนื่อยกับการซ้อมแข่งเกมกับเพื่อนแล้วก็ต้องเคลียร์โปรเจกต์ส่งอาจารย์นะ แทนที่จะมีเวลาพักผ่อน กลับต้องมาคอยกังวลว่าเธอจะงอนหรือเรียกร้องความสนใจอะไรอีก อย่าทำตัวงี่เง่าไร้สาระหน่อยเลยน่า วันครบรอบที่ผ่านมาฉันก็อธิบายเหตุผลไปแล้วว่ามันจำเป็จริงๆ เธอน่าจะโตเป็ผู้ใหญ่และเข้าใจเื่แบบนี้ได้แล้วนะ ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวประชดประชันเงียบหายไปแบบนี้!" พีท พูดจาทำร้ายจิตใจเธอซ้ำซากราวกับมองไม่เห็นหัวใจของเธอเลยแม้แต่น้อย
คำว่า 'งี่เง่าไร้สาระ' และการกล่าวหาว่าเธอ 'เรียกร้องความสนใจ' มันเหมือนเข็มแหลมคมนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจดวงน้อยที่บอบช้ำอยู่แล้วให้แหลกลาญ ความอดทนของ นารา ที่เพียรพยายามเก็บสะสมมาตลอดสามปีที่ถูกละเลย ละหลวม และถูกมองเป็ของตายบัดนี้ได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมอง พีท ด้วยความโกรธแค้นระคนเสียใจที่ท่วมท้นจนหน้าอกของเธอสะท้อนขึ้นลงตามแรงอารมณ์
"งี่เง่าไร้สาระงั้นเหรอ พีท?!" นารา ะโสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่ได้อีกต่อไป "สำหรับคุณแล้ว ทุกเื่ของฉันมันไร้สาระไปหมดใช่ไหม? วันครบรอบสามปีที่เราคบกัน ฉันนั่งทำอาหารรอคุณจนเย็นชืด นั่งร้องไห้คนเดียวในความมืด แต่คุณกลับไปซ้อมแข่งเกมกับเพื่อนหัวเราะสนุกสนาน คุณเคยถามฉันสักคำไหมว่าฉันกินข้าวหรือยัง? เคยถามไหมว่าฉันเหนื่อยแค่ไหนกับการเรียนวิจัยจบ? ไม่มีเลย! ในสายตาของคุณมีแต่เกม มีแต่เพื่อน และมีแต่ตัวเอง! ฉันเป็แฟนของคุณนะ พีท! ไม่ใช่ของประดับห้องที่จะนึกถึงแค่ตอนที่เดือดร้อนหรือตอนที่อยากได้เพื่อนคุยแก้เหงา!"
พีท ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความใเพราะ นารา ไม่เคยะเิอารมณ์ใส่เขาแรงขนาดนี้มาก่อน แต่ด้วยทิฐิและความเอาแต่ใจ เขากลับขมวดคิ้วแน่นและโต้กลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้น "แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?! ฉันก็มีสังคมของฉัน มีสิ่งที่ฉันต้องทำเหมือนกันนะ! เธอจะมาเรียกร้องให้ฉันอยู่ด้วยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยหรือไง? น่ารำคาญชะมัด! ถ้าการคบกับฉันมันทำให้เธอต้องเป็ทุกข์ทรมานใจขนาดนั้น ถ้าคิดว่าฉันมันแย่และละเลยเธอจนทนไม่ไหว... ก็น่าจะเลิกกันไปเลยสิ! จะได้ไม่ต้องมาทนงี่เง่าใส่กันแบบนี้อีก!"
คำว่า 'เลิกกันไปเลยสิ' หลุดออกจากปากของ พีท อย่างง่ายดายและไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ นารา รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความเ็ปวิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กายจนชาหนึบ สามปีที่ผ่านมาไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถบอกเลิกเธอได้ง่ายๆ ราวกับถอดเสื้อผ้าตัวเก่าทิ้ง
"เออ! เลิกก็เลิกสิ! ในเมื่อคุณไม่เคยเห็นค่าของฉันอยู่แล้ว ก็ไปอยู่กับเกมและสังคมของคุณเถอะ!" นารา ะโออกไปด้วยความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส
พีท แค่นยิ้มเ็า จ้องมองเธอด้วยสายตาไร้เยื่อใย "เออ! งั้นก็จบกันแค่นี้แหละ! ห้ามมาเสียใจทีหลังแล้วกัน!" พูดจบ พีท ก็คว้าเป้สะพายหลังของเขาขึ้นมาพาดบ่า แล้วก้าวเท้าเดินกระแทกส้นออกจากห้องพักไปทันที เสียงปิดประตูดังลั่นสนั่นห้องจนกรอบรูปบนฝาผนังสั่นไหว
ปัง!
ความเงียบสงัดถาโถมเข้าปกคลุมห้องพักอีกครั้ง นารา ยืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง ร่างกายบอบบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ หยาดน้ำตาไหลรินออกมาเป็สายยาวราวกับเขื่อนแตก ความรู้สึกเ็ป อับอาย และโดดเดี่ยวประดังประเดเข้ามาจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปที่จะต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยความทรงจำอันแสนเ็ปนี้ หญิงสาวตัดสินใจวิ่งตามออกจากห้องโดยไม่มีจุดหมายปลายทางในหัวสมองเลยแม้แต่น้อย
เธอวิ่งลงจากบันไดหอพักและก้าวเท้าออกสู่ถนนภายนอกอาคาร ทันใดนั้น เมฆฝนสีเทาดำที่ตั้งเค้ามานานก็เริ่มปลดปล่อยหยาดฝนเม็ดหนาลงมากระทบผิวกาย เม็ดฝนเย็นเฉียบสาดกระเซ็นเปียกปอนเส้นผมและเสื้อผ้าของเธอในพริบตา แต่นารา กลับไม่สนใจที่จะหลบเลี่ยง เธอเดินทอดน่องไปตามทางเท้าอย่างสิ้นหวัง หยาดน้ำฝนผสมปนเปไปกับน้ำตาอุ่นๆ บนดวงหน้าหวาน ลมพายุพัดกระโชกแรงจนร่างกายบอบบางต้องสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันวิ่งหลบฝนเข้าใต้ชายคา แต่มีเพียงเธอคนเดียวที่เดินตากฝนอยู่บนท้องถนนอย่างโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่งพิง จิตใจของเธอแตกสลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ความเหงาและความอ้างว้างเข้าเกาะกุมหัวใจจนแสนระทม
ในขณะที่ นารา กำลังเดินเหม่อลอยข้ามถนนอันพลุกพล่านด้วยความรู้สึกหมดหวัง ทันใดนั้น รถยนต์ซีดานคันหรูสีดำสนิทคุ้นตาแล่นเข้ามาจอดเทียบข้างทางเท้าใกล้ๆ ตัวเธอ ประตูด้านคนขับเปิดออกอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างสูงใหญ่สง่าของ เดวิท ในชุดสูททำงานหรูสีเข้ม ชายวัยผู้ใหญ่ก้าวเท้าลงมาจากรถพร้อมกับร่มคันใหญ่ในมือ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองร่างบอบบางที่เปียกปอนสั่นเทาของ นารา ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความใและความห่วงใยอย่างเหลือแสน เขารีบก้าวเท้าเดินลุยน้ำฝนเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
"นารา! ทำไมมาเดินตากฝนอยู่ตรงนี้ครับ?!" เดวิท เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ร้อนรนและเต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใย ชายรุ่นใหญ่รีบยื่นร่มคันใหญ่เข้ามากำบังหยาดฝนให้กับเธอทันที
นารา เงยใบหน้าหวานที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝนและคราบน้ำตาขึ้นมองเขา ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและสับสนยามได้เห็นใบหน้าอันอบอุ่นของ เดวิท ความอบอุ่นที่เขาคอยหยิบยื่นให้ในยามที่เธออ่อนแอที่สุดเปรียบเสมือนแสงสว่างเดียวในชีวิต "คุณ... เดวิท..." เสียงหวานพึมพำแ่เบาก่อนที่ร่างกายของเธอจะสั่นสะท้านอย่างรุนแรงด้วยความหนาวเย็น
เดวิท ไม่รอช้า ชายวัยผู้ใหญ่เก็บร่มแล้วใช้ท่อนแขนแกร่งและอบอุ่นช้อนร่างบางของ นารา เข้ามาโอบกอดไว้แน่นในอ้อมอกกว้าง อ้อมกอดของเขาช่างอุ่นร้อนและมั่นคงแข็งแรง ป้องกันเธอจากลมพายุฝนอันหนาวเหน็บภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ นารา ซบหน้าลงกับอกกว้างของ เดวิท ปล่อยให้น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาเปียกชุ่มเสื้อสูทราคาแพงของเขา ชายรุ่นใหญ่ประคองร่างบอบบางที่ไร้ทางสู้ขึ้นรถยนต์ส่วนตัวคันหรูของเขาทางประตูด้านข้างอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอมราวกับเธอเป็สมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวในชีวิต
เมื่อประตูรถปิดสนิทลง บรรยากาศภายในรถคันหรูกลับคืนสู่ความเงียบสงบและอบอุ่นด้วยเครื่องทำความร้อนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ประจำตัวของ เดวิท ผสมผสานกับกลิ่นเบาะหนังแท้หรูช่วยทำให้จิตใจของ นารา ค่อยๆ สงบลง เดวิท เอื้อมมือหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กสะอาดสะอ้านที่เตรียมไว้หลังรถมาซับน้ำบนดวงหน้าและเส้นผมเปียกชื้นของ นารา อย่างอ่อนเบาและทะนุถนอม มือหนาของเขาประคองใบหน้าหวานขึ้นมาสบตาอย่างช้าๆ
"เกิดอะไรขึ้นครับ นารา? บอกฉันได้ไหมคนดี..." เดวิท เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มโยนที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและเอ็นดูปนห่วงใย สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอชวนให้รู้สึกปลอดภัยและได้รับความปกป้อง
นารา สะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดพรั่งพรูออกมาพร้อมน้ำตา "พีท... พีทเขาขอเลิกกับ นารา แล้วค่ะ... เขาบอกว่า นารา งี่เง่าไร้สาระ... นารา ไม่เหลือใครแล้วค่ะคุณ เดวิท..."
เดวิท จ้องมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความชอกช้ำใจด้วยความสงสารและรักใคร่เอ็นดูอย่างที่สุด หัวใจของชายวัยผู้ใหญ่สั่นไหวและปวดร้าวตามอารมณ์ของหญิงสาวตรงหน้า เขาขยับตัวเข้าไปชิด ดึงตัว นารา เข้ามากอดแนบอกกว้างอีกครั้ง มือหนาใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังบางและเส้นผมเปียกชื้นของเธออย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลม
"ไม่ร้องนะครับเด็กดี... พอกันทีกับการร้องไห้เพื่อผู้ชายคนนั้น จากนี้ไป... ให้ฉันเป็คนดูแลและโอบอุ้มเธอเองนะ นารา" เสียงทุ้มต่ำของ เดวิท กระซิบบอกชิดริมใบหูบางแ่เบาแต่เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นและสัญญาที่จะปกป้องดูแลเธอไปตลอดกาล
นารา ซบหน้าแน่นอยู่กับแผ่นอกกว้างที่เปี่ยมด้วยความร้อนและแข็งแกร่งของ เดวิท ร่างกายและหัวใจที่บอบช้ำของเธอเริ่มผ่อนคลายและจมดิ่งลงสู่ความอบอุ่นแสนอันตรายที่เขาหยิบยื่นให้ ความขัดแย้งในใจและศีลธรรมอันดีงามเริ่มหลอมละลายและเลือนหายไปช้าๆ ท่ามกลางอ้อมกอดอันแสนมั่นคงของพ่อเพื่อนสนิทที่เธอยินยอมพร้อมใจจะพึ่งพิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลานี้