ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามทั่งสองก็มาถึงประตูบ้าน ที่ใช้เวลานานเพราะาแของเฉิ่นจินหยางค่อนข้างสาหัส ประกอบเดินลงเขาไม่ใช่เื่ง่ายนักสำหรับคนเจ็บจึงได้พากันค่อยๆเดินจนมาถึงลานบ้าน
”ท่านแม่ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ“ เว่ยมู่ลินะโมาจากหน้าบ้านก่อนที่ตัวคนจะเข้ามาในบ้านเสียอีก ”เ้าเป็อะไรหรือไม่ หายไปนานจนแม่นึกเป็ห่วง“ ยู่ซินเอ่ยกับบุตรสาวด้วยความกังวล เพราะไม่รู้ว่าชายแปลกหน้าจะไว้ใจได้สักแต่ไหน
“พอดีท่านลุงที่เราช่วยเอาไว้พอจะเดินได้แล้ว ข้าจึงพาลงมาจากเขาเผื่อให้ท่านหมอมาตรวจเ้าค่ะ“ ไม่นานนักชายร่างหนาก็ปรากฏที่ลานหน้าบ้าน
”มู่ลินให้เขาเข้ามาในบ้านจะดีหรอ? จะอันตรายหรือปล่าวลูก“เว่ยยู่ซินกระซิบถามบุตรสาว
”ท่านแม่ท่านลุงท่านนี้ความจำเสื่อมเ้าค่ะ หากจะให้ทิ้งไว้ให้หาทางเอาตัวรอดเองก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เลยตัดใจว่าจะพามาและพาไปส่งที่โรงหมอเ้าค่ะ เผื่อความจำของเขากลับมาจะได้กลับไปหาครอบครัวของเขาได้“เว่ยมู่ลินกระซิบตอบมารดา โดยที่ทั้งสองไม่รู้เลยว่าทุกถ่อยที่ทั้งสองกระซิบกระซาบกันนั้น บุรุษร่างใหญ่ที่เป็คนฝึกยุทธนั้นได้ยินทุกถ่อยคำอย่างชัดเจน
”รบกวนแม่นางทั้งสองแล้ว หากข้าหายดีแล้วย่อมตอบแทนอย่างแน่นอน“ เฉิ่นจินหยางกล่าวพรางโน้มตัวเพื่อเป็การขอบคุณ
”ข้าชื่อเว่ยยู่ซิน ท่านเรียกข้าว่ายู่ซินก็ได้“ เว่ยยู่ซินเอ่ยกับเฉิ่นจินหยาง
”แล้วท่านพอจะนึกออกหรือไม่ว่าท่านชื่ออะไร?“ เว่ยยู่ซินกว่าวต่อ
”ขะ.. ข้าไม่แน่ใจ แต่คุ้นๆกับคำว่าจินหยาง แต่ข้าก็ไม่แน่ใจนักว่านั้นใช่นามของข้าหรือเปล่า“ เฉิ่นจินหยางเอ่ยอย่างเป็ธรรมชาติ
”งั้นข้าเรียกท่านว่าพี่ใหญ่หยางก็แล้วกัน เพราะดูแล้วท่านน่าจะอายุมากกว่าข้า“
เว่ยมู่ลินที่ฟังอยู่นานจึงกล่าว
”งั้นข้าเรียกท่านว่าท่านลุงหยางนะเ้าคะ“ เว่ยมู่ลินรู้สึกถูกชะตากับเฉิ่นจินหยาง ถึงแม้จะพูดคุยกันแค่เล็กน้อยแต่ก็รู้สึกได้ว่าเขาต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ อยากจะเป็ขาทองคำเหมือนในนิยายหลายๆเื่ที่เคยอ่านมาก็ได้ เพราะในนิยายหลายๆเื่ที่อ่านมาหากมีการช่วยเหลือคนที่าเ็มา ส่วนมากจะเป็บุคคลที่ไม่ธรรมดาและนี่เป็เหตุผลนึงที่เว่ยมู่ลินเลือกที่จะช่วยชายคนนี่ไว้ในตอนนั้น เพราะว่ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในนิยายหรือว่าอยู่ในชีวิตของใครบางคน ‘เอ๊ะ! หรือว่าเราจะอ่านนิยายมากเกินไป‘ เว่ยมู่ลินชักมึนงงสันสนกับความคิดตัวเอง
“เข้ามาข้างในก่อนเถอะเ้าค่ะ ข้าจะให้มู่ลินไปเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการท่านสักหน่อย“ เว่ยยู่ซินเอ่ยชวนเฉิ่นจินหยาง
”ลินเอ๋อเ้าไปเชิญท่านหมอหวังมาตรวจท่านลุงหยางก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะเตรียมกับข้าวมื้อเย็นให้เอง“
”พี่ใหญ่หยางท่านก็นั่งพักให้สบายก็เถอะเ้าค่ะ เดินลงเขาคงเหนื่อยแย่ข้าจะไปหาน้ำมาให้ดื่ม“
หลังจากยู่ซินก็กลับมาพร้อมน้ำดื่ม
”ขอบใจเ้ามากยู่ซิน รบกวนเ้าแล้ว“เฉิ่นจินหยางเอ่ยอย่างซึ้งใจและดีใจที่ได้มีโอกาสได้อยู่ใกล้เว่ยยู่ซินนานขึ้นหลังจากที่คิดจะตัดใจเพราะคิดว่านางมีสามีแล้ว
”ข้าจะเข้าครัวทำอาหารเย็นท่านก็นั่งรอให้หมอมาตรวจตรงนี้สักครู่ก็แล้วกัน“ เว่ยยู่ซินที่ยังไม่ไว้ใจให้เฉิ่นจินหยางสักเท่าไหร่จึงให้นั่งรอที่แคร่หน้าบ้านตรงที่นางใช้นั้งปักผ้าประจำ ส่วนตัวเธอนั้นเข้าครัวทำอาหารเย็นอย่างง่ายสองสามอย่าง ที่วัตถุดิบหลักก็เป็ผักป่ากับมันหวานที่เว่ยมู่ลินเก็บมาเมื่อวาน
ไม่นานนักท่านหมอหวังก็มาตรวจร่างกายเฉิ่นจินหยางพร้อมทั้งจ่ายยา หลังจากที่ท่านหมอหวังจากไป ทั้งสามก็ได้นั่งร้อมวงทานข้าวเย็นกัน กับข้าวก็มีโจ๊กมันหวานผสมธัญพืช กินกับผักดองและผัดผักป่า พวกนางจะมีโอกาสทานเนื้อก็ต่อเมื่อวันไหนที่เดินทางเข้าเมืองเท่านั้น เพราะสองแม่ลูกไม่มีใครล่าสัตว์หรือวางกับดักเป็สักคน หลังจบมื้อเย็นมู่ลินจึงอาสาล้างจาน
“ข้าจะจัดที่นอนให้ท่านในห้องนั้นนะเ้าคะ ”เว่ยยู่ซินชี้ไปที่ห้องเล็กติดกับห้องครัว เดิมทีห้องนี้เอาไว้แค่เก็บของเล็กๆน้อยๆ ทำความสะอาดนิดหน่อยก็น่าจะอยู่ได้
“บ้านของพวกข้าค่อนข้างจะเล็กไปเสียหน่อย”
“ข้าอยู่ได้ ขอบคุณเ้ามากยู่ซินที่ช่วยเหลือ” ’ถ้าได้อยู่ใกล้เ้าต่อให้ได้นอนเฝ้าหน้าบ้านข้าก็อยู่ได้’ เฉิ่นจินหยางเอ่ยต่อในใจ
“งั้นข้าจะไปต้มยาให้ แล้วจะได้จัดที่นอนให้” พูดเสร็จยู่ซินก็หายเข้าไปในครัว จินหยางมองตามจนลับตาพรางคิดในใจ ’ใครรกันนะช่างโง่เสียจริงที่ปล่อยให้โฉมงามอีกทั้งยังจิตใจดีขนาดนี้หลุดมือมาได้ หากเขามีโอกาสจะไม่ปล่อยให้หลุดมือเลยเชียว‘
”ยาเ้าค่ะ ส่วนที่นอนข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถไปพักผ่อนได้เลย“เว่ยยู่ซินยืนถ้วยยาให้กับเฉิ่นจินหยาง
”รบกวนเ้าแล้ว“จินหยางเอ่ยพรางรับถ้วยยามาดื่ม จินหยางดื่มยาเสร็จในใจก็คิด ‘ยู่ซินใบหน้าเ้าทำให้ยาขมกลายเป็น้ำหวาน’
”มีอะไรติดหน้าข้าหรือไม่เ้าคะ“เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องมองเว่ยยู่ซินจึงเอ่ยถาม
”เปล่าหรอก ข้าแค่นึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้พบพวกเ้าสองแม่ลูก หาไม่แล้วข้าคงไม่มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้“
”ท่านไปพักผ่อนเถอะเ้าค่ะ จะได้หายป่วยและความทรงจำกลับมา ไม่แน่ว่าป่านนี้ครอบครัวของท่านอาจจะกำลังรอคอยการกลับไปของท่านอยู่ก็เป็ได้“หลังจากแยกย้ายกันไปพักมู่ลินก็เข้ามาพูดคุยกับมารดา
“ท่านแม่ข้าว่าเื่ที่เราจะเดินทางไปเมืองหลวงคงต้องรอให้ท่านลุงหยางหายดีก่อนนะเ้าคะถึงความทรงจำของเขาจะยังไม่กลับมาก็ยังจะมาสรถเอาตัวรอดได้ แต่เื่รถม้าที่ต้องซื้อก็ยังคงต้องซื้อ ดีเหมือนกันข้าจะได้มีเวลาหัดขับนานหน่อยก่อนออกเดินทางจริง” เว่ยยู่ซินเห็นด้วยกับความคิดบุตรสาว เพราะส่วนตัวเธอเองนั้นก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะกลับไปอยู่แล้ว
“งั้นพรุ่งนี้เราก็เข้าเมืองกัน แม่ได้เอาผ้าไปส่งแล้วเราค่อยไปดูรถม้ากัน วันนี้เ้าก็ไปพักผ่อนเถอะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“ฝันดีเ้าค่ะท่านแม่”