เจียเจียตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่เสี้ยวอู่หมิงไม่อยู่ นางก็นอนยากขึ้น ยิ่งพอเหมยฮวาจากไป นางก็ยิ่งนอนไม่หลับ
บางครั้งออกมาเดินชมดอกไม้
ดีที่หวงซิ่นแก้ปัญหาตกแล้ว มิฉะนั้นสวนตระกูลหวงอาจแออัดไปด้วยคนฟุ้งซ่าน
ยามเช้าที่ลั่วหยางไม่อบอุ่นเหมือนที่ผ่านมา
ไม่ทราบเป็นเพราะหิมะหรือไม่
แต่แสงอาทิตย์ยังคงส่องสว่าง สร้างความหวังและความฝันให้แก่คนทั่วไป
ในใจของเจียเจียกระวนกระวาย
หลวงจีนอู่เหลาเดินมาห่าง ๆ พอเห็นนางยืนซึมเซา ก็เดาได้ว่าคงเป็นปัญหาเช่นเดียวกับหวงซิ่น
เจียเจียเหลือบมาเห็นพอดี
หลวงจีนอู่เหลามิสะดวกจะผละไป ด้วยเกรงเสียมารยาท
“คารวะไต้ซือ มิทราบมีสิ่งใดให้ตระกูลหวงรับใช้”
“มิได้ อาตมารบกวนมากแล้ว เช้านี้เพียงแต่เดินเที่ยวเท่านั้น”
เจียเจียฉุกคิด หลวงจีนหนุ่มผู้นี้คงเป็นคนที่นางเห็นเดินไปมาด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็นผิดจากศิษย์เส้าหลินทั่วไป
“ลั่วหยางมีสถานที่สวยงามมากมาย ไม่ทราบว่าไต้ซือเคยชมหรือไม่”
“นี่เป็นการเข้าเมืองหลวงครั้งแรกของอาตมา”
เบย์ซาเดินผ่านมา นางมักจะปรึกษาเรื่องงานกับเจียเจียแต่เช้า
“คารวะไต้ซือ”
“อามิตาพุทธ”
เบย์ซาสังเกตว่าเจียเจียมีสีหน้าหมองเศร้า
“อาตมาขอตัว”
หลวงจีนอู่เหลาไม่คิดรับรู้ปัญหาของเจียเจีย ด้วยคงยากที่จะพูดคุยเรื่องปัญหาความรักกับสตรีเพศ
“พักนี้ท่านดูกลัดกลุ้มกังวล”
เบย์ซาทักทาย ความจริงนางพอรู้สาเหตุที่เจียเจียเป็นเช่นนี้
“ป่านนี้กองทัพจะถึงที่ใด”
เจียเจียเอ่ยถาม ทั้งที่ทราบแล้วว่าขบวนเสด็จอยู่ระหว่างเดินทาง เนื่องจากสายข่าวของสำนักรายงานต่อประมุขหวงเป็นระยะ
“ท่านมิต้องห่วง อย่างไรเสี้ยวอู่หมิงก็ต้องกลับมาพร้อมกองทัพ”
เจียเจียมองสบตาเบย์ซาอย่างขอบคุณ เมื่อคิดให้ดี ในตระกูลหวงตอนนี้มีเพียงเบย์ซาที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งมีนิสัยใจคอไม่ต่างกันเท่าใด สำหรับบ่าวไพร่ แม้เจียเจียให้ความสนิทสนม แต่ส่วนใหญ่มิค่อยกล้าแสดงออก ด้วยเกรงคุณหนูของตระกูลอยู่หลายส่วน
เบย์ซาเองก็ยังมิวายสงสัยว่าเหตุใดคุณหนูของสำนักใหญ่ที่มีพร้อมทั้งอำนาจและทรัพย์สินเช่นเจียเจีย จึงหลงเสน่ห์ของเสี้ยวอู่หมิงนักหนา เท่าที่นางท่องยุทธจักรมา มีบุรุษรูปงามเปี่ยมด้วยคุณวุฒิอยู่มากมายให้เจียเจียเลือกหา เฉพาะที่ลั่วหยางเองก็นับไม่ถ้วน
นางลืมไปว่าตนปักใจกับหวงซิ่นโดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ
นี่เรียกว่าเห็นปัญหาผู้อื่น ลืมเลือนปัญหาของตน
เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่ฝึกกระบี่ยามเช้า นางใช้เพียงข้อมือตวัดกระบี่ไปรอบกาย ไม่เร็วไม่ช้า มองดูคล้ายกระบี่ลอยวนอยู่ด้วยตัวเอง ท่วงท่างดงามผสานเข้ากับเรือนร่างได้ส่วนสัดของสาวใหญ่ ทรงเสน่ห์แบบที่สาวแรกรุ่นไม่มี
หลายเสียงร่ำลือว่า เพลงกระบี่หงส์ขาวสวยงามที่สุดในแผ่นดินและผู้ที่ใช้กระบี่ได้งามที่สุดคือฮุ่ยเหมยลี่นี่เอง
แต่วันนี้กระบี่ของนางออกจะติดขัดเล็กน้อย เมื่อฝึกไปสักพักจึงหยุดคิดคำนึง
ศิษย์สำนักหงส์ขาวผู้หนึ่งเข้ามาคำนับ
“ท่านเจ้าสำนักมีสิ่งใดให้รับใช้”
“มีข่าวอันใดบ้างเซี่ยเหวิน”
เซี่ยเหวินคือผู้ที่ทำหน้าที่เจรจากับทหารตอนเข้าเมือง
“ขบวนเสด็จออกจากฉางอานสักพักแล้ว คาดว่าจะมาถึงลั่วหยางภายในหนึ่งเดือน สำหรับพรรคปราบมังกรยังไม่มีความเคลื่อนไหว”
“พวกเราเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทุกคนสบายดี ท่านเจ้าสำนักมิต้องเป็นห่วง”
ฮุ่ยเหมยลี่เหมือนต้องการถามคำถามต่อ แต่ยับยั้งไว้
“หากมีข่าวเพิ่มเติมให้รีบรายงาน”
เซี่ยเหวินรับคำแล้วจากไป
ฮุ่ยเหมยลี่ยืนรวบรวมสมาธิ
กระบี่ส่วนใหญ่มุ่งเข่นฆ่า
กระบี่ของนางมุ่งปกป้อง
ก่อนปกป้องผู้อื่น ต้องปกป้องตนเองให้ได้เสียก่อน
นางสะบัดกระบี่ไปรอบกายอีกครั้ง คราวนี้กระบี่ลื่นไหลราวสายน้ำไม่ขาดตอน
เสี้ยวอู่หมิงเผลอหลับไปในท่านั่ง สุดท้ายเหมยฮวาพลิกร่างให้นอนลง ห่อผ้าผืนหนึ่งหล่นจากอกเสื้อของบุรุษหนุ่มลงบนพื้น
เหมยฮวาหยิบขึ้นมาคลี่ออก ภายในเป็นปิ่นปักผมอันหนึ่ง มองแวบเดียวก็ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ
ปิ่นหยกแกะสลักด้วยฝีมืออันประณีตเป็นรูปดอกบ๊วย
เหมยฮวามองปิ่นสลับกับใบหน้าธรรมดาของเสี้ยวอู่หมิง
บุรุษหนุ่มตื่นนอนตอนเช้าด้วยความสดชื่น บ่าไหล่หายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง เมื่อสูดหายใจลึก ๆ ได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของเหมยฮวา
เหตุใดกลิ่นเจือจางนัก
เมื่อรีบหันไปมองก็พบว่าผ้าห่มที่นอนฝั่งของนางถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้านบนวางไว้ด้วยปิ่นหยกแกะสลักรูปดอกบ๊วยอันหนึ่ง
เหมยฮวาไปแล้ว
เสี้ยวอู่หมิงนั่งเหม่อมองปิ่นหยกด้วยแววตาเลื่อนลอย อารมณ์ความรู้สึกกระจัดกระจายจนแทบบอกมิได้ว่ากำลังคิดหวังสิ่งใด
ดอกเหมยที่ตนชมชอบหรือดอกบ๊วยที่มีน้ำใจ
หลี่ไฉเปิดกระโจมเข้ามา ด้วยยืนเรียกเสี้ยวอู่หมิงอยู่หน้ากระโจมพักใหญ่แต่ไม่มีเสียงตอบ สุดท้ายตัดสินใจแหวกกระโจมดู ก็เห็นบุรุษหนุ่มนั่งมองปิ่นหยกนิ่งราวกับคนไร้วิญญาณ
“ท่านเสี้ยว”
หลี่ไฉเรียกเสียงดังแทบจะตะโกน
เสี้ยวอู่หมิงสะดุ้งผาง หันมามอง แล้วพยายามชักสีหน้ากลับมาเป็นปกติ แต่เชื่อว่าไร้ประโยชน์ เพราะแววตาเวทนาของหลี่ไฉชัดเจนเหลือเกิน
“นางไปแล้วหรือ”
เสี้ยวอู่หมิงได้แต่พยักหน้า ไร้เรี่ยวแรงตอบคำ
หลี่ไฉหันไปมองปิ่นหยกด้วยท่าทางมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ตอนแรกคิดไม่ออกว่าเหตุใดเหมยฮวาจากไปแต่ทิ้งปิ่นไว้ แต่เมื่อมองหน้าตาอมทุกข์ของเสี้ยวอู่หมิง หลี่ไฉก็ทุบฝ่ามือเข้าหากัน
“นี่ก็ใช่แล้ว นางจากไปเพราะปิ่นปักผมเป็นของผู้อื่นใช่หรือไม่”
เสี้ยวอู่หมิงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
หลี่ไฉทอดถอนใจ คาดอยู่แล้วว่าหญิงงามสุดหล้าฟ้าดินเช่นเหมยฮวาคงไม่รักชอบเสี้ยวอู่หมิงโดยง่าย ยิ่งหากบุรุษหนุ่มมีสตรีอื่นด้วยแล้ว ยิ่งยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร
“ท่านเจิงส่งคนมาตามท่านไปพบเว่ยกงกง”
เสี้ยวอู่หมิงยันกายขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
หลี่ไฉอยากเข้าไปประคอง แต่รู้ว่าแท้จริงปัญหาอยู่ที่กำลังใจมากกว่าแรงกาย
เสี้ยวอู่หมิงเดินไปหยิบปิ่นปักผมมาห่อไว้กับผ้า รอยยิ้มสดใสของเจ้าของปิ่นก็เข้ามาในความทรงจำ
บ๊วยหวานที่น่ารักที่สุดในแผ่นดิน
บุรุษหนุ่มเรียกขวัญกำลังใจกลับมา
เว่ยกงกงนั่งอยู่ที่โต๊ะในกระโจมใหญ่ ความหรูหราแทบจะเกือบเท่ากับกระโจมของเชื้อพระวงศ์ นี่มิใช่ปกติ เพราะหากนับตามตำแหน่ง เว่ยกงกงยังเป็นรองอัครมหาเสนาบดีและไม่ได้คุมกำลังหน่วยงานสำคัญเช่นเป่าไฉ แต่หากนับความใกล้ชิด เพียงเว่ยกงกงกราบทูลพระจักรพรรดินีไม่กี่คำ คนเหล่านี้อาจเดือดร้อนได้ทันที
เมื่อเสี้ยวอู่หมิงเข้ามา ก็พบเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
กลิ่นชาหลงจิ่งอย่างดีหอมตลบอบอวนไปทั่ว
“เจ้าดื่มชาก่อน”
เสี้ยวอู่หมิงนั่งลงที่เก้าอี้ เมื่อรสหวานอมฝาดพร้อมกลิ่นหอมคล้ายสัปปะรสของชาร้อนผ่านเข้าไปในลำคอ ก็รู้สึกสดชื่นขึ้น
“หลงจิงดียิ่ง คงมาจากมณฑลเจ้อเจียง”
เว่ยกงกงอมยิ้มอย่างภูมิใจ รสนิยมของเสี้ยวอู่หมิงมิทำให้เสียดายชาสักน้อย
“ท่านกงกงมีสิ่งใดให้ผู้น้อยรับใช้”
“นางไปแล้วใช่ไหม”
เสี้ยวอู่หมิงมิแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรมาการข่าวของเว่ยกงกงรวดเร็วเสมอ
“เป็นความผิดของผู้น้อยเอง”
“เดี๋ยวนางก็กลับมา”
เว่ยกงกงมีสีหน้ามั่นใจ
“แต่ตอนนี้ต้องระวังคนที่ใช้งูพิษนั่น”
เจิงเจิ้งจิงกล่าวอย่างกังวล
“เหมยฮวาบอกว่านางเป็นรองประมุขคนหนึ่งของพรรคปราบมังกร แต่คล้ายไม่ค่อยรู้จักกัน”
“แล้วเรื่องที่ตั้งของพรรคปราบมังกร”
เฟิงตงเปียนเอ่ยถาม
“นางยังไม่บอก”
เว่ยกงกงยกชาขึ้นดื่ม ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“จากลักษณะนิสัยของนาง อาจยอมตายไม่ยอมบอก นี่เป็นเบาะแสสำคัญ หากนางร่วมมือจะดีกว่ามาก”
เสี้ยวอู่หมิงมีสีหน้าขอบคุณ
“เราระดมกำลังออกค้นหาแล้ว แต่รองประมุขพรรคผู้นี้ชำนาญการซ่อนตัว ทั้งการค้นหายอดฝีมือคนเดียวกลางป่าทึบก็ไม่ง่ายนัก”
เจิงจิ้งจิงกล่าว
“กองทัพต้องเดินทางทุกวัน เรื่องนี้ปล่อยให้หน่วยค้นหาจัดการ พวกเจ้าอย่าได้ประมาท โดยเฉพาะอู่หมิง เจ้าคล้ายเป็นเป้าหมายของศัตรู”
“แล้วพระจักรพรรดินี”
“หน่วยองครักษ์มิใช่จะผ่านได้โดยง่าย”
ทหารรักษาพระองค์ของพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียนตั้งเป็นหน่วยเฉพาะ ซึ่งคัดเลือกมาจากผู้มีฝีมือเข้มแข็งและจงรักภักดีอย่างที่สุด โดยสืบประวัติย้อนหลังไปเจ็ดชั่วคน จะต้องไม่มีข้อตำหนิหรือระแวงสงสัยแม้แต่น้อย
เสี้ยวอู่หมิงยังกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อเว่ยกงกงเชื่อมือทหารหน่วยนี้ ก็ยากที่จะว่ากล่าวคัดค้าน
ยามค่ำ เมื่อกลับเข้ากระโจมอากาศเย็นลงอีกครั้ง เสี้ยวอู่หมิงนั่งลงจมจ่อกับอารมณ์ว้าเหว่
ปกติบุรุษหนุ่มไม่ค่อยมีปัญหาหัวใจเท่าใด เนื่องจากช่วงชีวิตที่ผ่านมา แทบไม่มีสตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อยู่ ๆ ก็มีสาวงามน่ารักให้คิดถึงสองคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมบังคับได้
มนุษย์ไม่สามารถบังคับให้ใจคิดถึงใครได้ หากไม่คิดถึงคนผู้นั้นอย่างแท้จริง แต่หากลองได้คิดถึงแล้ว ก็ยากที่จะลืมเลือนเช่นกัน
เสี้ยวอู่หมิงมิรู้จะทำฉันใด จึงนั่งสมาธิโคจรลมปราณ
ทุกคราวที่ผ่านมา หากจิตใจหวั่นไหว บุรุษหนุ่มจะพยายามควบคุมให้หยุดนิ่ง แม้จะยากและใช้เวลา แต่ส่วนมากก็สามารถกระทำได้สำเร็จ เพียงแต่เมื่อล้มเหลวจะมีอาการราวกับธาตุไฟเข้าแทรก เจียนอยู่เจียนไปหลายครั้ง
วันนี้เสี้ยวอู่หมิงทั้งสับสนทั้งอ่อนแรง ไม่มีความตั้งใจบังคับใด ๆ ได้แต่ปล่อยจิตและความนึกคิดล่องลอยไปตามกระแสความวุ่นวายของอารมณ์ ตนทำได้เพียงแต่เฝ้ามอง
มิคาดลมปราณในกายแม้จะอ่อนแรง แต่กลับสามารถไหลผ่านจุดชีพจรได้สะดวก กำลังภายในที่บัดเดี๋ยวดีบัดเดี๋ยวร้าย กลายเป็นเคลื่อนไหวอย่างมีระเบียบแบบแผน แต่แตกต่างกับแนวทางกำลังภายในที่มีอยู่เดิม
แม้จะตื่นตระหนก แต่เสี้ยวอู่หมิงเริ่มพยายามคุมสติ คราวนี้จึงไม่หน้ามืดเป็นลมไปเสียก่อน
ผ่านครึ่งชั่วยาม เสี้ยวอู่หมิงเคลิ้มหลับไป
ส่วนใหญ่จอมยุทธที่มีจุดเด่นด้านกำลังภายใน จะเน้นที่การฝึกปรือพลังสมาธิ มุ่งสู่ความสงบนิ่ง ไม่ปล่อยใจล่องลอย แต่เมื่อเหมยฮวาบีบนวดให้ จิตใจของเสี้ยวอู่หมิงพองโตราวก้อนเมฆบนท้องฟ้า ต่อมาเหมยฮวาพบเห็นปิ่นปักผมของเจียเจียจึงจากไป จิตใจของบุรุษหนุ่มเปลี่ยนเป็นเมฆฝนครึ้มดำ ต่อเมื่อภาพรอยยิ้มแย้มของเจียเจียช่วยย้ำให้ตระหนักว่ามีหญิงงามที่น่ารักเฝ้าคอยตนอยู่ เมฆฝนที่ตั้งเค้าจึงกลายเป็นหยาดฝนตกลงบนพื้นดินอันชุ่มฉ่ำ ท้องฟ้าหลังฝนเปลี่ยนเป็นสดใสราวแก้วผลึก ในขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ เสี้ยวอู่หมิงหมดหนทางบังคับควบคุมสมาธิให้สงบนิ่ง ด้วยอารมณ์ทอดอาลัย จึงคล้ายว่าบุรุษหนุ่มแยกออกจากความคิดของตน นั่งเฝ้ามองความเป็นไปอยู่ วิชาลมปราณจากแดนไกลที่ไต้ซือฟางเว่ยพร่ำสอนให้เพื่อประคองชีวิต กลับผสมผสานเข้ากับอารมณ์อันปรวนแปรของเสี้ยวอู่หมิง ยามที่ไม่เร่งเร้าสามารถปล่อยให้ลมปราณไหลเอื่อยไปตามจุดชีพจรทั่วร่าง แต่เมื่ออารมณ์เปลี่ยนแปร พลังของกำลังภายในก็เปลี่ยนตาม แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจรู้ได้
ดีที่แต่เดิมเสี้ยวอู่หมิงมีพื้นฐานกำลังภายในอันยอดเยี่ยม เนื่องจากเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลินที่ไต้ซือฟางเว่ยพร่ำสอนด้วยตนเอง
อากาศยิ่งมายิ่งหนาวเหน็บ บุรุษหนุ่มหลับในท่านั่งสมาธิ ถูกความเย็นปลุกให้ตื่นขึ้นมา จึงดึงผ้าห่มมาคลุมกายก่อนจะหันไปมองที่นอนว่างเปล่าของเหมยฮวาา สุดท้ายไม่อาจข่มตานอนต่อได้ จึงลุกขึ้นเดินออกมานอกกระโจม
ทหารหน่วยเก็บฟืนส่วนใหญ่นอนพักเอาแรงอยู่รอบกองไฟที่ก่อไว้ มีเพียงเวรยามที่ยังตื่นอยู่ไม่กี่คน เสี้ยวอู่หมิงเดินไปนั่งใกล้กับกองไฟกองใหญ่ ทหารที่เฝ้าอยู่จำบุรุษหนุ่มได้ รีบรินชาที่ต้มในกองเพลิงส่งมาให้
ชานั้นคุณภาพไม่ดีเท่าใด ต่างกับชาหลงจิ่งในกระโจมเว่ยกงกงมากนัก แต่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย เสี้ยวอู่หมิงซดทีเดียวหมดจอก
“คืนนี้มีสิ่งผิดปกติหรือไม่”
“ไม่มีใดนายท่าน เพียงอากาศหนาวจัดกว่าคืนก่อนมาก”
“พวกท่านอย่าได้ประมาท โดยเฉพาะให้ระวังพวกสัตว์มีพิษ”
“ขอบคุณนายท่าน ไม่ทราบว่านายท่านได้ยินเสียงประหลาดหรือไม่”
“เสียงอันใด”
“พวกเวรยามแถวชายป่าร่ำลือกันว่าตอนหัวค่ำได้ยินเสียงคล้ายสตรีหัวเราะลอยมาตามลม แต่เมื่อพยายามส่องคบเพลิงหาก็ไม่พบผู้ใด ทำเอาเวรยามผลัดต่อมาหวาดกลัวกันเป็นแถว”
“เสียงสตรีอาจเป็นคนร้าย มีการรายงานหรือไม่”
“รายงานแล้ว แต่หน่วยตรวจค้นที่ส่งออกไปก็ไม่พบใคร บางคนกลัวว่าเป็นภูตผี เลยมิกล้าไปใกล้ชายป่าด้านนั้น”
ทหารนั่นทำท่าชี้มือไปยังแนวป่าลึกหลังกระโจมของเสี้ยวอู่หมิง มองไปมีแต่เงามืดของทิวเขาและต้นไม้หนาทึบ
“ข้าฯจะลองไปดูสักหน่อย”
“ข้าพเจ้าไปด้วย”
“ข้าฯดูแลตัวเองได้ ท่านเฝ้าอยู่ที่นี่เถิด”
“นายท่านระวังตัวอย่าไปลึกนัก วิกาลเช่นนี้เวรยามจะอยู่แถวชายป่าเท่านั้น”
เสี้ยวอู่หมิงหยิบโคมขึ้นมาอันหนึ่ง แล้วเดินท่อม ๆ ผ่านแนวค่ายทหารไปยังชายป่าที่ทหารชี้บอกทาง พอพ้นจากระยะแสงของกองเพลิง รอบกายก็มืดลงอย่างรวดเร็ว มีเพียงแสงโคมนำทาง แสงดาวที่มีน้อยนิดถูกเมฆบดบังไปเกือบหมดสิ้น
เสี้ยวอู่หมิงกังวลว่าเสียงสตรีนั่นจะเกี่ยวข้องกับเหมยฮวา จึงเดินถือโคมลึกเข้ามาในป่าชั่วระยะหนึ่ง พอสูดลมหายใจก็ได้กลิ่นสาบเข้าจมูก
เป็นกลิ่นของง