กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 58 ปิ่นปักผม

            เจียเจียตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่เสี้ยวอู่หมิงไม่อยู่ นางก็นอนยากขึ้น ยิ่งพอเหมยฮวาจากไป นางก็ยิ่งนอนไม่หลับ

            บางครั้งออกมาเดินชมดอกไม้

            ดีที่หวงซิ่นแก้ปัญหาตกแล้ว มิฉะนั้นสวนตระกูลหวงอาจแออัดไปด้วยคนฟุ้งซ่าน

            ยามเช้าที่ลั่วหยางไม่อบอุ่นเหมือนที่ผ่านมา

            ไม่ทราบเป็นเพราะหิมะหรือไม่

            แต่แสงอาทิตย์ยังคงส่องสว่าง สร้างความหวังและความฝันให้แก่คนทั่วไป

            ในใจของเจียเจียกระวนกระวาย

            หลวงจีนอู่เหลาเดินมาห่าง ๆ พอเห็นนางยืนซึมเซา ก็เดาได้ว่าคงเป็นปัญหาเช่นเดียวกับหวงซิ่น

            เจียเจียเหลือบมาเห็นพอดี

            หลวงจีนอู่เหลามิสะดวกจะผละไป ด้วยเกรงเสียมารยาท

            “คารวะไต้ซือ มิทราบมีสิ่งใดให้ตระกูลหวงรับใช้”

            “มิได้ อาตมารบกวนมากแล้ว เช้านี้เพียงแต่เดินเที่ยวเท่านั้น”

            เจียเจียฉุกคิด หลวงจีนหนุ่มผู้นี้คงเป็นคนที่นางเห็นเดินไปมาด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็นผิดจากศิษย์เส้าหลินทั่วไป

            “ลั่วหยางมีสถานที่สวยงามมากมาย ไม่ทราบว่าไต้ซือเคยชมหรือไม่”

            “นี่เป็นการเข้าเมืองหลวงครั้งแรกของอาตมา”

            เบย์ซาเดินผ่านมา นางมักจะปรึกษาเรื่องงานกับเจียเจียแต่เช้า 

            “คารวะไต้ซือ”

            “อามิตาพุทธ”

            เบย์ซาสังเกตว่าเจียเจียมีสีหน้าหมองเศร้า

            “อาตมาขอตัว”

            หลวงจีนอู่เหลาไม่คิดรับรู้ปัญหาของเจียเจีย ด้วยคงยากที่จะพูดคุยเรื่องปัญหาความรักกับสตรีเพศ

            “พักนี้ท่านดูกลัดกลุ้มกังวล”

            เบย์ซาทักทาย ความจริงนางพอรู้สาเหตุที่เจียเจียเป็นเช่นนี้

            “ป่านนี้กองทัพจะถึงที่ใด”

            เจียเจียเอ่ยถาม ทั้งที่ทราบแล้วว่าขบวนเสด็จอยู่ระหว่างเดินทาง เนื่องจากสายข่าวของสำนักรายงานต่อประมุขหวงเป็นระยะ

            “ท่านมิต้องห่วง อย่างไรเสี้ยวอู่หมิงก็ต้องกลับมาพร้อมกองทัพ”

            เจียเจียมองสบตาเบย์ซาอย่างขอบคุณ เมื่อคิดให้ดี ในตระกูลหวงตอนนี้มีเพียงเบย์ซาที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งมีนิสัยใจคอไม่ต่างกันเท่าใด สำหรับบ่าวไพร่ แม้เจียเจียให้ความสนิทสนม แต่ส่วนใหญ่มิค่อยกล้าแสดงออก ด้วยเกรงคุณหนูของตระกูลอยู่หลายส่วน

            เบย์ซาเองก็ยังมิวายสงสัยว่าเหตุใดคุณหนูของสำนักใหญ่ที่มีพร้อมทั้งอำนาจและทรัพย์สินเช่นเจียเจีย จึงหลงเสน่ห์ของเสี้ยวอู่หมิงนักหนา เท่าที่นางท่องยุทธจักรมา มีบุรุษรูปงามเปี่ยมด้วยคุณวุฒิอยู่มากมายให้เจียเจียเลือกหา เฉพาะที่ลั่วหยางเองก็นับไม่ถ้วน 

            นางลืมไปว่าตนปักใจกับหวงซิ่นโดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ

            นี่เรียกว่าเห็นปัญหาผู้อื่น ลืมเลือนปัญหาของตน 

            เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่ฝึกกระบี่ยามเช้า นางใช้เพียงข้อมือตวัดกระบี่ไปรอบกาย ไม่เร็วไม่ช้า มองดูคล้ายกระบี่ลอยวนอยู่ด้วยตัวเอง ท่วงท่างดงามผสานเข้ากับเรือนร่างได้ส่วนสัดของสาวใหญ่ ทรงเสน่ห์แบบที่สาวแรกรุ่นไม่มี

            หลายเสียงร่ำลือว่า เพลงกระบี่หงส์ขาวสวยงามที่สุดในแผ่นดินและผู้ที่ใช้กระบี่ได้งามที่สุดคือฮุ่ยเหมยลี่นี่เอง

            แต่วันนี้กระบี่ของนางออกจะติดขัดเล็กน้อย เมื่อฝึกไปสักพักจึงหยุดคิดคำนึง

            ศิษย์สำนักหงส์ขาวผู้หนึ่งเข้ามาคำนับ

            “ท่านเจ้าสำนักมีสิ่งใดให้รับใช้”

             “มีข่าวอันใดบ้างเซี่ยเหวิน”

            เซี่ยเหวินคือผู้ที่ทำหน้าที่เจรจากับทหารตอนเข้าเมือง

            “ขบวนเสด็จออกจากฉางอานสักพักแล้ว คาดว่าจะมาถึงลั่วหยางภายในหนึ่งเดือน สำหรับพรรคปราบมังกรยังไม่มีความเคลื่อนไหว”

            “พวกเราเป็นอย่างไรบ้าง”

            “ทุกคนสบายดี ท่านเจ้าสำนักมิต้องเป็นห่วง”

            ฮุ่ยเหมยลี่เหมือนต้องการถามคำถามต่อ แต่ยับยั้งไว้

            “หากมีข่าวเพิ่มเติมให้รีบรายงาน”

            เซี่ยเหวินรับคำแล้วจากไป

            ฮุ่ยเหมยลี่ยืนรวบรวมสมาธิ

            กระบี่ส่วนใหญ่มุ่งเข่นฆ่า

            กระบี่ของนางมุ่งปกป้อง

            ก่อนปกป้องผู้อื่น ต้องปกป้องตนเองให้ได้เสียก่อน

            นางสะบัดกระบี่ไปรอบกายอีกครั้ง คราวนี้กระบี่ลื่นไหลราวสายน้ำไม่ขาดตอน

            เสี้ยวอู่หมิงเผลอหลับไปในท่านั่ง สุดท้ายเหมยฮวาพลิกร่างให้นอนลง ห่อผ้าผืนหนึ่งหล่นจากอกเสื้อของบุรุษหนุ่มลงบนพื้น

            เหมยฮวาหยิบขึ้นมาคลี่ออก ภายในเป็นปิ่นปักผมอันหนึ่ง มองแวบเดียวก็ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ

            ปิ่นหยกแกะสลักด้วยฝีมืออันประณีตเป็นรูปดอกบ๊วย

            เหมยฮวามองปิ่นสลับกับใบหน้าธรรมดาของเสี้ยวอู่หมิง

            บุรุษหนุ่มตื่นนอนตอนเช้าด้วยความสดชื่น บ่าไหล่หายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง เมื่อสูดหายใจลึก ๆ ได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของเหมยฮวา

            เหตุใดกลิ่นเจือจางนัก

            เมื่อรีบหันไปมองก็พบว่าผ้าห่มที่นอนฝั่งของนางถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้านบนวางไว้ด้วยปิ่นหยกแกะสลักรูปดอกบ๊วยอันหนึ่ง

            เหมยฮวาไปแล้ว

            เสี้ยวอู่หมิงนั่งเหม่อมองปิ่นหยกด้วยแววตาเลื่อนลอย อารมณ์ความรู้สึกกระจัดกระจายจนแทบบอกมิได้ว่ากำลังคิดหวังสิ่งใด

            ดอกเหมยที่ตนชมชอบหรือดอกบ๊วยที่มีน้ำใจ

            หลี่ไฉเปิดกระโจมเข้ามา ด้วยยืนเรียกเสี้ยวอู่หมิงอยู่หน้ากระโจมพักใหญ่แต่ไม่มีเสียงตอบ สุดท้ายตัดสินใจแหวกกระโจมดู ก็เห็นบุรุษหนุ่มนั่งมองปิ่นหยกนิ่งราวกับคนไร้วิญญาณ

            “ท่านเสี้ยว”

            หลี่ไฉเรียกเสียงดังแทบจะตะโกน

            เสี้ยวอู่หมิงสะดุ้งผาง หันมามอง แล้วพยายามชักสีหน้ากลับมาเป็นปกติ แต่เชื่อว่าไร้ประโยชน์ เพราะแววตาเวทนาของหลี่ไฉชัดเจนเหลือเกิน

            “นางไปแล้วหรือ”

            เสี้ยวอู่หมิงได้แต่พยักหน้า ไร้เรี่ยวแรงตอบคำ

            หลี่ไฉหันไปมองปิ่นหยกด้วยท่าทางมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ตอนแรกคิดไม่ออกว่าเหตุใดเหมยฮวาจากไปแต่ทิ้งปิ่นไว้ แต่เมื่อมองหน้าตาอมทุกข์ของเสี้ยวอู่หมิง หลี่ไฉก็ทุบฝ่ามือเข้าหากัน

            “นี่ก็ใช่แล้ว นางจากไปเพราะปิ่นปักผมเป็นของผู้อื่นใช่หรือไม่”

            เสี้ยวอู่หมิงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

            หลี่ไฉทอดถอนใจ คาดอยู่แล้วว่าหญิงงามสุดหล้าฟ้าดินเช่นเหมยฮวาคงไม่รักชอบเสี้ยวอู่หมิงโดยง่าย ยิ่งหากบุรุษหนุ่มมีสตรีอื่นด้วยแล้ว ยิ่งยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร

            “ท่านเจิงส่งคนมาตามท่านไปพบเว่ยกงกง”

            เสี้ยวอู่หมิงยันกายขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

            หลี่ไฉอยากเข้าไปประคอง แต่รู้ว่าแท้จริงปัญหาอยู่ที่กำลังใจมากกว่าแรงกาย

            เสี้ยวอู่หมิงเดินไปหยิบปิ่นปักผมมาห่อไว้กับผ้า รอยยิ้มสดใสของเจ้าของปิ่นก็เข้ามาในความทรงจำ

            บ๊วยหวานที่น่ารักที่สุดในแผ่นดิน

            บุรุษหนุ่มเรียกขวัญกำลังใจกลับมา

            เว่ยกงกงนั่งอยู่ที่โต๊ะในกระโจมใหญ่ ความหรูหราแทบจะเกือบเท่ากับกระโจมของเชื้อพระวงศ์ นี่มิใช่ปกติ เพราะหากนับตามตำแหน่ง เว่ยกงกงยังเป็นรองอัครมหาเสนาบดีและไม่ได้คุมกำลังหน่วยงานสำคัญเช่นเป่าไฉ แต่หากนับความใกล้ชิด เพียงเว่ยกงกงกราบทูลพระจักรพรรดินีไม่กี่คำ คนเหล่านี้อาจเดือดร้อนได้ทันที

            เมื่อเสี้ยวอู่หมิงเข้ามา ก็พบเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว

            กลิ่นชาหลงจิ่งอย่างดีหอมตลบอบอวนไปทั่ว

            “เจ้าดื่มชาก่อน”

            เสี้ยวอู่หมิงนั่งลงที่เก้าอี้ เมื่อรสหวานอมฝาดพร้อมกลิ่นหอมคล้ายสัปปะรสของชาร้อนผ่านเข้าไปในลำคอ ก็รู้สึกสดชื่นขึ้น

            “หลงจิงดียิ่ง คงมาจากมณฑลเจ้อเจียง”

            เว่ยกงกงอมยิ้มอย่างภูมิใจ รสนิยมของเสี้ยวอู่หมิงมิทำให้เสียดายชาสักน้อย

            “ท่านกงกงมีสิ่งใดให้ผู้น้อยรับใช้”

            “นางไปแล้วใช่ไหม”

            เสี้ยวอู่หมิงมิแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรมาการข่าวของเว่ยกงกงรวดเร็วเสมอ

            “เป็นความผิดของผู้น้อยเอง”

            “เดี๋ยวนางก็กลับมา”

            เว่ยกงกงมีสีหน้ามั่นใจ

            “แต่ตอนนี้ต้องระวังคนที่ใช้งูพิษนั่น”

            เจิงเจิ้งจิงกล่าวอย่างกังวล

            “เหมยฮวาบอกว่านางเป็นรองประมุขคนหนึ่งของพรรคปราบมังกร แต่คล้ายไม่ค่อยรู้จักกัน”

            “แล้วเรื่องที่ตั้งของพรรคปราบมังกร”

            เฟิงตงเปียนเอ่ยถาม

            “นางยังไม่บอก”

            เว่ยกงกงยกชาขึ้นดื่ม ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง

            “จากลักษณะนิสัยของนาง อาจยอมตายไม่ยอมบอก นี่เป็นเบาะแสสำคัญ หากนางร่วมมือจะดีกว่ามาก”

            เสี้ยวอู่หมิงมีสีหน้าขอบคุณ

            “เราระดมกำลังออกค้นหาแล้ว แต่รองประมุขพรรคผู้นี้ชำนาญการซ่อนตัว ทั้งการค้นหายอดฝีมือคนเดียวกลางป่าทึบก็ไม่ง่ายนัก”

            เจิงจิ้งจิงกล่าว

            “กองทัพต้องเดินทางทุกวัน เรื่องนี้ปล่อยให้หน่วยค้นหาจัดการ พวกเจ้าอย่าได้ประมาท โดยเฉพาะอู่หมิง เจ้าคล้ายเป็นเป้าหมายของศัตรู”

            “แล้วพระจักรพรรดินี”

            “หน่วยองครักษ์มิใช่จะผ่านได้โดยง่าย”

            ทหารรักษาพระองค์ของพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียนตั้งเป็นหน่วยเฉพาะ ซึ่งคัดเลือกมาจากผู้มีฝีมือเข้มแข็งและจงรักภักดีอย่างที่สุด โดยสืบประวัติย้อนหลังไปเจ็ดชั่วคน จะต้องไม่มีข้อตำหนิหรือระแวงสงสัยแม้แต่น้อย  

            เสี้ยวอู่หมิงยังกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อเว่ยกงกงเชื่อมือทหารหน่วยนี้ ก็ยากที่จะว่ากล่าวคัดค้าน

            ยามค่ำ เมื่อกลับเข้ากระโจมอากาศเย็นลงอีกครั้ง เสี้ยวอู่หมิงนั่งลงจมจ่อกับอารมณ์ว้าเหว่

            ปกติบุรุษหนุ่มไม่ค่อยมีปัญหาหัวใจเท่าใด เนื่องจากช่วงชีวิตที่ผ่านมา แทบไม่มีสตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อยู่ ๆ ก็มีสาวงามน่ารักให้คิดถึงสองคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมบังคับได้

            มนุษย์ไม่สามารถบังคับให้ใจคิดถึงใครได้ หากไม่คิดถึงคนผู้นั้นอย่างแท้จริง แต่หากลองได้คิดถึงแล้ว ก็ยากที่จะลืมเลือนเช่นกัน

            เสี้ยวอู่หมิงมิรู้จะทำฉันใด จึงนั่งสมาธิโคจรลมปราณ 

            ทุกคราวที่ผ่านมา หากจิตใจหวั่นไหว บุรุษหนุ่มจะพยายามควบคุมให้หยุดนิ่ง แม้จะยากและใช้เวลา แต่ส่วนมากก็สามารถกระทำได้สำเร็จ เพียงแต่เมื่อล้มเหลวจะมีอาการราวกับธาตุไฟเข้าแทรก เจียนอยู่เจียนไปหลายครั้ง

            วันนี้เสี้ยวอู่หมิงทั้งสับสนทั้งอ่อนแรง ไม่มีความตั้งใจบังคับใด ๆ ได้แต่ปล่อยจิตและความนึกคิดล่องลอยไปตามกระแสความวุ่นวายของอารมณ์ ตนทำได้เพียงแต่เฝ้ามอง

            มิคาดลมปราณในกายแม้จะอ่อนแรง แต่กลับสามารถไหลผ่านจุดชีพจรได้สะดวก กำลังภายในที่บัดเดี๋ยวดีบัดเดี๋ยวร้าย กลายเป็นเคลื่อนไหวอย่างมีระเบียบแบบแผน แต่แตกต่างกับแนวทางกำลังภายในที่มีอยู่เดิม  

            แม้จะตื่นตระหนก แต่เสี้ยวอู่หมิงเริ่มพยายามคุมสติ คราวนี้จึงไม่หน้ามืดเป็นลมไปเสียก่อน 

            ผ่านครึ่งชั่วยาม เสี้ยวอู่หมิงเคลิ้มหลับไป

            ส่วนใหญ่จอมยุทธที่มีจุดเด่นด้านกำลังภายใน จะเน้นที่การฝึกปรือพลังสมาธิ มุ่งสู่ความสงบนิ่ง ไม่ปล่อยใจล่องลอย แต่เมื่อเหมยฮวาบีบนวดให้ จิตใจของเสี้ยวอู่หมิงพองโตราวก้อนเมฆบนท้องฟ้า ต่อมาเหมยฮวาพบเห็นปิ่นปักผมของเจียเจียจึงจากไป จิตใจของบุรุษหนุ่มเปลี่ยนเป็นเมฆฝนครึ้มดำ ต่อเมื่อภาพรอยยิ้มแย้มของเจียเจียช่วยย้ำให้ตระหนักว่ามีหญิงงามที่น่ารักเฝ้าคอยตนอยู่ เมฆฝนที่ตั้งเค้าจึงกลายเป็นหยาดฝนตกลงบนพื้นดินอันชุ่มฉ่ำ ท้องฟ้าหลังฝนเปลี่ยนเป็นสดใสราวแก้วผลึก ในขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ เสี้ยวอู่หมิงหมดหนทางบังคับควบคุมสมาธิให้สงบนิ่ง ด้วยอารมณ์ทอดอาลัย จึงคล้ายว่าบุรุษหนุ่มแยกออกจากความคิดของตน นั่งเฝ้ามองความเป็นไปอยู่ วิชาลมปราณจากแดนไกลที่ไต้ซือฟางเว่ยพร่ำสอนให้เพื่อประคองชีวิต กลับผสมผสานเข้ากับอารมณ์อันปรวนแปรของเสี้ยวอู่หมิง ยามที่ไม่เร่งเร้าสามารถปล่อยให้ลมปราณไหลเอื่อยไปตามจุดชีพจรทั่วร่าง แต่เมื่ออารมณ์เปลี่ยนแปร พลังของกำลังภายในก็เปลี่ยนตาม แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจรู้ได้

            ดีที่แต่เดิมเสี้ยวอู่หมิงมีพื้นฐานกำลังภายในอันยอดเยี่ยม เนื่องจากเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลินที่ไต้ซือฟางเว่ยพร่ำสอนด้วยตนเอง 

            อากาศยิ่งมายิ่งหนาวเหน็บ บุรุษหนุ่มหลับในท่านั่งสมาธิ ถูกความเย็นปลุกให้ตื่นขึ้นมา จึงดึงผ้าห่มมาคลุมกายก่อนจะหันไปมองที่นอนว่างเปล่าของเหมยฮวาา สุดท้ายไม่อาจข่มตานอนต่อได้ จึงลุกขึ้นเดินออกมานอกกระโจม

            ทหารหน่วยเก็บฟืนส่วนใหญ่นอนพักเอาแรงอยู่รอบกองไฟที่ก่อไว้ มีเพียงเวรยามที่ยังตื่นอยู่ไม่กี่คน เสี้ยวอู่หมิงเดินไปนั่งใกล้กับกองไฟกองใหญ่ ทหารที่เฝ้าอยู่จำบุรุษหนุ่มได้ รีบรินชาที่ต้มในกองเพลิงส่งมาให้

            ชานั้นคุณภาพไม่ดีเท่าใด ต่างกับชาหลงจิ่งในกระโจมเว่ยกงกงมากนัก แต่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย เสี้ยวอู่หมิงซดทีเดียวหมดจอก 

            “คืนนี้มีสิ่งผิดปกติหรือไม่”

            “ไม่มีใดนายท่าน เพียงอากาศหนาวจัดกว่าคืนก่อนมาก”

            “พวกท่านอย่าได้ประมาท โดยเฉพาะให้ระวังพวกสัตว์มีพิษ”

            “ขอบคุณนายท่าน ไม่ทราบว่านายท่านได้ยินเสียงประหลาดหรือไม่”

            “เสียงอันใด”

            “พวกเวรยามแถวชายป่าร่ำลือกันว่าตอนหัวค่ำได้ยินเสียงคล้ายสตรีหัวเราะลอยมาตามลม แต่เมื่อพยายามส่องคบเพลิงหาก็ไม่พบผู้ใด ทำเอาเวรยามผลัดต่อมาหวาดกลัวกันเป็นแถว”

            “เสียงสตรีอาจเป็นคนร้าย มีการรายงานหรือไม่”

            “รายงานแล้ว แต่หน่วยตรวจค้นที่ส่งออกไปก็ไม่พบใคร บางคนกลัวว่าเป็นภูตผี เลยมิกล้าไปใกล้ชายป่าด้านนั้น”

    ทหารนั่นทำท่าชี้มือไปยังแนวป่าลึกหลังกระโจมของเสี้ยวอู่หมิง มองไปมีแต่เงามืดของทิวเขาและต้นไม้หนาทึบ 

            “ข้าฯจะลองไปดูสักหน่อย”

            “ข้าพเจ้าไปด้วย”

            “ข้าฯดูแลตัวเองได้ ท่านเฝ้าอยู่ที่นี่เถิด”

            “นายท่านระวังตัวอย่าไปลึกนัก วิกาลเช่นนี้เวรยามจะอยู่แถวชายป่าเท่านั้น”

            เสี้ยวอู่หมิงหยิบโคมขึ้นมาอันหนึ่ง แล้วเดินท่อม ๆ ผ่านแนวค่ายทหารไปยังชายป่าที่ทหารชี้บอกทาง พอพ้นจากระยะแสงของกองเพลิง รอบกายก็มืดลงอย่างรวดเร็ว มีเพียงแสงโคมนำทาง แสงดาวที่มีน้อยนิดถูกเมฆบดบังไปเกือบหมดสิ้น 

            เสี้ยวอู่หมิงกังวลว่าเสียงสตรีนั่นจะเกี่ยวข้องกับเหมยฮวา จึงเดินถือโคมลึกเข้ามาในป่าชั่วระยะหนึ่ง พอสูดลมหายใจก็ได้กลิ่นสาบเข้าจมูก

    เป็นกลิ่นของง

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน