หลังจากที่เจรจา
กับเซลล์ของหนังสือพิมพ์แล้ว ไตเติ้ลก็ได้รับคำแนะนำมาจากเซลล์ขายโฆษณาคนนั้นว่าเขาไม่ควรลงโฆษณาทันทีในตอนนี้เพราะจะทำให้เสียโอกาสทางการค้าได้
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปลายปีที่หนังสือพิมพ์อสังหาริมทรัพย์รายสัปดาห์พวกนี้ได้ทำการปิดต้นฉบับและตีพิมพ์ในฉบับปีใหม่รวมถึงสัปดาห์หลังปีใหม่ล่วงหน้าไปหมดแล้วทางหนังสือพิมพ์จึงไม่สามารถลงโฆษณาที่ติดต่อเข้ามาในเวลานี้ได้ทันอย่างแน่นอน
อีกทั้งในช่วงปลายปีจนถึงปีใหม่อย่างนี้ไม่มีใครนิยมสนใจอยากจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่เพื่อมาแต่งบ้านกันด้วยผู้คนต่างอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองและการท่องเที่ยวของที่ลงโฆษณาแล้วจะขายดีในช่วงนี้ก็มีแต่พวกอาหารบำรุงสุขภาพกับของแต่งบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่จะใช้เป็นของขวัญปีใหม่ได้เท่านั้น
ดังนั้นแล้วหากจะหวังผลให้ดีลงโฆษณาแล้วมีเปอร์เซ็นต์ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านภานุวัฒน์ก็ควรรอจังหวะอีกสักนิดหนึ่ง ลงช่วงหลังจากวันที่ 15 มกราคมไปแล้วจะได้กระแสตอบรับที่ดีกว่า
ชายหนุ่มคิดคำนวณดูแล้วเห็นว่าราคาโฆษณาไม่แพงมากหากเทียบกับราคาขายเฟอร์นิเจอร์ที่แม้จะเป็นหลักหมื่นก็จริงแต่ก็เป็นหลักหมื่นหลายชิ้นที่หากขายได้ทั้งหมดก็จะกินราคานับหลายหมื่นจึงรีบตกลงจองโฆษณาหน้าหนังสือพิมพ์ในฉบับปักษ์[1]หลังของเดือนมกราคมในทันที
ติดอยู่แค่ว่าเขาจะต้องทนใช้ชีวิตอย่างรำคาญสายตากับพวกผีตามเฟอร์นิเจอร์พวกนั้นไปอีกสักพักสินะ
ลำพังตัวเขาน่ะไม่เท่าไหร่หรอกแต่กับลูกพลับที่ยังกลัวผีอยู่มากนี่สิ จะทำยังไงดี…
คิดไปคิดมาป๊ะป๋าก็รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถตัดสินใจแทนลูกชายได้ในเรื่องแบบนี้ถึงแม้ว่าลูกพลับจะยังเด็กอยู่มากแต่ก็เป็นเด็กที่มีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่รับมือกับการตัดสินใจที่ซับซ้อนเกินวัยได้มากอยู่สุดท้ายแล้วจึงเรียกลูกพลับมาเจรจา สอบถามกับเจ้าหนูน้อยไปตรง ๆ เลยว่าอยากจะย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ในวันปีใหม่ตามแพลนเดิมหรือว่าจะรอหลังจากวันที่ 15 มกราคมดีซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีคนมาสนใจพาเจ้าเฟอร์นิเจอร์แถมผีออกไปจากบ้านหลังนั้น
ลูกพลับฟังที่พ่อถามแล้วก็คิดตาม…
"ล…ล…. ล……ลูกพลับน่าจะไหวอยู่นะครับ"
เด็กชายตอบป๊ะป๋าเสียงสั่นด้วยสีหน้าที่เหมือนอยากจะร้องไห้
"ป๊ะป๋าไม่ได้บังคับนะครับ ป๊ะป๋าแค่ขอความเห็นถ้าลูกพลับไม่โอเคก็ปฏิเสธป๊ะป๋ามาตรง ๆ ได้ครับยังไงป๊ะป๋าก็จะรักลูกพลับเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงเลย"
ไตเติ้ลพยายามอธิบายกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพราะเห็นลูกพลับที่ทำหน้ากลั้นร้องไห้อย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็นมาสักพักแล้วก็รู้สึกเป็นกังวลว่าเขาคงจะทำให้ลูกชายคิดมากและพยายามตอบคำถามเอาใจเพราะกลัวว่าพ่อจะไม่รักอีกแล้วแน่ ๆ เลย
"ปปป…ป…เปล่า…คือ…ลล..ล..ลูกพลับอยากย้าย….ออกไป…จากบ้านตรงนี้…ครับ"
เด็กชายพูดพร้อมกับชี้มือเลยไปข้างหลังบิดาไตเติ้ลหันมองตาม ปรากฏว่ามีสัมภเวสีเป็นชายแก่ดวงตาแดงก่ำมีควันดำลอยอวลขึ้นมาอยู่รอบตัว เดินทำหน้าถมึงทึงกำลังจะเข้ามาในบ้านเพิงของเขา
"มึงหยุด! แล้วอย่ามาเข้าใกล้ลูกกูถ้าไม่คิดอยากจะตายรอบสอง"
ภานุวัฒน์ชี้มือไปยังชายแก่ตนนั้นแล้วประกาศเสียงกร้าวแข็ง
ผีที่มีควันดำอวลขึ้นมารอบตัวแบบนี้คือผีที่ตอนมีชีวิตอยู่เป็นคนนั้นจิตใจไม่ดีอาฆาตพยาบาทโกรธเกลียดคนอื่น พวกนี้มักจะตายโหงตายไวเพราะพฤติกรรมนักเลงหรือความปากไม่ดีของตัวเองพอตายไปแล้วก็จะโมโหโกรธเกลียดคนทั้งโลกแล้วพอเห็นใครที่ดูสว่างสดใสมีความสุขก็จะเข้าไปทำลายความสุขของคนอื่นกระซิบแต่เรื่องแย่ ๆ กรอกหู ชักจูงให้คนอื่นทำเลวหรือทำให้คนคนนั้นไม่มีความสุขหม่นหมองจนถึงฆ่าตัวตาย[2] ยิ่งเด็กจิตอ่อน ๆ อย่างลูกพลับยิ่งจะเป็นเป้าหมายของวิญญาณพวกนี้ได้เป็นอย่างดีเพราะจิตอ่อนจึงถูกแฝง[3]ได้ง่ายผีพวกนี้ในบางครั้งก็ทำให้คนเป็นบ้าถึงขั้นเสียสติไปเลยก็มี
ไอ้ผีสันดานแบบนี้อย่าได้สะเออะมาเข้าใกล้ลูกพลับของไตเติ้ลเชียวนะเจ้าตัวเล็กยิ่งมีจิตมารอยู่ในตัวตอบสนองกับการกระซิบกระซาบของผีเลว ๆ พวกนี้ได้ง่ายมากเสียด้วยสิ
"น...ไหน…ป๊ะ..ป๋า..บอกว่าพูดกูมึงไม่ดี…"ลูกพลับกลัวแต่ก็สงสัยจึงถามไปทั้งเสียงที่สั่นพร่า
"ยกเว้นกับพวกผีนิสัยไม่ดีครับพวกนี้ถ้าพูดสุภาพด้วยจะฟังภาษาที่เราพูดไม่เข้าใจครับ" ไตเติ้ลตอบกำปั้นทุบดิน
ก็นะ…ในตอนที่กำลังมีผีร้ายเดินเข้ามาในบ้านและเขาต้องใช้พลังจิตทั้งหมดของตัวเองกดข่มลงไปที่จิตของผีตัวนั้นเพื่อให้มันหวาดกลัวใครจะมัวมาอธิบายตามหลักความจริงกันว่า ถ้าพูดคำสุภาพ[4]แล้วบรรยากาศจะดูซอฟท์ลงจนทำให้พลังจิตไม่แข็งกร้าวมากพอที่จะสะกดข่มวิญญาณของพวกผีลงไปได้
ลูกพลับนั่งตัวสั่น ดูพ่อที่ปราบผีชายแก่ได้ง่าย ๆเพียงแค่ปลายนิ้วแล้วก็ให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
มันก็จริงอยู่ที่ว่าเด็กน้อยกลัวผีแต่ระยะหลังนี้ก็ไม่ค่อยกลัวแล้วนะ เพราะในตอนที่อยู่กับป๊ะป๋าพวกผีก็ไม่กล้าโผล่มาทำหน้าเละ ๆ โชกเลือดหลอกให้ลูกพลับกลัวอีกแล้วแถมตอนที่อยู่กับป๊ะป๋า พอมีผีตัวไหนโผล่มาจะหลอกให้ลูกพลับกลัวป๊ะป๋าก็จัดการได้ง่าย ๆ ด้วยปลายนิ้วชี้ทีเดียวแบบนี้ทุกครั้งเลยด้วย
"งั้นมาคุยกันต่อครับตกลงแล้วลูกพลับอยากจะย้ายหรือไม่ย้ายบ้านดีครับ ป๊ะป๋าให้ลูกพลับเป็นคนตัดสินใจ"
ไตเติ้ลดุผีเสร็จก็หันมาคุยเสียงสองกับลูกชายด้วยสีหน้าท่าทางปกติธรรมดาเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนผีชายแก่ที่ถูกพลังจิตของชายหนุ่มข่มจนหงอก็ค่อยๆ ถอยเท้าออกไปจากบ้านแล้วก็ลอยถอยหลังห่างไกลออกไปจนลับตา
นั่นไง…ไล่ผีเสร็จก็หันมาคุยต่อด้วยท่าทางใจดีใครไม่รู้ต้องนึกว่าเมื่อกี้ที่ป๊ะป๋าไล่นั้นเป็นหมา ไม่ใช่ผีแน่ ๆ
"ลูกพลับอยากย้ายบ้านครับ"
เด็กชายตอบเสียงยังแผ่วอยู่เล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว แต่ก็นั่นแหละ อยู่กับป๊ะป๋าที่เก่งขนาดนี้แล้วลูกพลับยังจะต้องกลัวอะไรอีกล่ะ
แถมผีที่เหลืออยู่ในบ้านหลังนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผีตามเฟอร์นิเจอร์พวกนั้นที่ดูเป็นเงาสีดำรูปร่างเหมือนคนหากไม่ตั้งใจมองมันก็เป็นแค่ควันสีดำ ๆ ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย ถ้าเทียบกับผีที่เดินออกมาจากเมรุข้างวัดแล้ว…ตาแก่ตัวเมื่อกี้ก็ยังน่ากลัวมากกว่า
คิดไปคิดมาแล้วรีบย้ายบ้านก็คงดีไปเจอกับควันสีดำก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าพวกหน้าตาทรุดโทรมที่เดินออกมาจากเมรุพวกนั้นตั้งเยอะ
"จริงจังนะครับลูกพลับไม่ได้ตอบเอาใจป๊ะป๋านะครับในบ้านหลังนั้นยังมีผีให้ลูกพลับเห็นอีกหลายตนเลยนะ" ไตเติ้ลย้ำถามลูกชายให้แน่ใจ
"จริงจังครับผีในบ้านนั้นน่ากลัวน้อยกว่าตาแก่เมื่อกี้นี้อีก" เด็กชายให้เหตุผล
เออ….ก็จริง
ภานุวัฒน์คิดถึงแค่ว่าในบ้านหลังนั้นมีผีอยู่เยอะแต่ก็ลืมคิดไปว่าบ้านที่กันผีไม่ได้หลังนี้มันยังดูอันตรายเสียยิ่งกว่าแถมไม่รู้ด้วยว่าจะมีวิญญาณร้ายตัวเซียนโผล่ออกมาวันไหนรีบย้ายออกไปเลยน่าจะปลอดภัยที่สุดแล้ว
คิดแล้วก็ขนของย้ายไปที่บ้านหลังใหม่ก่อนเลยแล้วกันข้อดีของความเกิดเป็นคนจนมันก็ดีอย่างนี้แหละถึงตอนย้ายบ้านก็คือไม่มีของอะไรจะให้ย้ายเลยนอกจากตัวกับหัวใจและขยะที่ควรจะต้องเอาไป
ขายโรงแยกให้หมดก่อนสิ้นปี.
[1]ปักษ์ แปลว่า ครึ่งของเดือนทางจันทรคติเดือนหนึ่ง มี ๒ ปักษ์ ปักษ์ละ ๑๔ วัน แบ่งเป็น ศุกลปักษ์ (ข้างขึ้น) และกาฬปักษ์(ข้างแรม), หนังสือพิมพ์/นิตยสารรายปักษ์คือออกรายครึ่งเดือนเป็นต้นเดือนและกลางเดือน กรณีของหนังสือพิมพ์โฆษณารายสัปดาห์ที่ติดช่วงปีใหม่ก็จะมีการขยับช่วงเวลาของการวางตลาดเฉพาะในเดือนธันวาคม-มกราคมเป็นรายปักษ์
[2]ผีแบบนี้มีจริงๆ นะคะ ไรท์เจอบ่อยมาก ส่วนใหญ่จะตอแหลเก่งสุดอีกต่างหากหลอกเก่งสมกับคำว่าผีหลอกเลยแหละ
[3] วิญญาณแฝง ขออธิบายนิดนะคะเราพูดถึงการถูกวิญญาณแฝงไม่ใช่การถูกผีสิงนะคะ การถูกแฝงจะต่างกับการถูกสิงก็คือหากเป็นการถูกสิงคนที่ถูกสิงจะควบคุมตัวเองไม่ได้ถ้าจิตอ่อนมากแล้วโดนสิงโดยสมบูรณ์แบบความทรงจำของตัวเองในช่วงที่ขณะถูกผีสิงก็จะหายไปแต่การถูกแฝงนั้น มันคือการที่มีผีมาประชิดข้าง ๆ คอยตามเราไปทุกที่แล้วกระซิบเราแต่เรื่องแย่ ๆ ที่ทำให้จิตเราหมองหม่นคนที่ถูกแฝงจะเข้าใจว่าสิ่งที่ผีกระซิบบอกนั้นเป็นความคิดของตัวเองค่อนข้างคล้ายกับอาการโรคซึมเศร้า แต่จะต่างกับการเป็นโรคซึมเศร้าก็คือบางทีเข้าวัดทำบุญหรือพรมน้ำมนต์ผีก็หายไป แต่ถ้ากรณีเราเป็นโรคซึมเศร้ามันคือทำบุญพรมน้ำมนต์ยังไงก็ไม่หายนะคะแนะนำว่าควรปรึกษาจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่การเข้าวัดนั่งสมาธิเพราะอาการของโรคเกิดจากการผิดปกติของเคมีสมอง เหล่านี้พรมน้ำมนต์ไม่หายหากไม่ได้ยาที่ควบคุมมันก็อันตรายมากค่ะ
[4]อันนี้เรื่องจริงนะคะเวลาปราบผีใช้คำสุภาพด้วยไม่ได้จริงๆ ค่ะ ฟีลมันไม่ได้แล้วพลังมันไม่เกิด