ในวัฏะนี้ ลู่ซือจำเป็ต้องก้าวเดินให้ก้าวได้มากกว่าหนทางในวัฏะเดิม แม้จะพิสูจน์ได้แล้วว่า วงล้อแห่งวัฏะมีจริง และเขาสามารถตระหนักรู้และก้าวข้ามมาได้ หากแต่ยังจำเป็ต้องเติบโต หาไม่แล้ว ก็จะไม่มีประโยชน์อันใดที่จะก้าวข้ามมา
แน่นอนว่า หลังการตระหนักรู้ ลู่ซือรู้แน่ว่า มีสิ่งใดต้องกระทำ มีสิ่งใดรออยู่ข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่รออยู่คือ การตามหาเฟยิที่ก้าวข้ามมาพร้อมกันในวัฏะเดิม
ในวัฏะนี้ การเติบโตของระดับพลัง ยังคงเช่นเดิมแต่โบราณ หนึ่งในนั้นคือ การใช้หินิญญาที่ได้จากสัตว์ การล่าสัตว์อสุราเป็สิ่งที่กระทำและจำเป็ เนื่องจากการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็วและเป็อันตรายต่อมวลผู้คนบนผืนแผ่นดิน
หลังจากที่ลู่ซือออกจากถะเจดีย์ที่อยู่ภายในร่างแล้ว สิ่งที่ได้มาเช่นกันคือ แหวนิญญา ที่ติดมาภายในถะเจดีย์ แหวนิญญา กล่าวได้ว่า เป็แหวนอนันตมิติ ที่มีมิติทับซ้อนอยู่ภายใน ซึ่งแตกต่างจากแหวนมิติทั่วไปที่มีเพียงมิติเดียวที่จะเก็บของได้ หากแต่แหวนอนันตมิตินี้
ลี้เฟยในวัฏะเดิม ได้สร้างขึ้นสามารถเก็บของทับซ้อนได้หลายมิติหลายกาลเวลา ที่สำคัญ มีเพียงสองวง คือ วงที่ลู่ซือถืออยู่นี้ และที่เฟยิเท่านั้น
ส่วนเหตุที่เรียกว่าแหวนิญญา นั่นเป็เพราะ เมื่อสวมใส่ จะไม่มีผู้ใดมองเห็น ััไม่ได้ เหมือนกับอยู่คนละมิตินั่นเอง ดังนั้น จะแหวนิญญาก็ดี แหวนอนันตมิติก็ดี หรือแหวนมิติก็ดี ต่างก็คือ วัตถุพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บสิ่งต่าง ๆ ตาม้า จะต่างกันก็ที่ความสามารถของตัวแหวนนั้นเอง
สำหรับลู่ซือแล้ว ในยามนี้ การเลือกจะเก็บของ ย่อมสามารถทำได้ทั้งในแหวนิญญาและในถะเจดีย์ในตัวก็ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะวิธีใด ต่างเก็บได้ไม่แตกต่างกัน
ที่หองาน ... มีศิษย์ทั้งสามประเภท คือ สายนอก สายใน และศิษย์เอก มารับงานกันมากทุกวันั้แ่เช้าถึงค่ำ และนี่เป็ครั้งแรกที่ลู่ซือเข้ามาเลือกที่จะรับงาน แม้ว่าเมื่อพิจารณาแล้ว งานที่เห็นไม่ได้ยากมากมายสำหรับตนเอง หากแต่ก็จะต้องคุ้มค่าที่จะทำและนั่นหมายถึงผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาเช่นกัน
"ในขณะนี้ แม้ข้าจะอยู่ปราณปฐมกายาระดับหก แต่พลังที่แท้จริง ข้าอยู่ที่กึ่งราชัน ข้า้าก้าวสู่ระดับราชัน ดังนั้น สัตว์อสุราระดับห้า มีประโยชน์ต่อข้า"
หลังจากพิจารณาอยู่พักใหญ่ ลู่ซือเลือกที่จะเก็บกรีคชอสุรา เมื่อย้อนคิดไปยังวัฏะเดิม การต่อสู้กับคชอสุราก็เคยทำมาแล้ว และยังได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่าในยามนั้น นั่นคือเมื่อยามเยาว์วัยในครั้งนั้น
ในวัฏะนี้ การเก็บกรีคชอสุรา จะเป็งานที่ยาก เพราะคชอสุราที่จะมีกรีขนาดที่้า มักจะเป็ระดับเจ็ด ที่มีความดุร้าย ตัวใหญ่ ฉลาด และแม้นว่าจะตัวใหญ่ แต่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ซึ่งเป็สิ่งทีีไม่น่าจะเป็ไปได้เลย ที่ผ่านมามีผู้คนมากมายในระดับราชัน หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิที่พลาดท่าโดนทำร้ายเสียชีวิตก็มีปรากฏในอดีตกาล
ลู่ซือมิได้กังวลใด ๆ สำหรับคชอสุราระดับเจ็ดหรือแปด แม้พลังในยามนี้จะดูด้อยกว่า หากแต่ด้วยการตระหนักรู้ ทำให้ลู่ซือเข้าใจว่าจะต้องใช้วิธีใดในการจัดการ ความสุขุมรอบคอบเป็สิ่งที่ไม่เคยละเลยั้แ่อดีตกาล
เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงตัดสินในเลือกงานชุดนี้
"เ้าหนู เ้าคิดว่าจะทำได้หรือ งานนี้ศิษย์เอกยังไม่ยอมรับ เ้าไม่กลัวตายหรืออย่างไร" าุโหนวดขาวที่หองานถามขึ้นมาด้วยความกังวลใจ
"ผู้าุโจ่ายงานให้ข้า ท่านไม่ต้องกังวลใด ๆ แล้วท่านจะได้รู้ในภายหลัง" ลู่ซือตอบกลับไปโดยไม่คิดมาก
ในขณะเดียวกัน จงฮวาก็กำลังเดินมาจากอีกด้านก็เดินเข้ามาหาลู่ซือ
"ท่านพี่ ... ไม่ได้เจอกันนับเดือน ท่านเป็อย่างไรบ้าง" จงฮวาเกาะแขนลู่ซือพร้อมยื่นหน้าเข้ามาถามใกล้ๆ
ด้วยความสดใสไม่มีพิษภัย รอยยิ้มเช่นนี้ ทำให้ลู่ซือมีความสุขใจทุกครั้งั้แ่เด็ก และครั้งนี้ก็เช่นกัน ความสดใสและจริงใจของจงฮวา ทำให้ความอบอุ่นเกิดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
"อืม ... เ้าละ เป็อย่างไรบ้าง" ลู่ซือถามกลับไปสั้น ๆ พร้อมกับมือที่ลูบไปบนหัวจงฮวาด้วยความเอ็นดูเช่นเคย
"ข้าจะไปรับงานเก็บสมุนไพรกับพวกศิษย์สายในบางคน เห็นว่าทางสำนัก้ามาก แต่หายาก"
"พวกข้าต้องหาหญ้ากำยาน กับดอกฟางปี่ จงฮวาอธิบายภาระกิจที่ต้องไปทำ
"อืม ... เ้าระวังตัวด้วย"
"เ้าเริ่มฝึกวิชาดาบหรือยัง ฝึกไปถึงไหนแล้ว" ลู่ซือถามด้วยความกังวล
"ข้าเริ่มฝึกท่าร่างแล้ว ตอนนี้ข้าฝึกได้ครบท่าทักษะพื้นฐานครบแล้ว ยังไม่มีใครเคยฝึกได้เร็วและดีเท่าข้าเลยนะ อาจารย์ข้าบอก" จงฮวาอวดลู่ซือพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจ
"ดีแล้ว แต่อย่าชะล่าใจไป คนเก่ง ๆ ยังมีอีก"
"ที่สำคัญ ทำอะไร จะไปไหน อย่าไว้ใจใครมากนัก ตนเป็ที่พึ่งแห่งตน" ลู่ซือกำชับจงฮวา ก่อนที่พวกนางจะออกเดินทางกับกลุ่มของอารามแห่งดาบ
ในขณะเดียวกับที่จงฮวาออกไป หนิงเซียนที่เดินเข้ามาและตามด้วยเล่าหานกับศิษย์สายในสองคน และจงหมานและจงซื่อจากอารามแห่งกระบี่ ทั้งหมดเข้ามาเพื่อจะรับงาน ทั้งลู่ซือและซิงเหนียนต่างพยักหน้ากันเป็เชิงทักทาย และแยกย้ายกันไป ในขณะที่เล่าหานก็มองตามด้วยความไม่พอใจ ส่วนสาเหตุก็ไม่น่าแปลกใจอะไร ย่อมมาจากความหึงหวงนั่นเอง
หนิงเซียนกับพวกเลือกภาระกิจ ล่าสัตว์อสุราระดับ 3 ตระกูลพยัคฆ์ดำ สัตว์ที่มีความดุร้าย สิ่งที่้าคือหนังและเครื่องในเพื่อทำยาโบราณอายุวัฒนะ
"พวกเ้าจะไม่ไปก็ได้ เ้ายังเป็ศิษย์สายนอก หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่รับผิดชอบ"
"หากจะว่ากันจริง ๆ แล้ว ต้องบอกว่าข้ารับผิดชอบพวกเ้าไม่ไหว และทางสำนักเองก็ไม่รับผิดชอบอันตรายที่อาจเกิดกับพวกเ้าเช่นกัน" หนิงเซียนย้ำไปยังจงหมานและจงซื่อ ที่ติดตามหนิงเซียนเพื่อรับภาระกิจ
"ภาระกิจในครั้งนี้ ข้าเป็ผู้นำเอง หากใครไม่พอใจ ข้ายินดีให้เ้าไปรับงานเอง"
"มีใครขัดข้องหรือจะแยกตัวไหม" หนิงเซียนสอบถามด้วยท่าทีที่เป็ผู้นำ
"ความจริงแล้ว เล่าหาน เ้าเองก็มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าข้า เ้าจะมากับข้าทำไม"
"เ้าเองก็เคยรับภาระกิจมากมาย สู้ไปเองจะดีกว่าหรือไม่" หนิงเซียนเองก็ไม่ได้พอใจนักที่จะต้องให้เล่าหานเข้ากลุ่มเป็ผู้ติดตามในครั้งนี้
"เ้าไม่ต้องกังวล ข้าแค่อยากไปกับเ้า ดูแลเ้า" เล่าหานตอบกลับมาด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ ที่ตัวมันเองจะได้ปกป้องหนิงเซียน
หนิงเซียน "_o_"
"ช่างเถอะ ข้าี้เีที่จะกล่าวแล้ว .. เมื่อไม่มีใคร"
"เล่าหานเ้าดูแลคนของเ้าอีกสองคน
"ส่วนเ้า ... จงหมานเ้าดูแลจงซื่อกับศิษย์นอกอีกสองคนให้ดี รวมพวกเราออกรับภาระกิจในครั้งนี้สิบแปดคน
นับจากที่เข้าอารามแห่งกระบี่ จงหมานและจงซื่อ ต่างตั้งใจฝึกฝนเป็อย่างดี ฝึกหามรุ่งหามค่ำ ด้วยความหวังที่จะช่วยบิดาคือ าุโหลักได้สืบทอดผู้นำตระกูลได้อย่างมั่นคง และสามารถครองใจหนิงเซียนลูกสาวเ้าเมือง
และนับเป็โชคดีของทั้งสองคนที่ในปีนี้ อารามแห่งกระบี่ ให้ศิษย์สายในเข้ามาดูแลการฝึกและการรับภาระกิจของศิษย์ร่วมกัน และหนิงเซียนก็ได้รับมอบหมายให้มาดูกลุ่มของจงหมานและจงซื่อด้วยเช่นกัน
และด้วยคารมของจงหมานและจงซื่อ ด้วยข้ออ้างที่รู้จักกันมาก่อน ทำให้หนิงเซียนคร้านที่จะปฏิเสธให้ยุ่งยาก จึงปล่อยเลยตามเลย ให้เข้ามาอยู่ในความดูแลของตน ส่วนเล่าหาน หนิงเซียนไม่ได้ให้ความสนใจ แต่เพราะไม่้ามีปัญหามากนัก
อย่างไรเสีย เล่าหานก็เป็หลานของาุโของสำนัก หนิงเซียนจึงปล่อยเท่าที่จะทำได้ แต่นั้นก็ทำให้เล่าหาน เสมือนเป็เงาตามตัวนางแทบจะทั้งวันทีเดียว
ลู่ซือหลังจากรับภาระกิจออกจากหองาน ก็ไม่สนใจอะไรและเดินเข้าไปยังที่พักด้านหลังที่ติดหุบเขาที่มีหน้าผาสูงชัน
"อย่างไรเสีย เพื่อความไม่ประมาท ข้าต้องเตรียมตัวสักหน่อย ก่อนจะออกเดินทางก่อน" ลู่ซือพึมพำ