ลมยามค่ำคืนพัดผ่านลานประลองเมืองเทียนหลิงช้า ๆ
ธงของห้าสำนักใหญ่สะบัดอยู่เหนือกำแพงหินสูง
เสียงผู้คนนับแสนเริ่มเบาลงทีละน้อย
เพราะทุกคนรู้แล้วว่า—
ศึกถัดไป…จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รอบก่อนหน้า
คือการคัดคนอ่อนแอออกไป
แต่จากนี้…
คนที่ยังยืนอยู่บนสนาม
ล้วนเป็นสัตว์ประหลาดทั้งนั้น
บนกระดานรายชื่อกลางสนาม
ตัวอักษรสีทองค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้นช้า ๆ
“รอบแปดคนสุดท้าย”
เสียงฮือฮาดังไปทั่วเมืองทันที
เพราะชื่อคู่ต่อสู้คู่หนึ่ง…
ทำให้หลายคนถึงกับลุกขึ้นยืน
“สำนักวายุไร้เงา — เฟิงลั่ว”
“สำนักกระบี่ฟ้าคราม — หลินเสี่ยวชวน”
ลมพัดผ่านเวทีหินกลางสนาม
เงียบ
เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงธงสะบัด
เพราะทุกคนรู้ว่า—
นี่ไม่ใช่ศึกแห่งพลัง
แต่มันคือศึกของ “คนที่ฆ่าคนเป็น”
เฟิงลั่วขึ้นเวทีก่อน
ชุดสีเขียวเข้มพลิ้วเบา ๆ ตามแรงลม
มีดสั้นบางเฉียบหมุนอยู่ระหว่างนิ้ว
รอยยิ้มของเขายังคงเหมือนเดิม
ขี้เล่น
อันตราย
และเหมือนคนเสียสติเล็ก ๆ
แต่ไม่มีใครหัวเราะกับเขา
เพราะทุกคนรู้ว่า…
คนที่เห็นรอยยิ้มนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ส่วนใหญ่มักตาย
“ในที่สุด…”
เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ
“ก็ถึงตาข้าสักที”
อีกฝั่งหนึ่งของเวที
เสี่ยวชวนเดินขึ้นมาช้า ๆ
กระบี่คราสฟ้าสะท้อนแสงอาทิตย์บางเบา
เสียงกระบี่ดังแผ่วคล้ายมังกรครางต่ำ ๆ
ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้กระบี่เล่มนี้
กลิ่นอายของเขาก็เปลี่ยนไป
เย็นกว่าเดิม
คมกว่าเดิม
และเงียบกว่าเดิมมาก
เฟิงลั่วมองกระบี่ในมือเสี่ยวชวน
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ดาบดี”
“แต่คนใช้ดาบสำคัญกว่า”
เสี่ยวชวนหยุดยืนกลางเวที
สายตานิ่ง
“เจ้าพูดมากกว่าวันก่อน”
เฟิงลั่วหัวเราะลั่นทันที
“เพราะข้าดีใจ”
“นักฆ่าอย่างข้า…”
“หาเพื่อนคุยยากจะตาย”
เสียงผู้คนรอบสนามเริ่มเบาลงอีกครั้ง
หลายคนฟังไม่เข้าใจคำพูดของเฟิงลั่ว
แต่คนระดับสูง…
กลับสีหน้าเปลี่ยนไป
บนอัฒจันทร์ชั้นสูง
มู่ชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
จ้าวเทียนหลงใช้นิ้วเคาะเก้าอี้เบา ๆ
แม้แต่ซ่งเทียนอวิ๋นเอง…
ยังมองเวทีไม่กะพริบ
เพราะพวกเขารู้
เฟิงลั่วไม่ได้พูดเล่น
คนที่ “ฆ่าคนเหมือนกัน”
จะมองกันออก
“เริ่มได้!”
เสียงผู้อาวุโสดังขึ้น
พรึ่บ—!
ในวินาทีนั้น
เฟิงลั่วหายไปทันที
เสียงฮือฮาดังทั่วสนาม
เร็วเกินไป!
แม้แต่ศิษย์ระดับสร้างแกนพลังหลายคนยังมองไม่ทัน
แต่เสี่ยวชวน…
ยังยืนนิ่ง
ฟึ่บ—!
เงาสีเขียวปรากฏด้านหลังเขา
มีดสั้นแทงตรงต้นคอทันที
เร็ว
แม่น
และไร้เสียง
เคร้ง!
ประกายไฟระเบิดขึ้นกลางอากาศ
กระบี่คราสฟ้าถูกชักออกมาเพียงครึ่งเดียว
แต่กลับปัดมีดนั้นออกได้พอดี
เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ
“ดี…”
“เจ้ามองทันจริง ๆ”
ยังไม่ทันจบประโยค
เงาของเขาก็หายไปอีกครั้ง
ฟึ่บ!
ฟึ่บ!
ฟึ่บ!
เงาหลายสายเริ่มปรากฏรอบเวที
เหมือนมีเฟิงลั่วหลายคนพร้อมกัน
คนดูเริ่มหน้าซีด
เพราะพวกเขาแยกไม่ออกแล้วว่า—
ตัวจริงอยู่ตรงไหน
เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ
ลมพัดผ่านข้างแก้ม
เสียงฝีเท้า
เสียงลมหายใจ
เสียงมีดตัดอากาศ
ทุกอย่างเริ่มชัดขึ้นในความมืด
“ดวงตาไร้หน้า…”
มู่ชิงพึมพำเบา ๆ
เฟิงลั่วปรากฏตัวขึ้นเหนือศีรษะทันที!
มีดสั้นพุ่งลงมาเหมือนอสรพิษ
ฉัวะ—!
กระบี่สีฟ้าวาดขึ้นกลางอากาศ
หนึ่งกระบี่
สองเงา
สามจังหวะ
เฟิงลั่วพลิกตัวถอยทันที
ชายเสื้อขาดออกไปเล็กน้อย
เขาแตะรอยแผลตรงเอว
ก่อนหัวเราะออกมา
“ฮ่า…”
“เกือบโดนแล้วสิ”
คนดูทั้งสนามเงียบสนิท
เพราะนี่เป็นครั้งแรก…
ที่เฟิงลั่วถูกบาดเจ็บในศึกประลองครั้งนี้
เหยียนตงกอดอกแน่นขึ้น
ฮั่วเจินเริ่มหรี่ตา
ส่วนหานอวี่…
มือที่จับกระบี่เริ่มออกแรงโดยไม่รู้ตัว
เฟิงลั่วลูบรอยเลือดที่เอว
ก่อนมองเสี่ยวชวนด้วยสายตาแปลกประหลาด
“เจ้ารู้ไหม…”
“ข้าชอบคนแบบเจ้า”
“คนส่วนใหญ่เวลาสู้กับข้า”
“จะกลัว”
“แต่เจ้า…”
เขายิ้มกว้างขึ้นช้า ๆ
“เจ้าเย็นเหมือนกำลังฆ่าสัตว์”
พรึ่บ—!
ลมปราณรอบตัวเฟิงลั่วเปลี่ยนทันที
แรงกดดันเย็นยะเยือกแผ่ออกมารอบสนาม
เหมือนเงาของนักฆ่านับพันกำลังกรีดร้องอยู่ข้างหลังเขา
หลายคนหน้าซีดทันที
แม้แต่ศิษย์ระดับสร้างแกนพลังขั้นกลางยังเริ่มหายใจติดขัด
“วิชาฆ่าเงาวิญญาณ…”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพึมพำเสียงหนัก
เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ
“ข้าจะจริงจังแล้วนะ”
ฟึ่บ—!
ร่างของเขาหายไปอีกครั้ง
ครั้งนี้…
แม้แต่เงายังไม่เหลือ
เสี่ยวชวนลืมตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตาของเขานิ่งจนเหมือนทะเลสาบไร้คลื่น
ทันใดนั้น—
ซ้าย!
เคร้ง—!
ประกายไฟระเบิดขึ้น
ขวา!
ฉัวะ—!
รอยมีดเฉือนผ่านแขนเสื้อเสี่ยวชวน
ด้านหลัง!
เฟิงลั่วปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มบ้าคลั่ง
“ตาย!”
ตูม—!
กระบี่คราสฟ้าปะทะมีดสั้นตรง ๆ
แรงลมระเบิดออกจากกลางเวทีทันที
พื้นหินแตกร้าว
คนดูหลายคนถึงกับลุกขึ้นยืน
เฟิงลั่วถอยออกไปสามก้าว
เสี่ยวชวนถอยหนึ่งก้าว
เลือดไหลลงจากปลายนิ้วทั้งคู่
เงียบ
เงียบจนได้ยินเสียงเลือดหยดลงพื้น
จากนั้น—
เฟิงลั่วก็หัวเราะ
หัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ
เหมือนคนเสียสติ
“ดี!”
“ดีมาก!”
“ในที่สุด…”
เขาชี้มีดไปที่เสี่ยวชวน
“ข้าก็เจอคนที่ฆ่าคนเหมือนกัน!”
ทั้งสนามเงียบกริบ
เพราะประโยคนั้น…
หนักเกินไป
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
เพียงจับกระบี่แน่นขึ้นเล็กน้อย
ในหัว—
เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“เด็กคนนี้…”
“อันตราย”
“มันเหมือนเจ้า”
เสี่ยวชวนเงียบ
เฟิงลั่วหรี่ตาลง
“แต่เจ้ายังต่างจากข้า…”
ฟึ่บ—!
เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
เร็วกว่าเดิม!
คมกว่าเดิม!
บ้าคลั่งกว่าเดิม!
มีดนับสิบสายพุ่งเข้าใส่เสี่ยวชวนพร้อมกัน
ฉัวะ!
ฉัวะ!
ฉัวะ!
เลือดเริ่มกระเซ็นบนเวที
เสี่ยวชวนถอย
ปัด
หลบ
สวนกลับ
กระบี่กับมีดปะทะกันรัวจนคนดูมองแทบไม่ทัน
นี่ไม่ใช่การประลองแล้ว
แต่มันคือการล่าสังหาร
ใครพลาดก่อน
ตาย
เฟิงลั่วหัวเราะตลอดเวลา
เหมือนยิ่งสู้ยิ่งสนุก
“ใช่!”
“แบบนี้แหละ!”
“นี่แหละสายตาของคนที่ผ่านความตายมาแล้ว!”
ฉัวะ—!
มีดสั้นเฉือนผ่านไหล่เสี่ยวชวน
เลือดสาดทันที
หลิงเอ๋อลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีด้วยสีหน้าซีดเผือด
หลิงเปากำชายเสื้อแน่น
แม้แต่มู่ชิงเอง…
ยังขมวดคิ้ว
แต่เสี่ยวชวนกลับไม่ถอย
กระบี่ในมือพลันเปลี่ยนจังหวะ
เงาที่หนึ่ง
เงาที่สอง
เงาที่สาม…
“เงาที่แปด — สะท้อนฟ้า”
พรึ่บ—!
ทั้งเวทีเหมือนถูกแสงสีฟ้ากลืนกิน
ทุกคนมองเห็นกระบี่เพียงหนึ่งเล่ม
แต่เฟิงลั่วกลับเห็น…
แปดเล่ม
ดวงตาของเขาเบิกกว้างทันที
“อะ—!”
ฉัวะ—!
เลือดสาดขึ้นกลางอากาศ
ร่างของเฟิงลั่วกระเด็นถอยไปไกลหลายจั้ง
มีรอยกระบี่พาดผ่านหน้าอก
ทั้งสนามลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
เงียบ
เงียบสนิท
เฟิงลั่วก้มมองเลือดบนอกตัวเอง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
จากเบา
กลายเป็นดังขึ้นเรื่อย ๆ
“ฮ่า…”
“ฮ่าๆๆ…”
“ดี…”
เขายกหน้าขึ้นมองเสี่ยวชวน
สายตาครั้งแรก…
ไม่มีจิตสังหาร
มีเพียงความเข้าใจ
“เจ้าต่างจากพวกเรา…”
ลมพัดผ่านเวทีช้า ๆ
เฟิงลั่วยิ้มบาง
“เจ้ามีคนที่อยากปกป้อง”
เสี่ยวชวนชะงักไปชั่วขณะ
ภาพของหลินเยว่ผุดขึ้นมาในหัว
บ้านหลังเล็ก
โต๊ะอาหารธรรมดา
เสียงหัวเราะเบา ๆ
ส่วนเฟิงลั่ว…
มีเพียงความว่างเปล่า
เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
ก่อนเก็บมีดสั้นกลับเข้าปลอก
“ข้าแพ้แล้ว”
เสียงทั้งสนามระเบิดขึ้นทันที!
ผู้คนนับแสนลุกขึ้นตะโกน
เสียงฮือฮาดังจนเหมือนฟ้าถล่ม
แต่เสี่ยวชวนกลับไม่ได้ยินอะไรแล้ว
เขายืนอยู่กลางเวทีเงียบ ๆ
เลือดไหลลงจากปลายนิ้ว
สายลมหอบกลิ่นคาวเลือดผ่านใบหน้า
และเป็นครั้งแรก…
ที่เขารู้สึกว่า
คนอย่างเฟิงลั่ว
อาจไม่ได้อยากฆ่าใครตั้งแต่แรก
บางที…
เขาอาจแค่ไม่เคยมีอะไรให้ปกป้องเท่านั้นเอง
เหล่าหญิงสาวต่างชอบสองหนุ่มรูปงามคู่นี้กันไปทั่วทั้งสนาม เพราะทั้งสองนั้นมีสเน่ห์มากมายนัก
เสียงลมเหนือสนามประลอง…เงียบลงแล้ว
หลังศึกของเฟิงลั่ว
ผู้คนทั้งเมืองเทียนหลิงยังไม่ทันหายใจทั่วท้อง
ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน” ก็ถูกผลักขึ้นสู่จุดสูงสุดของกระแสทันที
แต่—
ยังมีคนผู้หนึ่ง
ที่ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองกระแสเหล่านั้น
หานอวี่
อันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่ฟ้าคราม
ฉายา…กระบี่เยือกแข็ง
ตั้งแต่เริ่มศึกจนถึงตอนนี้
เขายังไม่เคยใช้กระบี่เกินสามกระบวนท่า
ไม่เคยถอย
ไม่เคยบาดเจ็บ
และไม่เคยมีใครทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนได้เลยแม้แต่น้อย
สำหรับศิษย์ส่วนใหญ่
เขาเหมือนภูเขาน้ำแข็ง
นิ่ง
เย็น
และสูงเกินเอื้อม
แต่วันนี้—
ภูเขาน้ำแข็งนั้น
กำลังจะปะทะกับดวงอาทิตย์
บนกระดานกลางสนาม
ชื่อสองชื่อส่องแสงสีทองเจิดจ้า
“สำนักกระบี่ฟ้าคราม — หานอวี่”
“สำนักเพลิงสุริยัน — ฮั่วเจิน”
ทันทีที่ชื่อปรากฏ
ทั้งสนามระเบิดเสียงฮือฮาราวฟ้าผ่า
แม้แต่เหล่าประมุขบนอัฒจันทร์สูง
ยังหยุดพูดคุยกันทันที
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ศึกของสองอัจฉริยะ
แต่มันคือ—
ศึกของสอง “ผู้มีสิทธิ์ยืนบนจุดสูงสุดของรุ่นเดียวกัน”
ลานประลองเงียบลงอย่างช้า ๆ
สายตานับแสนคู่จับจ้องไปยังเวทีกลาง
ฮั่วเจินเดินขึ้นเวทีก่อน
ชุดแดงเข้มพลิ้วตามแรงลม
ลมปราณเพลิงรอบตัวบิดเบือนอากาศบาง ๆ
แม้เพียงก้าวเดิน
พื้นหินยังส่งเสียงแตกร้าวเบา ๆ
ผู้คนรอบสนามต่างกลั้นหายใจ
เพราะแรงกดดันของเขา…หนักเกินไป
ฮั่วเจินหยุดกลางเวที
ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ในที่สุด…”
เขาพึมพำเบา ๆ
“ก็มีคนที่พอจะทำให้ข้าจริงจังได้สักที”
อีกด้านหนึ่งของเวที
เสียงฝีเท้าดังขึ้นช้า ๆ
ตึก
ตึก
ตึก
หานอวี่เดินขึ้นมา
ชุดขาวสะอาดราวหิมะแรกแห่งฤดูหนาว
กระบี่ยาวสีเงินสะพายอยู่ด้านหลัง
ทุกก้าวสงบนิ่ง
ไร้แรงกดดัน
ไร้ลมปราณ
แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวอย่างประหลาด
เหมือนอากาศทั้งสนาม…เย็นลง
ฮั่วเจินหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ในที่สุดเจ้าก็ยอมลงจากภูเขาหิมะเสียที”
หานอวี่มองเขาเรียบ ๆ
“ข้าแค่ไม่อยากเสียเวลากับคนอ่อนแอ”
พรึ่บ—!
ทั้งสนามฮือฮาทันที
ฮั่วเจินเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะออกมาเสียงต่ำ
“ดี”
“ปากเจ้ายังน่าหมั่นไส้เหมือนเดิม”
เสี่ยวชวนนั่งมองจากอัฒจันทร์เงียบ ๆ
สายตาของเขาไม่ละจากทั้งสองคนแม้แต่วินาทีเดียว
เพราะเขารู้
นี่คือศึกที่ต่างจากทุกคู่ก่อนหน้า
นี่คือศึกของ “สัตว์ประหลาดจริง ๆ”
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงผู้อาวุโส—
ตูม!!!
เปลวเพลิงระเบิดออกจากร่างฮั่วเจินทันที
พื้นหินใต้เท้าแตกกระจาย
อากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยว
ราวกับมีดวงอาทิตย์ขนาดย่อมถือกำเนิดกลางสนาม
ผู้ชมจำนวนมากถึงกับต้องยกแขนบังหน้า
เพราะร้อนเกินไป
แต่หานอวี่…
ยังยืนนิ่ง
เคร้ง—
เสียงกระบี่ถูกชักออกดังแผ่วเบา
ทันทีที่กระบี่สีเงินออกจากฝัก
อุณหภูมิทั้งสนามลดลงทันที!
ไอเย็นสีขาวเริ่มลอยปกคลุมเวที
แม้แต่เปลวเพลิงของฮั่วเจิน…
ยังถูกแช่แข็งบางส่วน
“กระบี่เจตน์เยือกแข็ง…”
มู่ชิงพึมพำเบา ๆ
ฮั่วเจินยิ้มกว้างขึ้น
“ดี!”
ตูม—!
เขาพุ่งออกไปทันที
หมัดเพลิงพุ่งตรงราวอุกกาบาต
แรงลมร้อนทำให้พื้นเวทีละลายเป็นสีแดง
ฉัวะ—!
หานอวี่ฟันกระบี่ออกเพียงครั้งเดียว
แสงสีเงินวาบผ่านกลางอากาศ
เปลวเพลิงทั้งสายถูกผ่าออกตรงกลางทันที!
คนดูทั้งสนามลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
เร็วเกินไป!
แม่นเกินไป!
ฮั่วเจินหัวเราะลั่น
“อีก!”
ตูม! ตูม! ตูม!
เปลวเพลิงหลายสิบสายระเบิดออกพร้อมกัน
มังกรเพลิงพุ่งคำรามกลางสนาม
ลมร้อนกวาดทั่วอัฒจันทร์
แต่หานอวี่…
ยังคงก้าวเดินช้า ๆ
หนึ่งก้าว
หนึ่งกระบี่
ฉัวะ!
ฉัวะ!
ฉัวะ!
มังกรเพลิงถูกตัดขาดทีละตัว
เหมือนหิมะผ่ากระแสน้ำเดือด
“เป็นไปไม่ได้…”
ศิษย์สำนักเพลิงสุริยันหลายคนหน้าซีด
เพราะฮั่วเจิน…
กำลังถูกกดไว้!
ฮั่วเจินหยุดกลางสนาม
ดวงตาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
จริงจัง
“ข้าเข้าใจแล้ว…”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าสมเป็นหานอวี่จริง ๆ”
พรึ่บ—!
ลมปราณรอบตัวเขาระเบิดขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้รุนแรงกว่าก่อนหลายเท่า!
เปลวเพลิงสีแดงเริ่มเปลี่ยนเป็นทองเข้ม
แม้แต่ผู้อาวุโสหลายคนยังสีหน้าเปลี่ยนทันที
“เพลิงสุริยันทองคำ…”
เฮยเจิ้นซานหรี่ตาลง
“ไอ้เด็กนี่ใช้ถึงขั้นนี้แล้วหรือ”
พื้นสนามเริ่มละลายจริง ๆ
อากาศสั่นสะเทือน
ผู้ชมด้านหน้าเริ่มถอยหนีโดยสัญชาตญาณ
ฮั่วเจินยกมือขึ้นช้า ๆ
เปลวเพลิงสีทองรวมตัวเหนือศีรษะ
กลายเป็นอีกาสุริยันขนาดยักษ์
“กระบวนท่า — สุริยันกลืนฟ้า”
ตูม—!!!
อีกาเพลิงพุ่งลงมาจากฟ้าเหมือนหายนะ
ผู้คนจำนวนมากหน้าซีดทันที
แต่หานอวี่…
ยังนิ่ง
เขาหลับตาลงช้า ๆ
ลมหนาวเริ่มพัดผ่านสนาม
หิมะบางเบาเริ่มโปรยลงมา
ใช่
หิมะ
กลางฤดูร้อน
“นี่มัน…”
แม้แต่ซ่งเทียนอวิ๋นยังหรี่ตา
หานอวี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ดวงตาของเขา…
กลายเป็นสีเงินเย็นยะเยือก
“เขตกระบี่เยือกแข็ง”
เคร้ง—!
เสียงกระบี่ดังสะเทือนทั้งสนาม
วินาทีนั้นเอง—
ทุกอย่างช้าลง
เปลวเพลิง
ลม
แม้แต่เสียงผู้คน
ทั้งหมดเหมือนถูกแช่แข็งไว้ชั่วขณะ
แล้วหานอวี่…
จึงฟันกระบี่ออกไป
เพียงหนึ่งครั้ง
ฉัวะ—!!!
แสงกระบี่สีเงินพาดผ่านท้องฟ้า
อีกาสุริยันสีทอง…ถูกผ่าออกกลางลำตัวทันที!
ตูมมมมม!!!
ไฟและน้ำแข็งระเบิดกลางสนาม
แรงปะทะสะเทือนทั้งเมืองเทียนหลิง
กำแพงเวทีแตกร้าว
ค่ายกลป้องกันสั่นสะเทือนรุนแรง
ผู้ชมจำนวนมากถึงกับล้มลงจากแรงกระแทก
เสี่ยวชวนหรี่ตาลงทันที
“นี่หรือ…”
“ตัวตนระดับเดียวกับฮั่วเจิน…”
กลางกลุ่มควัน
ทั้งสองคนยังยืนอยู่
ฮั่วเจินหอบเล็กน้อย
ชายเสื้อไหม้ขาดบางส่วน
เป็นครั้งแรก…
ที่เขาดู “เหนื่อย”
ส่วนหานอวี่
มือที่ถือกระบี่เริ่มมีเลือดไหลลงมา
เงียบ
ทั้งสนามเงียบสนิท
เพราะนี่เป็นครั้งแรก
ที่ฮั่วเจินถูกกดดันจนต้องใช้พลังระดับนี้
ฮั่วเจินมองหานอวี่อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะออกมาเสียงต่ำ
“ดี…”
“ดีมาก…”
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นอีกครั้ง
พรึ่บ—!
เปลวเพลิงสีทองรอบตัวเริ่มเปลี่ยน
กลายเป็นสีดำแดง
แรงกดดันพุ่งขึ้นอีกระดับทันที
ดวงตาของหานอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเป็นครั้งแรก
“เพลิงอสูร…”
จ้าวเทียนหลงพึมพำ
ฮั่วเจินยิ้มช้า ๆ
“ข้าไม่ได้ใช้มันมานานแล้ว”
“แต่เพื่อเจ้า…”
“ก็คุ้มค่า”
ตูม—!!!
พื้นสนามยุบตัวทันที
ฮั่วเจินหายไปจากจุดเดิม
เร็วกว่าเดิมหลายเท่า!
ฉัวะ!
หานอวี่รีบยกกระบี่รับทันที
แต่แรงปะทะครั้งนี้…
ทำให้เขาถอย!
หนึ่งก้าว
ทั้งสนามตกตะลึง
เพราะนี่เป็นครั้งแรก
ที่หานอวี่ถูกผลักถอยหลัง!
ตูม!
ตูม!
ตูม!
ฮั่วเจินโจมตีต่อเนื่องราวพายุเพลิงคลั่ง
ทุกหมัดหนักเหมือนภูเขาไฟระเบิด
ทุกกระบวนท่ากดดันจนผู้คนหายใจไม่ออก
หานอวี่ยังคงรับไว้ได้
แต่เริ่มช้าลง
แขนเสื้อขาด
มุมปากเริ่มมีเลือด
แต่ดวงตาของเขา…
ยังเย็นเหมือนเดิม
“ทำไมเจ้ายังไม่ล้ม…”
ฮั่วเจินหัวเราะพลางโจมตีต่อเนื่อง
หานอวี่ตอบเรียบ ๆ
“เพราะเจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอ”
ตูม—!!!
ลมปราณของทั้งสองระเบิดขึ้นพร้อมกัน
จากนั้น—
ทั้งคู่พุ่งเข้าหากันครั้งสุดท้าย
กระบี่สีเงิน
ปะทะ
หมัดเพลิงอสูร
ทั้งสนามสว่างวาบราวดวงอาทิตย์ระเบิด
เสียงระเบิดดังจนหลายคนหูอื้อ
เมื่อควันจางลง…
หานอวี่ยังคงยืนอยู่
แต่กระบี่ในมือ…แตกครึ่ง
เลือดไหลลงจากแขนช้า ๆ
ส่วนฮั่วเจิน
ยืนหอบอยู่ไม่ไกล
กำปั้นขวาเต็มไปด้วยเลือด
เงียบ
ทั้งสนามเงียบงัน
ผู้อาวุโสผู้ตัดสินมองทั้งคู่ด้วยสายตาสั่นไหว
ก่อนประกาศเสียงหนักแน่น
“ผู้ชนะ…”
“ฮั่วเจิน!”
เสียงผู้คนระเบิดขึ้นทันที
แต่สายตาที่มองหานอวี่…
กลับเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เพราะทุกคนรู้แล้วว่า
ในรุ่นนี้…
มีคนที่สามารถบังคับให้ฮั่วเจินใช้พลังถึงเจ็ดแปดส่วนได้จริง ๆ
ฮั่วเจินหอบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเดินผ่านหานอวี่ช้า ๆ
แล้วหยุด
“ครั้งหน้า…”
เขายิ้มบาง ๆ
“ข้าจะใช้สิบส่วน”
หานอวี่เช็ดเลือดมุมปาก
ก่อนตอบกลับเรียบ ๆ
“ถ้ามีครั้งหน้า…”
“คนที่ยืนอยู่ อาจไม่ใช่เจ้า”
ลมหนาวกับไอเพลิงปะทะกันกลางสนามอีกครั้ง
ขณะที่เสี่ยวชวนมองทั้งสองคนเงียบ ๆ
ในดวงตาของเขา…
ไม่มีความกลัว
มีเพียงเปลวไฟบางอย่าง
ที่เริ่มลุกขึ้นช้า ๆ