[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    191 2เดือน

    “ตงฟาง ตงฟางจ๊ะว่างหรือยัง”


    ซิงเยียนส่งกระแสจิตไปหาตงฟาง เธอเดินทางลงมาดูด้านล่างว่าตงฟางเป็นอย่างไรบ้าง ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมานั้นเธอมาส่งอาหารประจำแต่ไม่เคยก้าวผ่านค่ายกลเข้าไปเลยเนื่องจากมันเป็นเขตอันตรายที่ตงฟางไม่ให้เข้าไป


    “พี่ซิงเยียนมีอะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    ตงฟางเดินออกมาหน้าค่ายกลด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนกับการพยายามปลดค่ายกล 13 เสาที่ผนึกหยดเลือดมารเอาไว้  เขากลับสงสัยเมื่อจู่ๆพี่สาวซิงเยียนได้นำอาหารมากมายออกมาจัดวางเต็มโต๊ะเหมือนมีงานรื่นเริงเกิดขึ้น


    “ทายซิวันนี้วันอะไร”


    “วันอะไรอย่างนั้นเหรอครับ” ความสงสัยยังคงปรากฎบนใบหน้าตงฟาง เขาไม่รู้ว่าพี่ซิงเยียนกำลังให้เขาทายวันพิเศษอะไร


    “วันเกิดไง ตอนนี้ก็อายุ 17 ปีแล้วเอาล่ะพี่มีของขวัญจะให้”


    ตงฟางแสดงท่าทางดีใจออกมา เขาไม่นึกมาก่อนว่าโลกแห่งผู้บ่มเพาะจะมีการให้ความสำคัญกับวันเกิด อย่างไรก็ตามเขาที่ได้รับกล่องสีแดงมาถือในมือก็เริ่มเปิดดูของขวัญข้างใน จนพบเข้ากับชุดชั้นในของหญิงสาวทำเอาเขาเลือดกำเดาไหลออกมา


    “เป็นยังไง ชอบไหม”


    “พี่ซิงเยียน นี่มันอะไรกันเนี๊ย” ซิงเยียนมองไปยังชุดชั้นในของเธอก่อนจะขอคืน


    “ตงฟางสงสัยพี่จะหยิบผิด นี่ๆ เห็นมันกล่องสีแดงเหมือนกัน ไม่น่าเลย”


    ตงฟางหยิบกล่องมาอีกใบจากนั้นเขาก็เปิดมันจนพบเข้ากับแหวนเก็บของวงหนึ่ง


    “มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    “เปิดดูสิ” ตงฟางไม่รอช้าเปิดแหวนเก็บของไปพบเข้ากับแร่ระดับ 8 ก้อนหนึ่งมันมากพอจะหลอมดาบได้ 1 เล่มเขาจึงมองหน้าพี่ซิงเยียน


    “กว่าจะได้ก้อนนี้มานะจ่ายเยอะมากๆเลยแหละ ช่วงนี้เมืองหลวงตรวจเข้มมากๆ ไม่ยอมให้นำของระดับ 8 ออกมาจากเมืองหลวงเลย เอาล่ะมากินข้าวกันเถอะ”


    ตงฟางฉีกยิ้มเล็กน้อยแล้วเริ่มนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนพี่ซิงเยียนเช่นเดิม 2 เดือนที่ผ่านมานี้สำหรับเขาที่เสียเวลาไปกับค่ายกลผนึก เขาสามารถทำความเข้าใจกับค่ายกลไปได้เพียงแค่ 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้น แม้เขาจะมีพลังจิตถึงเลเวล 7 และมีจิตยุทธ์สีขาว สองสิ่งนี้กลับทำให้การทำความเข้าใจค่ายกลไม่รวดเร็วอย่างที่เป็น มันยังคงยากสำหรับเขาไม่ต่างจากตอนปลดผนึกค่ายกลให้กับมารกลืนวิญญาณ


    “ตงฟางจ๊ะ ใกล้จะปลดค่ายกลได้หรือยัง”


    “ยังครับ ครั้งก่อนที่ผมหายไปเป็นปีก็เพราะปลดค่ายกลนี่แหละครับ ตอนนี้ทำความเข้าใจได้เพียงแค่ 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้น”


    “แบบนี้ก็เสียเวลาสินะ ตงฟางบอกว่าจะต้องไปเมืองหลวงก่อนอายุ 20 ปีหากใช้เวลาอีก 1 ปีก็จะอายุ 18 พอดี”


    “จะพยายามไม่ทำให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นมันจะลำบากมาก”


    “จ้ะ ถ้าไม่ไหวก็แค่ออกไปนอนเป็นเพื่อนพี่สาวสักคืน”


    ตงฟางพยักหน้า เขารู้สึกว่าเวลาที่ตาแก่หลี่หยุนให้ไว้น้อยจริง แต่เขากลับคิดว่ามันยังคงพอทำอะไรได้ กองกำลังของเขาที่สร้างเอาไว้ยังไม่ถึงเวลาใช้ ตอนนี้พวกเขาแค่ทดลองงานที่เมืองใหญ่เท่านั้น เขายังไม่คิดจะพาเข้าไปในเมืองหลวง ส่วนระดับพลังของตงฟางเขาคิดว่าคงสามารถเร่งพัฒนาได้จนถึงอายุ 19 ปีจากนั้นจึงเดินเข้าไปในเมืองหลวง โดยใช้เวลาอีก 1 ปีที่เหลือก่อนจะถึงอายุ 20 ปี หาคนหนุนหลังไม่ให้เขาถูกฆ่าตาย


    “ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างครับตอนนี้” ตงฟางอยากทราบเรื่องราวเมืองลั่วหยางและเมืองซ่งที่ถูกปีศาจโจมตี


    “ขอเล่าเรื่องเมืองลั่วหยางก่อนนะ ครั้งก่อนที่มีคนมาขโมยของในร้าน การตามของของตงฟางทำให้คนของเมืองหลวงตื่นตกใจมากจนออกค้นหาคนลงมือทำ แต่ก็ไม่เจอ”


    “รอดตัวไปสินะครับ”


    “ใช่ เป็นการหายไปที่ไม่รู้สาเหตุ เพื่อนด้วยกันยังรู้แค่ว่าคนที่ตายได้ของดีบางอย่างมาแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จึงคาดการณ์ว่าคนที่รู้จะต้องปล้นเพื่อแย่งชิง”


    “แล้วธุรกิจล่ะครับ”


    “ตอนนี้ยังคงขายดีเป็นปกติ ตึกสวรรค์ในเมืองลั่วหยางผู้คนให้ความสนใจไม่น้อยในเรื่องขายของคุณภาพแม้จะแลกมากับราคาที่สูงผู้คนยังให้ความสนใจ ส่วนตึกยาสวรรค์ในเมืองต้วนอี้นับได้ว่าขายยาได้ดีมาก เนื่องจากชาวเมืองล้วนกักตุนยาเอาไว้จากผลการบุกของปีศาจ”


    “ปีศาจบุกต้วนอี้ด้วยเหรอครับ”


    “ใช่ ตั้งแต่เมืองซ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สงคราม ปีศาจที่เล็ดลอดออกมาได้ก็เริ่มเดินทางไปยังเมืองต่างๆเพื่อส่งคนของพวกมันเข้าจัดการกับมนุษย์ในจักรวรรดิเทียนหยวน ทำให้เมืองหลวงส่งคนของพวกเขาออกมาประจำการที่เมืองใหญ่ทั้ง 4 โดยเน้นหนักไปที่เมืองซ่งที่กลายเป็นเขตสงคราม ไม่เพียงแค่เมืองเท่านั้น ชายแดนของเราก็เริ่มมีทหารของเมืองหลวงลาดตระเวน”


    “วุ่นวายสินะครับ พี่ซิงเยียนก็ระวังๆด้วย”


    “จ้ะ ตอนนี้พ่อส่งคนมาช่วยคุ้มกันตึกยาสวรรค์ที่เมืองต้วนอี้และตึกสวรรค์สถานที่ละพันคน ตอนนี้ก็น่าจะปลอดภัยมากขึ้น”


    “แล้วหอประมูลสวรรค์เป็นยังไงบ้างครับ”


    ตงฟางอยากถามถึงหมู่บ้านทั้ง 2 ที่เขาสร้างขึ้นมากลับไม่กล้าถามเนื่องจากว่ามันจะเป็นการเปิดไพ่ลับในมือและเป็นการเปิดเผยตำแหน่งหมู่บ้านให้คนอื่นรู้จัก เขาจึงไม่ถามทำเพียงเฝ้าภาวนาให้หมู่บ้านของเขาเอาตัวรอดไปได้โดยไม่ถูกคนของเมืองหลวงเหมารวมว่าเป็นปีศาจแล้วเข้าไปกวาดล้าง


    “ตอนนี้หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้ายังคงขายดีเทน้ำเทท่า เมืองต่างๆล้วนเดินทางมาติดต่อซื้อยันต์และค่ายกล รวมไปถึงยาเป็นจำนวนมาก ทางสถาบันที่ไม่สามารถหลอมยาได้ทันพวกเขาก็เดินทางมาทำสัญญาซื้อขายกับทางเราเพื่อให้ส่งยา ส่วนพวกเขาจะส่งสมุนไพร ตอนนี้ยากมากๆที่หอประมูลสวรรค์ของเราจะล้มละลาย”


    “พี่ซิงเยียนได้คิดหาวิธีแปรรูปเงินให้ไปอยู่ในรูปแบบอื่นไหมครับ ผมคิดว่าตอนนี้มันน่าจะเยอะมากๆ หากเราตายเราก็ไม่สามารถนำมันไปด้วยได้”


    “หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าของเรานำกำไร 50 % ไปซื้อสมุนไพรเพื่อหลอมยาให้กับคนในร้านจ้ะ ยิ่งเราอยู่สูงก็ยิ่งมีคนต้องการฆ่า พี่สาวจึงให้พ่อเพิ่มศักยภาพพนักงานและคนคุ้มกัน”


    ตงฟางฉีกยิ้มเขานึกว่าพี่ซิงเยียนจะหวงเงินจนไม่กล้านำออกมาทำอะไร ปรากฎว่าเขาอุ่นใจเพราะสิ่งที่พี่ซิงเยียนทำมันตรงกับเขา การมีเงินจำนวนมากหากไม่มีพลังในโลกแห่งนี้ เงินเหล่านั้นที่หามาทั้งชีวิตจะวิ่งหนีเราไปอย่างง่ายด้าย การนำมันมาเติมเต็มอำนาจให้แข็งแกร่งขึ้นจึงถือว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย


    “เอาล่ะ พี่สาวไม่รบกวนแล้วนะ ขอให้ปลดค่ายกลได้เร็วๆ ส่วนกลุ่มคนที่ตามหาตงฟางตอนนี้ถูกดึงดูดด้วยปีศาจแล้ว จึงเหลือน้อยมากๆที่ยังมีความหวังว่าจะเจอตงฟาง”


    ตงฟางโบกมือลาจากนั้นเขาก็ส่งพี่ซิงเยียนกลับขึ้นไปด้านบนด้วยพลังจิต หากให้บินขึ้นไปเองกลัวจะบินไปชนบางอย่างเข้าจนร่วงตกลงมา


    “เอาล่ะต้องรีบแล้ว”


    ตงฟางกลับเข้าไปยังค่ายกลผนึก 13 เสาจากนั้นก็เริ่มทำความเข้าใจในรูปแบบของมัน แม้พลังวิญญาณและพละกำลังจะไม่เพิ่มขึ้นตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา จิตยุทธ์และพลังจิตของเขากลับค่อยๆพัฒนาจากการทำความเข้าใจค่ายกล 


    สำหรับตงฟางโอกาสพัฒนาพลังจิตหาได้ยากมากเพราะกว่าจะมีรูปแบบอะไรสักอย่างให้เขาได้ทำความเข้าใจเพื่อพัฒนาพลังจิต เขาจึงคิดว่า 1 ปีที่จะเสียไปต่อจากนี้ อย่างน้อยๆเขาก็พัฒนาพลังจิตได้


    ส่วนเรื่องภายนอกเขาจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับมัน ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำไม่ใช่การเป็นผู้พิทักษ์ เขาไม่จำเป็นต้องเล่นบทฮีโร่ หน้าที่ของเขาคือการพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ก้าวหน้ากว่านี้ เพื่อที่เขาจะไม่ตายในตอนไปเมืองหลวง ถึงจะบอกว่าเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับกับปัญหาหลายอย่าง หากปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เขาคงไม่สามารถเมินเฉยได้เพราะมันเป็นสถานที่ทำเงินให้เขาในตอนนี้


    วิ๊ง~!


    ดวงตาของตงฟางมองจ้องไปยังค่ายกลอีกครั้งก่อนที่พลังจิตของเขาจะวิ่งเข้าไปในค่ายกลสแกนเส้นสายพลังวิญญาณที่ถูกผูกติดกันด้วยการสลักจนเกิดเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือการตรวจสอบดูว่าเส้นสายพลังงานวิญญาณมากมายและซับซ้อนเหล่านี้มีรูปแบบการทำงานอย่างไร หากเส้นใดเส้นหนึ่งขาดไปความซับซ้อนใหม่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เขาจำเป็นต้องหาอุโมงที่จะเจาะเข้าไปข้างในผ่านการทำความเข้าใจเส้นสายพลังวิญญาณเหล่านี้ให้ได้ 


    —--------------------------------


    “มันมาแล้ว ในที่สุดมันก็มาแล้ว~!”


    เสียงของชาวบ้านร้องตะโกนดังลั่นด้วยความกลัววิ่งผ่านหน้าตึกสวรรค์ ซิงเยียนที่สงสัยเกี่ยวกับการร้องตะโกนของชาวบ้านจึงเดินไปยังหน้าตึกเพื่อดูว่าชาวบ้านกำลังพูดถึงอะไร ทันใดนั้นเธอก็พบเข้ากับกลุ่มของชาวบ้านที่ออกไปล่าปลาหามกันเข้ามาวางหน้าตึกของเธอพร้อมกับขอซื้อขายี่จงเพื่อรักษาบาดแผล


    “พวกท่านไปเจออะไรมา ทำไมถึงบาดเจ็บแบบนี้”


    การอยู่อาศัยภายในเมืองลั่วหยางทำให้ซิงเยียนชอบไม่น้อย เนื่องจากผู้คนในเมืองแทบไม่มีใครสร้างความวุ่นวายให้เธอเลย ชาวบ้านส่วนมากล้วนแล้วมีน้ำใจ พูดง่าย ยากที่จะหาชาวบ้านแบบนี้ได้ที่เมืองอื่น


    “คุณหนูซิงเยียน พวกเราไปตกปลาบังเอิญว่าเราไปเจอเข้ากับปีศาจกลุ่มหนึ่ง พวกมันโหดร้ายมากฆ่าพวกเราไปถึง 5 คน”


    “มันมาถึงเมืองลั่วหยางแล้วสินะ นี่ค่ะยา”


    ซิงเยียนยื่นยาให้ชาวบ้านพลางมองด้วยความวิตก หลายเดือนที่ผ่านมาเธอได้รับข่าวสารตลอดเกี่ยวกับเรื่องของปีศาจ ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังไม่เปิดฉากโจมตีชาวเมืองลั่วหยาง มาวันนี้การมีคนตายจากปีศาจกลับเป็นสัญญาณที่บอกว่าเมืองกำลังจะวุ่นวาย


    “แล้วปีศาจถูกจัดการหรือยัง”


    “คนของเมืองหลวงออกไปช่วยพวกเราได้ทัน ทำให้กวาดล้างพวกมันได้ ตอนนี้พวกเขากำลังสำรวจหาสิ่งที่เรียกว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายกลัวพวกมันจะใช้สิ่งนั้นเคลื่อนปีศาจมาเมืองของเรา”


    “ยานี่ข้าไม่คิดนะ ถือว่าเป็นค่าข้อมูลและน้ำใจที่อยากจะช่วย”


    “ขอบคุณ ขอบคุณคุณหนูซิงเยียน”


    ชาวบ้านกล่าวขอบคุณซิงเยียนก่อนจะพากันกลับเข้าไปในบ้าน ช่วงนี้การออกไปข้างนอกพวกเขาจำเป็นต้องจับกลุ่มกันใหญ่กว่าเดิมเพื่อให้มีโอกาสรอดจากปีศาจ


    “คุณหนู คุณท่านส่งข้อความมา”


    ซิงเยียนรีบเดินกลับเข้าไปในตึกเพื่อดูข้อมูลที่พ่อส่งมาให้ เธออยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นพ่อของเธอถึงได้ส่งข้อมูลมาตั้งแต่เช้า


    “ซิงเยียน ระวังตัวด้วยตอนนี้ปีศาจเข้าใกล้เมืองหลงไห่แล้ว” ข้อวามเสียงดังผ่านหินทรงหกเหลี่ยมใจกลางเต็มไปด้วยลวดลายยันต์ ซิงเยียนที่ได้รับข้อมูลเธอจึงตอบกลับเพื่อให้พ่อสบายใจ


    “ทุกคนจงฟัง ช่วงนี้ห้ามออกนอกเมือง หากจำเป็นจริงให้ไปเป็นกลุ่มใหญ่” 


    ซิงเยียนบอกกับพนักงานของเธอ แม้พวกเขาจะเป็นระดับผันแปรวิญญาณกันทุกคน ปีศาจกลับเป็นสิ่งมีชีวิตอันแข็งแกร่ง หากพวกมันมีระดับผันแปรวิญญาณโผล่มาสัก 2 - 3 ตัวกลุ่มของเธอที่มีเป็น 10 ก็ไม่สามารถต้านทานได้    






    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน