จี้ทิงก้มลงมองโทรศัพท์แวบหนึ่งโดยไม่ได้คิดอะไรมากเขาออกไปยืนรอนิ่งๆ ด้านนอกพอเป็นพิธีครู่หนึ่งก็เดินกลับเข้ามา
เมื่อก้าวเข้าประตูมาแล้วพบว่าลู่เหยียนชูไม่ได้อยู่ในห้องแต่ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน จี้ทิงจึงกลับไปนั่งที่โต๊ะตามลำพัง
ราวสิบนาทีต่อมาลู่เหยียนชูเดินกลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ในมือ คิ้วเข้มขมวดมุ่นดูเคร่งขรึม
เขานั่งลงและเหลือบมองจี้ทิงด้วยสายตาที่เหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ยั้งเอาไว้แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังง่วนอยู่กับการดูข้อมูล เขาจึงเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน
ผ่านไปครู่หนึ่งจี้ทิงก็ละมือออกจากเมาส์ “ผมถามเพื่อนให้แล้วนะครับเขาบอกว่าพอจะลองดูให้ได้”
ลู่เหยียนชูพยักหน้า“เพื่อนของนายช่วยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะให้เขาเหนื่อยเปล่าก็คงไม่ได้ฝากบอกเขาด้วยว่าเรื่องค่าตอบแทน อยากได้เท่าไหร่ให้เสนอมาได้เลย”
ต่อให้จี้ทิงจะเรียกราคาแบบขูดรีดแค่ไหนแต่เมื่อเทียบกับความเสียหายต่อธุรกิจของเขาแล้วเงินจำนวนนี้ถือเป็นราคาพื้นฐานที่สุดที่เขาต้องจ่าย
จี้ทิงชะงักไป[นี่เราลืมเรื่องสำคัญอย่างการเรียกเก็บเงินไปได้ยังไงเนี่ย]
ลู่เหยียนชูพยายามกลั้นยิ้มจนมุมปากสั่นแต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“ตกลงครับ เดี๋ยวผมบอกเขาให้ แล้วจะส่งรายการค่าใช้จ่ายไปให้คุณ”
ลู่เหยียนชูส่งเสียงกระแอมเบาๆ“ดูเหมือนเราจะยังไม่มีวีแชตกันเลยนะ แอดไว้หน่อยสิวันหลังจะได้ติดต่อกันสะดวก”
จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดคิวอาร์โค้ด
เขามองลู่เหยียนชูในระหว่างที่สแกนเพิ่มเพื่อนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “คราวหลังไม่ต้องแอบสะกดรอยตามผมอีกมีอะไรก็ส่งข้อความมา”
ลู่เหยียนชูหันมามองเขาใบหน้าคมคายแม้จะดูเรียบเฉย ทว่าแววตากลับฉายแววหงอยเหงาออกมาอย่างเห็นได้ชัด“ตอนนั้นฉันรอนายตั้งหลายวันแต่นายก็ไม่ยอมออกจากบ้านสักทีพอได้เจอตัว นายก็ทำท่าทางรังเกียจฉันซะงั้น”
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำผิดกฎหมายครับ” น้ำเสียงของจี้ทิงช่างเที่ยงธรรมและไร้ความปรานี
ลู่เหยียนชูจ้องเขาเขม็งอยู่สองสามวินาทีก่อนจะเก็บสีหน้า “อืม นายพูดถูก”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อก่อนจี้ทิงตีบทแตกเกินไปหรือว่าหลิงซีไม่เคยรู้จักตัวตนของคนคนนี้เลยกันแน่
จี้ทิงในความหมายของหลิงซีคือคนที่เอาแต่ใจ มุทะลุ และมีความเย่อหยิ่งจองหองเพราะถูกสปอยล์จนเสียคนข้อดีเพียงอย่างเดียวที่พอจะยกมาอ้างได้คือความจริงใจในความรักสมัยวัยเยาว์ที่มอบให้หลิงซีเพียงคนเดียวมาจนถึงตอนนี้
ทว่าจี้ทิงที่อยู่ต่อหน้าลู่เหยียนชูในตอนนี้ถ้าจะให้เขาเปรียบเปรย ก็คงเหมือนขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่เงียบเชียบ
เขามักจะนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดจาทั้งที่ดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง แต่กลับดูไม่ประสีประสาในเรื่องทางโลกเลย
ลู่เหยียนชูไม่เคยคิดเลยว่าความย้อนแย้งและความบริสุทธิ์จะมาปรากฏอยู่ในตัวคนคนเดียวกันได้จี้ทิงซุกซ่อนความลับไว้มากมาย และทุกแง่มุมของเขานั้นช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน
จี้ทิงรู้สึกได้จากหางตาว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองอยู่จึงหันไปมอง ทว่าลู่เหยียนชูกลับเบนสายตาไปที่หน้าจอโน้ตบุ๊กได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“รายชื่อพวกนี้ คืนนี้ฉันจะตรวจสอบอีกหลายๆ รอบจะพยายามอุดช่องโหว่ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คนเดียว”
“ครับ”
ทั้งคู่หารือรายละเอียดอื่นๆกันต่อ จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลู่เหยียนชูจึงยกข้อมือขึ้นดูเวลา
“หกโมงกว่าแล้วเหรอเนี่ย” เขาหันไปมองจี้ทิง “คงหิวแล้วล่ะสิ อยากทานอะไรไหม เดี๋ยวฉันสั่งมาให้”
จี้ทิงส่ายหน้า“ไม่เป็นไรครับ มื้อเย็นผมจะกลับไปทานที่บ้าน”
[ถ้าขืนคืนนี้ฉันไม่อยู่บ้านจี้เยี่ยนจื๋อต้องคิดว่าฉันแอบออกไปเถลไถลอีกแน่ๆ]
ลู่เหยียนชูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจี้เยี่ยนจื๋อนี่เป็นผู้ปกครองหัวโบราณหรือไงกันจี้ทิงจะกลับบ้านหรือไม่กลับบ้านทำไมต้องไปก้าวก่ายด้วย
แม้ในใจของเขาจะคิดแบบนั้นทว่าริมฝีปากกลับเม้มเข้าหากันด้วยความกังวล “เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้พี่ชายนายคงไม่เข้าใจผิดใช่ไหม?”
“เรื่องวันนี้อะไร…” พูดไปได้ครึ่งคำจี้ทิงก็พลันนึกถึงข่าวในอินเทอร์เน็ตขึ้นมาได้
ลู่เหยียนชูมองสีหน้าของเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ“เอาอย่างนี้ไหม ในเมื่อเรื่องนี้มีต้นเหตุมาจากฉัน ให้ฉันไปส่งนายแล้วจะอธิบายให้จี้เยี่ยนจื๋อฟังเอง”
จี้ทิงฟังแล้วรู้สึกว่าไม่เข้าท่าเอาเสียเลย[ลู่เหยียนชูกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นศัตรูหัวใจกัน แค่เห็นหน้ากันเฉยๆไฟก็แทบจะลุกแล้ว อย่าหาเรื่องเติมเชื้อไฟจะดีกว่า]
‘ฉันกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นศัตรูหัวใจกันงั้นเหรอ?’
แววตาของลู่เหยียนชูวาววับด้วยความนึกสนุกก่อนจะคิดในใจว่า ‘หรือว่าฉันกับนาย...จะไม่เป็นด้วยเหมือนกันล่ะ’
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมกลับเองได้” จี้ทิงคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อคงไม่สนใจข่าวบันเทิงหรอกถึงจะรู้ก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้“ดึกแล้ว ผมขอตัวก่อนครับ”
“ถ้าเพื่อนของนายตัดสินใจได้แล้ว อย่าลืมส่งวีแชตบอกฉันนะ”
“ครับ”
ลู่เหยียนชูเดินไปส่งเขาที่ประตูเดิมทีตั้งใจจะขับรถไปส่งจี้ทิงที่ถนนซั่งเหวิน แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาตามระเบียบ
จี้ทิงเรียกแท็กซี่กลับไปที่คลินิกจิตเวชของหมอเหอเพื่อเอารถของตัวเองจากนั้นจึงขับตรงกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลจี้
เวลา19.30น. เขาถึงบ้านและเป็นเวลาอาหารค่ำพอดี
จี้ทิงขับรถผ่านประตูคฤหาสน์เข้ามาทว่าในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าโรงรถ กลับถูกบอดี้การ์ดที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันโบกมือให้หยุด
“คุณชายรองครับ โรงรถกำลังซ่อมอยู่ เดี๋ยวผมเอารถไปจอดให้เองครับ”
จี้ทิงในตอนนั้นยังไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นจึงไม่ได้ระแวงแม้แต่น้อย “ได้ครับ ขอบใจมาก”
เขาก้าวลงจากรถแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตัวอาคารหลักทว่าจากระยะไกล เขากลับเห็นเหล่าคนรับใช้ในบ้านมายืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่
ปังงงง!สิ้นเสียงพลุกระดาษนับสิบลูกที่ถูกดึงสายรุ้งและกระดาษสีมากมายก็ปลิวว่อนตกลงมาบนตัวของจี้ทิง
เขาชะงักไปชั่วขณะเพราะไม่รู้ว่านี่คือการเฉลิมฉลองเรื่องอะไรแต่เหล่าคนรับใช้ภายใต้การนำของพ่อบ้านกลับพร้อมใจกันปรบมือขึ้นมาอย่างเกรียวกราว
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆด้วยความมึนงง “อาหยาง นี่ทุกคนทำอะไรกันครับ...”
พ่อบ้านฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนพลางก้าวเข้ามาค้อมศีรษะลง“คุณชายใหญ่สั่งให้พวกเรารออยู่ที่นี่เพื่อร่วมยินดีกับการย้ายบ้านใหม่ของคุณชายรองครับ”
คำแต่ละคำเขารู้จักดีแต่พอเอามารวมกันกลับฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อยจี้ทิงนึกว่าเป็นที่ตัวเขาเองที่มีปัญหา “ย้ายบ้านใหม่หมายความว่าต่อจากนี้ผมจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วเหรอครับ?”
พ่อบ้านร้อนรนจนแทบจะคลั่งคุณชายใหญ่โกรธจนเลือดขึ้นหน้าขนาดนั้นแล้วทำไมคุณชายรองยังทำหน้าซื่อไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ได้นะ
เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อออกมา “คุณชายใหญ่ฝากมาบอกว่าคนตระกูลไหนก็ให้กลับไปนอนบ้านตระกูลนั้น ถ้าไม่มีบ้านให้นอนก็ไปเป็นคนจรจัดซะตระกูลจี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ไม่มีภารกิจต้องมาสงเคราะห์ผู้ยากไร้ครับ”
จี้ทิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆ “อาหยาง ผมไม่เข้าใจ”
พ่อบ้านลำบากใจจนอยากจะร้องไห้เขาเหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบใกล้ๆ“คุณชายรองครับ วันนี้คุณไปทำอะไรมา คุณยังไม่รู้ตัวอีกเหรอครับ”
จี้ทิงจ้องมองเขาเขม็งนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะบางอ้อ “คุณหมายถึง...เรื่องของผมกับลู่เหยียนชูเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิครับ!”
จี้ทิงไม่คาดคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะโกรธเรื่องนี้จริงๆแถมยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ด้วย
“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาหรือยังผมจะไปอธิบายให้เขาฟังต่อหน้า”
ถึงเขาจะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดในเรื่องนี้แต่เมื่อนึกถึงนิสัยแบบแทสเมเนียนของจี้เยี่ยนจื๋อแล้วเขาจึงคิดว่ายอมประนีประนอมเพื่อความสงบสุขน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
พ่อบ้านกำลังจะอ้าปากทว่าบอดี้การ์ดสองคนกลับหิ้วกระเป๋าเดินทางเดินลงมาจากบันไดเสียก่อน
บอดี้การ์ดวางกระเป๋าลงแทบเท้าของเขาพร้อมกับก้มหัวลงพร้อมกัน “คุณชายลู่นี่คือสัมภาระที่คนรับใช้จัดเก็บไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับประธานจี้สั่งไว้ว่าตอนที่คุณจะไป ให้หิ้วติดตัวไปด้วยเลยครับ”