ตอนที่ 157
“เฮ่ตาลุงยืนดูอะไรอยู่ โทรเข้ามือถือก็ไม่รับ กดกริ่งก็ไม่เปิด ดีนะที่ประตูไม่ได้ล็อกไม่งั้นคงมีพังประตูเข้ามากันบ้าง” สตีฟเดินเข้าไปหรี่เสียงเพลงร็อคที่ดังกระหึ่มลงและเดินเข้าไปหาจีเวลที่กำลังยืนจ้องอะไรในมืออยู่
“อ๊ะสตีฟมาตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าแต่โทรมาด้วยเหรอ !!” จีเวลเมื่อได้ยินเสียงสตีฟก็รีบหันไปมอง
“พึ่งมาเนี่ยล่ะแต่เปิดเพลงซะดังขนาดนี้ได้ยินเสียงมือถือก็แปลกแล้วว่าแต่ดูอะไรอยู่” สตีฟชะโงกหน้าไปดูกระดาษในมือจีเวล
“ไม่แน่ใจเหมือนกันดูเหมือนจะเป็นแบบแปลนอะไรสักอย่าง !!” จีเวลพูดอย่างไม่แน่ใจเพราะสิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษนั้นมันค่อนข้างละเอียดมากๆ
“หือชิ้นส่วนนี้มันคุ้นๆอยู่นะเหมือนเคยเห็นที่ไหน” สตีฟหยิบกระดาษจากมือจีเวลมาดูใกล้ๆ
“หือสตีฟคุณเคยเห็น !!” จีเวลอุทานออกมา
“ใช่แต่แค่ชิ้นนี้นะพอดีเคยเห็นมันที่ฝรั่งเศสน่ะ” สตีฟชี้ไปที่ชิ้นส่วนที่น่าจะเป็นถุงมือไอพ่นของชุดเกราะบินได้ที่เขาเคยใส่ตอนใช้มันสู้กับไวเวิร์น
“มันเป็นชิ้นส่วนของอะไรเหรอสตีฟ” จีเวลถามสตีฟอย่างตื่นเต้น
“จะอะไรซะอีกล่ะก็ชุดเกราะบินได้ยังไงเล่า !!” สตีฟพูด
“ชุดเกราะบินได้ !!!” จีเวลอุทานอย่างตกใจก่อนจะนึกถึงอะไรบางอย่างได้
“จริงสิสมัยตอนเด็กๆผมจำได้ว่าคุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่าคุณปู่เคยบินอย่างอิสระบนฟ้าด้วยตัวเอง ผมนึกว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเล่าให้ผมฟังเฉยๆซะอีก นี่คุณปู่ท่านบินได้จริงๆเหรอเนี่ย !!” จีเวลนึกถึงเรื่องสมัยเด็กๆที่แม่ชอบเล่าให้ฟัง
“ว่าแต่สตีฟคุณช่วยเล่ารายละเอียดชุดนั่นให้ฟังหน่อยสิ ทำไมมันถึงไปอยู่ที่ฝรั่งเศสล่ะ” จีเวลถาม
“ผมเองก็ไม่รู้อะไรมากหรอกนะแต่จากที่ฟังๆมารู้สึกว่ามันจะถูกขายไปน่ะ ส่วนเรื่องรายละเอียดชุดมันก็เป็นชุดเกราะน้ำหนักเบาสร้างด้วยวัสดุอะไรก็ไม่รู้หรอกนะ แต่มันใช้คอร์พลังงานเหมือนอันนั้นเป็นพลังงานขับเคลื่อน แถมยังมีเอไอช่วยสนับสนุนด้วย” สตีฟอธิบายเท่าที่พอจะจำได้
“ว่าแต่แสดงว่าที่เขียนในกระดาษนี่คือแบบแปลนสร้างชุดเกราะบินได้นั่นงั้นเหรอ” สตีฟที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกถามจีเวล
“ผมคิดว่าน่าจะใช่” จีเวลพยักหน้า
“เหอะๆมีแค่แผ่นเดียวจะไปสร้างมันยังไงล่ะเนี่ย ดูจากในกระดาษแผ่นนี้มันสร้างได้แค่ถุงมือเองนะ” สตีฟพูด
“ในเมื่อมันมีแบบแปลนซ่อนอยู่ในของ ของคุณปู่ท่านผมคิดว่าของส่วนตัวชิ้นอื่นๆของท่านน่าจะมีแบบแปลนซ่อนเอาไว้อยู่เหมือนกัน เห็นทีว่าผมคงต้องกลับบ้านสักพักเพื่อลองค้นดูให้ทั่วแล้วล่ะ” จีเวลพูดอย่างตื่นเต้น
“เอ้อ...ว่าแต่สตีฟคุณมาหาผมมีธุระอะไรงั้นเหรอ” จีเวลถาม
“มาถามเรื่องรถน่ะซ่อมให้หรือยังพอดีมีธุระต้องใช้นิดหน่อย” สตีฟพูดธุระของตนออกไป
“เสร็จแล้วล่ะ ถึงแม้จะหาอะไหล่ยากไปสักหน่อยเพราะเป็นรถรุ่นเก่าแต่ในโกดังเก็บของที่บริษัทสตาร์คอินดัสทรี่น่ะมีอะไหล่เหลือเฟือ” จีเวลพูด
“โอ้ขอบใจนะตาลุง ส่วนค่าจ้างหวังว่ากระโหลกมังกรดำนั่นคงพอเป็นค่าจ้างได้นะ” สตีฟพูด
“เหลือเฟือเลยกระโหลกมังกรที่ทิ้งเอาไว้ให้นั่นวิเศษมากมันมีความแข็งแกร่งในระดับที่ผมยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะ ถ้าเอาไปสร้างเป็นฉนวนหุ้มรถถังหรือเครื่องบินล่ะก็ไม่แน่ว่าบางทีเครื่องบินลำนั้นอาจจะบินข้ามทวีปได้สบายๆเลยก็ได้ถ้าเป็นแบบนั้นโลกของเราก็จะกลับมามีการคมนาคมทางอากาศอีกครั้ง” จีเวลพูด
“ก็คงได้ล่ะมั้งก็เลเวลมังกรตั้งเยอะนี่นาแต่ถ้าไปเจอสัตว์กลายพันธ์เลเวลเกินสี่ร้อยระหว่างทางก็คงไม่รอดหรอก” สตีฟพูดตัดความหวัง
จากนั้นจีเวลก็เอารถเต่าและรถเวสป้าออกมาให้สตีฟเมื่อสตีฟได้ของที่ต้องการแล้วเขาก็ออกมาจากบ้านของจีเวลเพื่อมุ่งหน้าไปที่วอชิงตัน
สตีฟเดินออกมาจากหมู่บ้านก่อนจะหยิบรถออกมาวางบนถนน
ตึง !! เสียงสตีฟวางรถเต่าสีแดงของเขาในที่สุดมันก็จะได้โลดแล่นไปบนถนนสตีฟมองมันด้วยสายตาหวานเยิ้มก่อนจะค่อยๆเปิดประตูและเข้าไปนั่งข้างใน
แกร๊ก !! สตีฟบิดกุญแจสตาร์ทรถทันที
บรื่น !! แต่กๆๆๆๆ !! ทันทีที่สตีฟสตาร์ทเสียงรถสุดโบราณก็ดังไปทั่วท้องถนนทันทีซึ่งเสียงอันคลาสสิคนี้ทำให้สตีฟอดยิ้มออกมาไม่ได้
“เสียงช่างไพเราะจริงๆสมกับเป็นรถรุ่นเก่า ซึ่งแตกต่างกับรถสมัยเราที่แทบจะไม่มีเสียงเพราะเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าหมดแล้ว” สตีฟพูดถึงแม้เราเต่าของเขาจะใช้ไฟฟ้าเหมือนกันแต่เครื่องยนต์นั้นยังเป็นแบบเก่าอยู่มันจึงมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์นั่นเอง
จากนั้นสตีฟก็เริ่มขับรถออกจากเมืองมุ่งหน้าสู่วอชิงตันเพื่อเอากระเป๋าของเขาไปลงประมูล
อีกด้านหนึ่ง
“อ๊ะจะว่าไปลืมบอกสตีฟไปเลยแฮะว่าเครื่องนั่นปรับแต่งเพิ่มไปด้วย สมรรถนะเครื่องยนต์ของรถเต่านั่นตอนนี้แรงกว่ารถแข่ง F1 สมัยก่อนเสียอีกจะว่าไปเราก็ลืมเปลี่ยนมาตรวัดความเร็วด้วยนี่นา จะว่าไปรถคันนั้นมันทำความเร็วได้เท่าไหร่กันนะ” จีเวลพูดพลางเงยหน้ามองเพดาน
“ช่างมันละกันเราเองก็ไม่ได้เอาไปลองวิ่งในถนนด้วยสิ เก็บของดีกว่าที่บ้านเก่าเราข้าวของเครื่องใช้ของคุณปู่เต็มไปหมดหวังว่าจะเจอแบบแปลนสร้างชุดเกราะบินได้นี่จริงๆนะไม่อย่างนั้นกลับไปเสียเที่ยวแย่” จีเวลยักไหล่พลางเก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับไปบ้านปู่เพื่อหาแบบแปลนที่น่าจะซ่อนอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของปู่เขา
กลับมาที่สตีฟ
“เฮ้ยๆ อะไรกันเนี่ยทำไมมันเร็วขนาดนี้ล่ะ” สตีฟเริ่มงงเพราะทันทีที่เขาขับออกนอกเมืองเขาก็เริ่มเหยียบเนื่องจากถนนมันโล่งมากแต่ทว่าทันทีที่เขาเริ่มเหยียบรถมันก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วสตีฟก้มลงมองดูมาตรวัดความเร็วก่อนจะเห็นว่าเข็มของมันหมุนติ้วๆ
“เฮ้ยเข็มหมุนติ้วเลยนี่ตาลุงสตาร์คทำอะไรกับรถตรูฟระเนี่ย” สตีฟพูดออกมามาตรวัดความเร็วของรถคนนี้นั้นมีอยู่แค่หนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนั่นคือความเร็วสูงสุดที่มันน่าจะทำได้แต่ตอนนี้มันหมุนติ้วๆแบบนี้แสดงว่าความเร็วรถคันนี้มันเกินมาตรวัดไปแล้วนั่นเอง
สตีฟมองออกไปนอกหน้าต่างรถสองข้างทางกลายเป็นเส้นตรงซึ่งบ่งบอกว่าความเร็วตอนนี้สูงมาก
“เหอะๆดีนะถนนโล่งถ้าเป็นเมื่อก่อนคงโดนใบสั่งหรือมีรถตำรวจวิ่งกวดไปแล้ว” สตีฟหัวเราะออกมาแห้งๆก่อนจะฉีกยิ้มอย่างนึกสนุก
“เอาสิ...มาลองกันว่ารถนี่จะวิ่งไปถึงวอชิงตันในกี่ชั่วโมงลองเหยียบดูสักตั้ง” สตีฟยิ้มก่อนจะเหยียบเท้าลงไปที่คันเร่งจนมิด
บรืน !! ฟิ้ว !! เสียงรถของสตีฟพุ่งผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็วถ้ามีใครมาเห็นรถที่วิ่งได้เร็วขนาดนี้ล่ะก็ทุกคนจะต้องพูดกันเป็นเสียงเดียวแน่ๆว่านี่มันเครื่องบินขับไล่ชัดๆมันใช่รถที่ไหน
ติ๊ด !! เสียงเครื่องจับความเร็วเครื่องหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องรุ่นเก่าที่ติดอยู่บนถนนเนื่องจากมันใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์จึงยังทำงานอยู่ได้จนถึงปัจจุบันซึ่งความเร็วที่แสดงบนเครื่องจับความเร็วนั้นมันสูงมากถึง 814 kmh
ซึ่งระยะทางจากนิวยอร์คไปถึงวอชิงตันนั้นอยู่ที่ราวๆแค่เกือบๆสี่ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เอี๊ยด !!!!!!!!!! เสียงเบรคยาวดังไปทั่วท้องถนนทำให้คนที่สัญจรไปมาแถวนั้นยกมือขึ้นอุดหูกันแทบไม่ทันก่อนรถเต่าสีแดงจะจอดลงตรงหน้าโรงประมูลพอดิบพอดีก่อนจะมีชายคนหนึ่งในชุดผ้ากันเปื้อนเดินลงมาจากรถซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสตีฟนั่นเอง
ตึง !! สตีฟเดินลงมาจากรถก่อนจะมองดูพื้นถนนที่มีรอยล้อรถจากการเบรคของเขาเป็นทางยาวหลายร้อยเมตร
“เหอะๆตรูนี่ฝีมือขับขั้นเทพจริงๆ แค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงวอชิงตันเร็วกว่าเฮลิคอปเตอร์เสียอีกน่าเสียดายที่ไม่รู้ว่ารถคันนี้วิ่งได้เท่าไหร่เพราะมาตรวัดมันพังไปแล้วเอาล่ะรีบเข้าไปข้างในดีกว่ารู้สึกถึงสายตาทิ่มแทงยังไงไม่รู้สิ” สตีฟพูดพลางมองดูรอบๆที่มีคนมากมายมองเขาด้วยสายตาอาฆาตเพราะการเบรครถของสตีฟเมื่อครู่ทำให้หูของคนรอบๆถึงกับดับไปหลายวินาที
สตีฟรีบเก็บรถของเขาเข้ากระเป๋ามิติก่อนจะเดินเข้าไปในโรงประมูลทันที
“สวัสดีค่ะท่านเดียวใช่มั้ยค่ะค่าบัตรเข้าโรงประมูล xxx ค่ะ” สตีฟเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ทำให้พนักงานเข้าใจผิดว่าสตีฟมาร่วมการประมูล
“ผมไม่ได้มาประมูลครับพอดีอยากพบปู่แยงไม่ทราบว่าปู่แกอยู่หรือเปล่า” สตีฟพูดธุระของตนออกไป
“มาผมหัวหน้าโรงประมูลงั้นเหรอคะไม่ทราบว่าคุณได้นัดเอาไว้หรือเปล่า” พนักงานถามอย่างสุภาพเพราะจากที่ได้ฟังสตีฟเรียกหัวหน้าโรงประมูลว่าปู่แสดงว่าสนิทกันพอสมควรเธอลองตรวจดูสถานะของสตีฟก่อนจะเผลอตกใจจนแทบกรี๊ดเพราะเลเวลของสตีฟนั้นสูงมากๆ
“หรือว่าคุณคือ....” พนักงานสาวเคยได้ยินรุ่นพี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเคยมีฮีโร่คนหนึ่งที่เลเวลมากกว่าสองร้อยมาที่โรงประมูลตอนแรกที่เธอได้ยินเธอขำแทบตายกับเรื่องที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังเพราะจากที่เธอรู้ฮีโร่ผู้ที่เลเวลมากที่สุดคืออันดับหนึ่งในสิบผู้ก่อตั้งแต่ตอนนี้เมื่อเธอมาเห็นเลเวลของสตีฟต่อให้เธอก็อดอึ้งไม่ได้เธอไม่นึกว่าเรื่องที่รุ่นพี่เล่าจะเป็นเรื่องจริง
“เอาเป็นว่าผมสตีฟมาขอพบแจ้งไปอย่างนี้แล้วกันผมจะไปรอตรงนู้นนะครับ” สตีฟพูดพลางชี้ไปที่โซฟาที่อยู่ไม่ไกล
“เอ่อ....ค่ะ” พนักงานสาวพยักหน้าอย่างงงๆก่อนเธอจะตั้งสติได้จึงรีบโทรไปแจ้งแก่หัวหน้าโรงประมูล แยง ซีเกียงทันที
ไม่นานหัวหน้าโรงประมูลสาขาวอชิงตันแห่งนี้แยง ซีเกียงก็เดินออกมาจากด้านในเพื่อมารับสตีฟด้วยตัวเอง
“คุณสตีฟทำไมจะมาถึงไม่แจ้งกันก่อนล่ะครับผมจะได้ต้อนรับให้ดีกว่านี้” ปู่แยงเมื่อเดินมาหาสตีฟก็พูดกับเขาพลางเชิญให้ลุกขึ้นทันที
“ผมมากระทันหันเองล่ะปู่ไม่เป็นไรหรอก” สตีฟพูด
“ว่าแต่มีอะไรเหรอครับถึงมาโรงประมูลเราวันนี้หรือมีของที่อยากจะได้” ปู่แยงถาม
“ไม่มีของที่อยากได้หรอกครับช่วงนี้พอดีเอาของมาลงประมูลนิดหน่อยไม่ทราบว่าพอจะลงทันรอบบ่ายนี้มั้ย” สตีฟถาม
“สบายมากครับคุณสตีฟถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในก่อนดีกว่า” ปู่แยงพยักหน้าพลางเชิญสตีฟไปที่ห้องส่วนตัวของเขา
ที่ห้องส่วนตัวภายในโรงประมูล
“กระเป๋าผ้า ????” ปู่แยงมองดูกระเป๋าที่สตีฟเอาออกมาอย่างสงสัยพลางเงยหน้ามองสตีฟ
“ใช่ครับกระเป๋าผ้าลองตรวจสอบดูสิ” สตีฟพยักหน้าทำให้ปู่แยงแกต้องรีบตรวจสอบ
หน้าต่างกระเป๋าผ้ามิติ ระดับ Aเป็นกระเป๋าผ้าที่ถักทออย่างพิถีพิถันด้วยเส้นใยไหมฟ้าขนาดช่องว่างมิติ 10x10 เมตร
“อ๋อที่แท้ก็เป็นกระเป๋ามิติผมว่ามันคงจะขายได้สักสองหรือสามล้านล่ะมั้ง ผมว่าของชิ้นนี้ไม่น่าจะลงประมูลได้นะคุณสตีฟ” ปู่แยงบอก
“เหอะๆสองสามล้านเหรอปู่ นี่น่ะผลิตจากของดีเลยนาแถมถักด้วยมือด้วย” สตีฟพูด
“ถัก ??? ไม่ใช่เย็บเหรอเนี่ยงานละเอียดมากราคาน่าจะขึ้นไปสักสี่หรือห้าล้าน แต่กระเป๋าผ้านั้นไม่นิยมในหมู่ผู้คนคงหาคนใช้ยากหน่อย ว่าแต่คุณสตีฟบอกว่าผลิตจากของดีงั้นเหรอเส้นใยไหมฟ้า ไม่เคยได้ยินชื่อแฮะมันเป็นเส้นไยจากตัวอะไรกัน” ปู่แยงไม่เคยเห็นเจ้าเส้นใยไหมฟ้าที่ว่า
“หึหึ !! ปู่ไม่เคยเห็นสินะจะบอกให้กระเป๋าผ้าใบนี้น่ะถักมาจากเส้นใยนี่ !!” สตีฟหยิบเส้นไหมฟ้าในกระเป๋าออกมา
ปู่แยงรีบตรวจสอบเส้นไหมตรงหน้าก่อนจะลุกขึ้นพรวดอย่างตกใจ
“กระเป๋าใบนี้สร้างมาจากเจ้านี่ !!!” ปู่แยงถามสตีฟเสียงดัง
“ใช่” สตีฟพยักหน้า
“เสียของชะมัดคุณสตีฟทำไมถึงไม่เอาไปสร้างเป็นชุดเล่า !!!” ปู่แยงแกบอกกับสตีฟ
อ้าวนึกว่าตกใจเรื่องเส้นไหมที่แท้ตกใจเรื่องที่ตรูเอามาทำกระเป๋าหรอกเหรอเนี่ย สตีฟคิดในใจก่อนจะเริ่มแถ
“นี่ปู่เอาไปสร้างชุดคิดว่ามันง่ายขนาดนั้น...ปู่รู้เปล่าเส้นไหมฟ้านี่มันแข็งแรงขนาดไหนผมเองมีเส้นไหมฟ้านี่ไม่มาก (มีเป็นมัด) ทำได้แค่กระเป๋าสามใบนี่แหละถ้าเอาไปทำชุดจริงๆคงได้แค่เสื้อเด็ก ปู่คิดว่าจะมีใครซื้อล่ะ” สตีฟพูดแถจนสีข้างแทบถลอก
“มันแข็งแรงขนาดนั้น ???” ปู่แยงทำสีหน้าไม่เชื่อเท่าไหร่
“ใช่ไม่เชื่อก็ลองดิ” สตีฟพยักหน้าก่อนปู่แยงแกจะลองหยิบกระเป๋าผ้าขึ้นมาและลองทดสอบความแข็งแรงดู
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
“เอาล่ะค่ะลูกค้าทุกท่านสินค้าชิ้นต่อไปเป็นกระเป๋าผ้าสุดพิเศษที่ทางเราได้มา ขอบอกก่อนนะคะว่ากระเป๋าผ้าที่ทุกคนกำลังจะเห็นนี้ไม่ใช่กระเป๋าผ้าธรรมดา เพราะกระเป๋าผ้าที่ทุกคนกำลังจะได้เห็นนั้นมีราคาตั้งต้นสูงถึงใบละ สองพันล้านเหรียญ !!” พนักงานพูดข้อมูลของสินค้าให้ทุกคนฟัง
ผู้คนในโรงประมูลแห่งนี้ต่างมองไปที่กระเป๋าผ้าที่อยู่ในมือพนักงานทั้งสามใบไม่ว่าจะมองมุมไหนตรวจสอบยังไงมันก็แค่กระเป๋าผ้าโง่ๆใบหนึ่งเท่านั้น
ฮือฮา !!! คนในโรงประมูลส่งเสียงอึกทึกกันทันทีที่ได้ยินราคาเริ่มต้นของมัน
“กระเป๋าบ้าอะไรฟระ ทำมาจากผ้าไม่ใช่เหรอราคามันควรจะล้านต้นๆสิถึงจะเป็นกระเป๋ามิติก็เถอะไม่ได้ทำมาจากหนังสัตว์กลายพันธ์เลเวลสูงๆสักหน่อย”
“นั่นสิขนาดกระเป๋าที่ใช้หนังสัตว์กลายพันธ์เลเวลหนึ่งร้อยกว่าๆทำยังแค่ใบละสี่ห้าล้านเองนี่ผ้านะทำไมแพงขนาดนั้นล่ะ”
“เอาล่ะค่ะทุกท่านคงจะสงสัยกันทำไมราคาถึงแพงขนาดนั้นก่อนอื่นเราจะทดสอบความสามารถของกระเป๋าใบนี้ให้ทุกคนได้ชมกันก่อน” พนักงานพูดก่อนจะปรบมือเบาๆ
แปะๆๆ !! สิ้นเสียงปรบมือก็มีพนักงานคนอื่นๆเข็นบางอย่างเข้ามาซึ่งมันก็คือเลื่อยไฟฟ้า เครื่องตัดเหล็ก ปืนกล ปืนสั้น แทบจะทุกชนิดไม่หมดเพียงเท่านั้นยังมีฮีโร่คนหนึ่งเลเวลสูงถึงหนึ่งร้อยสามสิบเดินเข้ามาด้วย
ทุกคนต่างสงสัยว่าของทั้งหมดและฮีโร่ที่เดินเข้ามานั้นมาเพื่ออะไร
“เอาล่ะค่ะและนี่คือการทดสอบความสามารถของกระเป๋าผ้ามิติใบนี้” พนักงานชูกระเป๋าผ้าใบหนึ่งขึ้นก่อนจะวางมันไว้ที่บริเวณหน้าอกตัวเองเธอพยักหน้าเบาๆให้พนักงานอีกคน
พนักงานคนนั้นเมื่อได้รับสัญญาณก็เดินไปหยิบปืนสั้นขึ้นมาทันทีและเล็งไปที่หน้าอกของพนักงานสาว
“เฮ้ยจะทำอะไรน่ะ !!” เสียงคนที่เข้ามาประมูลอุทานอย่างตกใจเพราะพนักงานคนนี้เป็นแค่คนธรรมดาเลเวลหนึ่งเท่านั้นถ้าโดนปืนนี่ยิงเข้าไปล่ะก็มีหวังไม่รอดแน่ๆ
พนักงานคนที่ถือปืนอยู่จ้องมองไปที่กระเป๋าผ้าใบนั้นที่อยู่บริเวณหน้าอกก่อนจะเหนี่ยวไกอย่างไม่ลังเล
ปัง !!!!
จบ...