ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 น่าอึดอัด

            สถานีขนส่งในทวีปชี่อู่นั้นล้วนไม่ตั้งอยู่ภายในเมืองกันทั้งสิ้นเพื่อที่จะให้เหล่าคนที่ต้องการจะเข้าไปในเมืองต้องได้รับการตรวจสอบก่อนแต่การจะออกไปนอกเมืองนั้นสามารถทำได้ตามความต้องการ

            หลังจากที่หลินหยางเดินออกจากสถานีขนส่งแล้วเขาก็มุ่งหน้าต่อไปทางชายแดนของราชอาณาจักรโล่ยื่อโดยได้เช่ารถม้าอสูรคันหนึ่งมาด้วย ใช้เวลาประมาณสองชั่วยามกว่าๆ ก็มาถึงชายแดนที่คั่นกลางระหว่างสองอาณาจักร

            บริเวณชายแดนของราชอาณาจักรโล่ยื่อนั้น ได้มีการสร้างถนนหลวงที่ใหญ่พอสำหรับให้รถม้าสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกซึ่งมันช่วยให้จำนวนผู้ที่เดินทางไปมาระหว่างสองอาณาจักรนั้นมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าส่วนหลินหยางนั้นก็นั่งอยู่ในรถม้าอย่างสบายใจโดยไม่มีท่าทีหวั่นวิตกเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองกำลังจะเจอวิกฤตในอีกไม่ช้า

            ข้างๆ เขานั้น หั่วเอ๋อร์กำลังเอนตัวนอนขี้เกียจอยู่บนที่นั่งโดยเอาปีกข้างหนึ่งขึ้นมายันหัวเอาไว้พร้อมกับมองไปที่หลินหยางแล้วกล่าวว่า

            “เจ้าหลินอี้น้อย เจ้าวางใจเจ้าอ้วนจ้าวนั้นจนกล้าปล่อยน้องสวี่เหยาทิ้งไว้ที่นั่นคนเดียวเลยหรือ?เจ้าไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นบ้างเลยหรืออย่างไร?”

            หลินหยางไม่ได้ตอบอะไรหั่วเอ๋อร์ไป

            เป็นอย่างที่หั่วเอ๋อร์ว่าไว้หลินหยางไม่ได้พาสวี่เหยากลับมาด้วย

            หลังจากที่เมื่อวานเขาได้รับวัตถุดิบสำหรับสร้างชุดเกราะราชันเหล็กขาวมาครบหมดแล้วเขาก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางกลับบ้านเกิดทันทีโดยตัดสินใจทิ้งสวี่เหยาเอาไว้ในสถานที่ๆ จะทำให้ความสามารถของนางฉายแสงออกมาได้มากที่สุด...ที่สมาคมการค้าตระกูลจ้าว

            เมื่อได้รับการสนับสนุนจากหอฟ้าสมุทรแล้วความเร็วในการเติบโของสมาคมนี้จะพุ่งสูงขึ้นจนน่ากลัวถ้าสวี่เหยาได้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้นละก็ นางจะเป็นเหมือนปลาที่ถูกปล่อยลงน้ำความสามารถของนางจะได้รับการพัฒนามากขึ้นอย่างรวดเร็ว

            และอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่พากลับมาด้วยก็เพราะว่าความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้านนั้นสูงมากเกินไปเกรงว่าอีกไม่นานจะต้องเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ขึ้นแน่หลินหยางไม่อยากให้ยัยนั่นต้องมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้

            “เชอะ... ทำเป็นเมินข้า...เจ้ากลัวว่าพอกลับไปแล้วจะรับมือเวลาสวี่เหยากับชิงชิงสองคนนั้นอยู่ด้วยกันไม่ถูกล่ะสิใครๆ ก็รู้ คนกันเองทั้งนั้น จะอายข้าทำไม”

            หลินหยางพลันยกเท้าขึ้นมาอุดปากเจ้านกบ้านี่ทันควัน

            แต่สิ่งที่หั่วเอ๋อร์เป็นห่วงจริงๆ คืออีกเรื่องต่างหาก

            “ข้าว่านะเจ้าหลินอี้น้อย ทางกลับของเราไม่น่าจะราบรื่นแบบนี้สิ...รีบบอกมาเลยนะ อีกเดี๋ยวจะมีเรื่องกันแล้วใช่ไหม? อย่างนั้นข้าจะได้อุ่นเครื่องรอไว้ก่อนเลย!”

            หลินหยางหันไปมองหั่วเอ๋อร์ “คราวนี้ฟรีใช่ไหม? ไม่ต้องมีของแลกเปลี่ยน?”

            “เวรเอ๊ย! เจ้าเห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน!”หั่วเอ๋อร์ตอกกลับ “กรุณาเรียกข้าว่าวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ผู้รับใช้เจ้านายด้วยจิตใจอันแสนสัตย์ซื่อ หั่วเอ๋อร์ของแลกเปลี่ยนอะไรนั่นน่ะ ไม่จำเป็น! แต่ถ้าเจ้าจะให้หัวราชสีห์เป็นรางวัลสักชิ้นหนึ่งข้าก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ...”

            เจ้าตัวตะกละเอ๊ย

            หลินหยางถลึงตาใส่มันไปทีหนึ่ง พลางคิดในใจว่าเป็นถึงสัตว์อสูรเทวะแท้ๆ ทำไมถึงได้โตมาเป็นแบบนี้ได้กัน เจ้าหั่วเอ๋อร์นี่น่าจะมีเรื่องราวเบื้องหลังอะไรบางอย่างอยู่

            แต่ในตอนที่หนึ่งคนหนึ่งนกกำลังเถียงกันอยู่นั่นเองรถม้าของพวกเขาก็หยุดลง

            ตึงตึงตึง

            ด้านนอกนั้นมีเสียงวิ่งตะบึงดังขึ้น คนขับรถได้หนีไปแล้ว

            จากนั้นก็มีเสียงพูดของคนๆ หนึ่งดังขึ้นมาว่า “คนที่อยู่ในรถน่ะ ออกมารับความตายซะดีๆ...”

            โอ้ มาแล้ว!!

            หั่วเอ๋อร์คึกขึ้นมาทันทีไม่มีท่าทีของคนที่กำลังโดนไล่ฆ่าอยู่เลยสักนิด

            สีหน้าของหลินหยางเองก็ไม่มีวี่แววของความตื่นตระหนกอยู่เลยเช่นกันท่าทางของเขาดูไม่แปลกใจเลยด้วยซ้ำ

            ศึกครั้งนี้อยู่ในการคาดคะเนของเขาอยู่แล้ว

            เขาเปิดประตูรถ จากนั้นก็เดินลงมา

            หลินหยางมองดูทั่วทุกทิศแล้วก็พบว่าตัวเองโดนคนของตระกูลซ่างกวันล้อมเอาไว้หมดแล้ว

            ถนนขนาดใหญ่นี้ที่กลุ่มคนจำนวนมากยืนปิดจนไม่เหลือช่างว่างเลย

            ผู้ที่ยืนนำอยู่นั้นสวมใส่เครื่องแบบของตระกูลซ่างกวันที่เป็นชุดฉางเผาสีดำปักลายเมฆเส้นผมสีแดงเพลิงนั่นดูคล้ายกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนอยู่กลางอากาศทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักหน่วงของพลังฟ้าดินราวกับอสูรกายสุดอำมหิตตนหนึ่งที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาจากนรกโลกันตร์อันร้อนระอุ

            เขาคือหนึ่งในยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่มีฐานะสูงสุดของตระกูลซ่างกวัน... ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธ

            ยอดฝีมือผมแดงผู้นี้ที่กำลังยืนอยู่ระหว่างยอดฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนอีกสองคนนั้นใช้สายตำอันเย็นชาจ้องเขม็งมาที่หลินหยางราวกับหมาป่าแสนดุร้ายที่กำลังจับจ้องกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง

            เขาคือยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงตัวจริง ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในภพนี้

            เขายืนมองหลินหยางโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมาบรรยากาศรอบตัวเขานั้นกดดันและหนักอึ้ง มากพอที่จะทำให้ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนต้องยอมคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขา

            แต่น่าเสียดายที่คนที่เผชิญหน้ากับเขาครั้งนี้คือหลินหยาง

            แรงกดดันอันหนักอึ้งนั่นไม่สามารถทำอะไรหลินหยางได้เลย

            หลินหยางยืนมองกลุ่มคนของตระกูลซ่างกวันที่ตามมาไล่ฆ่าเขาด้วยแววตานิ่งสงบ

            เหมือนกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังยืนมองฝูงหมาบ้าฝูงหนึ่งอยู่ก็เท่านั้น

            ท่าทางแบบนั้นของหลินหยางนั้นไปกระตุ้นต่อมน้ำโหของพวกมือสังหารที่มาจากตระกูลซ่างกวันเข้าให้แล้ว

            ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างผู้อาวุโสอัคคีพิโรธที่ชือว่าหม่าเฉียง นั้นตะโกนข่มขู่ด้วยเสียงอันดังอีกครั้งว่า

            “เจ้าหนูแซ่หลิน ข้าล่ะนับถือเจ้าจริงๆ เจ้าบังอาจหาเรื่องพวกเราตระกูลซ่างกวันแล้วแต่ก็ยังกล้าออกมานอกเมืองคนเดียวแบบนี้อีก แกคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!”

            คำพูดของหม่าเฉียงแต่ละคำนั้น ล้วนแฝงไว้ด้วยจิตสังหารทั้งสิ้น

            เขาจะข่มขวัญเจ้าหนูสมควรตายนี่ด้วยจิตสังหารของเขาให้กลัวจนหัวหดไปเลย

            แต่ในขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้นกลุ่มคนของพวกเขากลับได้ยินเสียงนับเลขเบาๆ ของเจ้าหนูนี่ออกมาแทน

            “หนึ่งตัว สองตัว...สิบตัว...ยี่สิบสามตัว....ทั้งหมดยี่สิบสามตัวสินะ... ดูท่าทางจะสิ้นเปลืองไปหน่อย ช่างมันละกัน”

            มันนับอะไรอยู่?

            แล้วที่ว่าสิ้นเปลืองนั่น หมายความว่าอย่างไร...

            หม่าเฉียงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเมิน จึงตะโกนกลับไปอีกครั้งว่า“เจ้าสวะ! ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ!!”

            หลินหยางเมินอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง แล้วพูดกับหั่วเอ๋อร์ว่า “มียี่สิบสามตัว เจ้าเอากี่ตัว?”

            หั่วเอ๋อร์ตอบกลับทันทีว่า “กี่ตัวก็ได้ กินได้ไหมเล่า?”

            “แล้วแต่เจ้า แต่กลัวว่าจะไม่อร่อยนี่สิ”

            “ไม่เป็นไรหรอก... ข้าไม่เลือกกิน”

            เวรเอ๊ย!

            คราวนี้ไม่ใช่แค่หม่าเฉียงเท่านั้นแต่ทั้งตระกูลซ่างกวันล้วนโมโหขึ้นมาแล้ว

            แววตาของผู้อาวุโสอัคคีพิโรธตอนนี้แทบจะสามารถพ่นไฟออกมาได้แล้ว

            พวกมันทำอะไรกันอยู่?

            นั่นมันใช่คำพูดของคนที่กำลังถูกไล่ฆ่าอยู่หรือ?

            รีบออกคำสั่งเถอะ ท่านผู้อาวุโส!

            ข้าจะได้ไปเชือดพวกมันให้ตายคามือเดี๋ยวนี้เลย!

            แต่ในขณะที่พวกตระกูลซ่างกวันกำลังเลือดขึ้นหน้าอยู่นั่นเองหลินหยางก็เป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อนแล้ว

            ตรงหน้าเขาพลันปรากฏชุดเกราะรูปทรงเหมือนคนสีดำทมิฬนอนอยู่บนพื้นหลินหยางขึ้นไปเหยียบบนชุดเกราะนั่น จากนั้นก็เร่งพลังฟ้าดินขึ้นมา

            ฟิ้ว

            หลินหยางบินขึ้นฟ้าไปท่ามกลางสายตาของพวกตระกูลซ่างกวันทันที

            มิน่าเล่าทำไมเจ้าหนูนี่ถึงได้โอหังนัก มันบินได้นี่เอง!!

            ในทวีปชี่อู่นั้น การโบยบินบนท้องฟ้าได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            มีแค่เหล่ายอดฝีมือระดับสุดยอดที่สามารถทะลวงผ่านขีดจำกัดของระดับอวิ้นหลิงแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถใช้พลังฟ้าดินเพื่อฝืนพยุงตัวเองให้บินอยู่บนฟ้าได้แต่นั้นก็มีแค่ในตำนานเท่านั้น

            แต่ถ้าพึ่งปัจจัยภายนอกละก็ก็มีอยู่หลายคนที่สามารถโบยบินท่ามกลางผืนฟ้าสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ได้อย่างเช่นใช้อุปกรณ์ช่วย หรือว่าขี่สัตว์อสูร เป็นต้น

            หลินหยางเองก็สามารถขึ้นไปยืนอยู่บนเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬเหมือนกับยืนอยู่บนสเก็ตบอร์ดเพื่อโบยบินบนท้องฟ้าได้เช่นกันตอนที่เขากลับจากเทือกเขาฟ้าทมิฬไปยังเมืองอวิ๋นเฉิงนั้นก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

            และตอนนี้เขาก็คิดจะใช้วิธีนี้หนีจากตระกูลซ่างกวันด้วยเช่นกัน

            เพียงเสี้ยวพริบตา หลินหยางก็บินห่างออกไปไกลนับร้อยเมตรแล้วทำให้พวกตระกูลซ่างกวันตอนนี้หน้าเปลี่ยนสีไปทันที แต่ยอดฝีมือผมแดงผู้นั้นกลับแสยะยิ้มเหี้ยม

            ตระกูลซ่างกวันที่เป็นถึงตระกูลนักการช่างอันดับหนึ่งของราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นั้นมีหรือที่จะไม่คิดสร้างอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับบินไว้?

            คิดจะใช้วิธีแบบนี้หนีไปอย่างนั้นรึ?

            ง่ายไป!

            “จงออกมา! เรือล่องเมฆา!”

            ผู้อาวุโสนั่นคำรามออกมาคำหนึ่งจากนั้นตรงใต้เท้าของเขาก็ปรากฏเรือลำเล็กๆ สีเงินลำหนึ่งขึ้นพอได้รับพลังฟ้าดินเข้าไป มันก็บินขึ้นฟ้าทันที

            เขามองไปที่หลินหยางที่อยู่ด้านหน้าของเขาด้วยแววตาเย็นชาเรือล่องเมฆาของเขาค่อยๆ เร่งความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ความเร็วของมันนั้นเหนือกว่าชุดเกราะเหล็กทมิฬของหลินหยางไปแล้วส่วนพวกระดับเซียนเทียนเองก็กำลังบินตามหลังมาอยู่โดยมีหม่าเฉียงเป็นหัวขบวน

            “อย่าขัดขืนให้เสียแรงเปล่าเลย หลินอี้ยอมให้จับเสียโดยดี อย่างน้อยข้าก็สามารถช่วยให้เจ้าไม่ต้องตายอย่างทรมาน!”

            ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธเอ่ยปากขึ้นแล้วเหมือนจะกำลังเมตตาหลินหยางอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            เขาดูออกแล้วว่าระดับความสามารถของหลินหยางนั้นอยู่แค่ระดับเซียนเทียนเท่านั้นพลังแค่นั้นไม่มีทางต่อต้านพลังของระดับอวิ้นหลิงได้เลยแม้แต่น้อย

            แต่หลินหยางกลับยังทำท่าเหมือน กำลังหนี ต่อไปหลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็บินมาอยู่บนฟ้าเหนือป่าลึกที่ห่างจากถนนหลวงมาค่อนข้างไกล

            โดยทั้งสองเริ่มประชั้นชิดกันเข้ามาเรื่อยๆระยะห่างเหลือแค่ไม่ถึงร้อยเมตรแล้วจิตสังหารของผู้อาวุโสนั่นราวกับสามารทะลวงหัวใจของหลินหยางในตอนนี้ได้แล้ว

            อยู่ๆ หลินหยางก็ลดระดับความสูงลง

            เหมือนว่าเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองคงหนีบนฟ้าไม่พ้นแล้วเลยเลือกที่จะลงมาหนีในป่ารกชัดนี่แทน

            “เหอะ! จะตายแล้วยังดื้อด้านอยู่อีก!”ผู้อาวุโสตะโกนไล่หลัง แล้วจึงไล่ตามไปต่อ

            หลินหยางในตอนนี้เหมือนกับกระต่ายขาวที่กำลังรอความตายแล้วอีกแค่นิดเดียวเท่านั้น

            พอหลินหยางลงมาถึงพื้นแล้ว ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงสองขาซอยเท้าวิ่งอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วที่สูงในระดับหนึ่ง

            เหมือนกับว่าเขากำลังอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย พยายามไขว่คว้าหาโอกาสรอดชีวิตอย่างสุดความสามารถ

            ในสายตาของผู้อาสุโสอัคคีพิโรธนั้นมันช่างเป็นภาพที่น่าหัวเราะเสียจริงตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกสนุกกับการไล่ล่าขึ้นมาบ้างแล้ว

            ในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งนาทีผู้อาวุโสก็ใช้พลังระดับอวิ้นหลิงของตัวเองวิ่งไปดักหน้าของหลินหยางด้วยความเร็วที่สูงจนน่าเหลือเชื่อ

            หลินหยางรีบหันหลังกลับทันที

            ห้านาทีต่อมา หลินหยางก็ถูกคนที่เพิ่งไล่ตามมาถึงล้อมเอาไว้ในป่าลึกแห่งนี้แล้ว

            เขาไม่มีทางหนีเหลืออีกแล้ว

            “วิ่งพอรึยัง เจ้าสวะ”

            หม่าเฉียงยืนนิ่งด้วยรอยยิ้มดูถูก

            “แกคิดว่าแค่มีอุปกรณ์ช่วยบินแค่ชิ้นด้วยก็สามารถโอหังได้แล้วหรืออย่างไร?หึหึ อีกเดี๋ยวข้าจะขยี้ใบหน้าอวดดีนั่นของเจ้าทิ้งซะ!!”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า...”

            กลุ่มนักรบของตระกูลซ่างกวันพากันหัวเราะเยาะเย้ยพอเห็นหลินหยางไม่มีทางหนีแล้วก็ล้วนยิ้มเหี้ยมออกมาทันที

            เจ้าหนูนี่ไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้วแม้แต่นิดเดียว

            แต่คนเหล่านี้ไม่มีใครคิดเลยว่า ท่ามกลางสถานการณ์อันสิ้นหวังแบบนี้หลินหยางกลับยิ้มออกมา

            เป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายดุจอสูรกายอันเหี้ยมโหด

            ในตอนที่หลินหยางตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าสิ้นหวังนั่นเองด้านหลังของภูเขาลูกเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากจุดนี้ไปประมาณพันลี้ ก็มีเงาร่างสองสายพลันพุ่งเข้ามาหาแทบจะพร้อมกัน

            ตรงนั้นคือจุดสังเกตการณ์ที่ดีที่สุดในบริเวณนี้แล้วอีกทั้งยังเป็นจุดที่สามารถลงมือช่วยเหลือหลินหยางได้เร็วที่สุดด้วยเช่นกันดังนั้นเงาร่างทั้งสองสายจึงเลือกหลบซ่อนอยู่ในจุดนี้เหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            ตึก ตึก

            ใครน่ะ!!

            “ใครกัน!!”

            “ผู้อาวุโสใหญ่กวัน?”

            “หัวหน้าผู้ดูแลเซี่ย?”

            ทั้งสองคนนั้นล้วนเป็นบุคคลระดับสูงของเมืองฮุยยื่อเวลาปกติมักจะพบเจอได้ยากมาก

            พวกเขานั้นคอยคุ้มกันหลินหยางมาตลอดทางพวกเขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เดิมแล้วพวกเขาทั้งสองคิดจะลงมือช่วยตั้งแต่ตอนอยู่บนถนนหลวงแล้วแต่ไม่คิดว่าหลินหยางอยู่ๆ จะพุ่งพรวดออกไปแบบนั้น

            พวกเขาทั้งคู่รีบวิ่งออกไปด้วยความเร็วสูงสุดจนในที่สุดก็ตามมาถึงที่แห่งนี้ได้เสียที

            ทั้งสองคนเอ่ยปากขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าอีกครั้ง“ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่?”

            อ่าว...

            จะตอบอย่างไรดีล่ะนี่?

            บนหัวของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงทั้งสองพลันมีเหงื่อเย็นๆ ไหลออกมา

            ข้ามาเพื่อช่วยคน?

            เอ? บังเอิญขนาดนั้นเลยข้าก็เหมือนกัน?

            แต่ทั้งสองนั้นล้วนเป็นคนที่หัวไว หลักแหลมเพียงเสี้ยวพริบตาก็สามารถคาดเดาถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้ทันทีอีกฝ่ายจะต้องมาปกป้องคุณชายน้อยแซ่หลินคนนี้เหมือนกับตัวเขาเองแน่ๆ

            และในจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังสบตากันนั่นเอง อยู่ๆ การต่อสู้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เปิดฉากขึ้นมาอย่างกะทันหันเสียแล้ว