“ เจ้าขโมยของผู้อื่นมา แล้วก็มาอ้างว่าเป็นของเจ้าอย่างนั้นเร๊อะ” ขจรเอ่ยย้อนไป แต่ตอนนี้ในมือถือดาบสยบฟ้า แล้วหยดเลือดลงไปในดาบเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะต่อสู้กับ เจ้าปีศาจตัวนี้ทุกเมื่อ
“ ไม่มีใครกล้าสามหาวกับข้าเช่นนี้มานานมากแล้ว เจ้าเข้ามาขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของข้า โทษของเจ้านั้นสมควรตายจริงๆ ข้าจะนำร่างของเจ้ามาเป็นของข้า แล้วจะให้วิญญาณของเจ้ามาเป็นทาสรับใช้ข้า ไอ้มนุษย์ผู้โงาเขลา”
ปีศาจตารกาสูร จ้องตาเพ่งมาที่ขจร เหมือนกับว่า ปล่อยพลังงานบางอย่างมาตรึงร่างของขจรเอาไว้ ขจรได้แต่ยืนนิ่งไม่อาจขยับตัวได้ แล้วเจ้าปีศาจก็ยกมือขวาขึ้นมา ขจรรู้สึกว่ามีมือของมัน มาจับที่คอของเขาเอาไว้ ก่อนที่จะวูบไป ขจรก็ท่องคาถาเปิดเกราะเพชร ให้ปล่อยพลังออกมามีแสงเกราะเพชรออกจากร่างกายของเขา ทำให้คลายความรู้สึกกดดัน แล้วมือที่จับที่คอนั้น หายไปในทันที
“ หืม ทำลายพลังกดดันของข้าได้ด้วย ไม่ธรรมดา” แล้วปีศาจตารกาสูร ก็ยกมือขึ้นพนม แล้วร่างของมันก็ขยายร่างออกเป็นสอง สาม สี่ ห้า จนนับไม่ถ้วน ทั้งหมด ก็พุ่งตรงเข้ามาทำร้ายขจรแต่เพียงคนเดียว คราวนี้ขจรปล่อยพลังเกราะเพชรออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ เงาวิญญาณแม้จะกระเด็นออกปจนหมด แต่ว่า ร่างวิญญาณที่แท้จริงกลับมายืนต่อหน้าขจร แล้วจับที่คอของขจรเอาไว้แน่น
“ คาถาเกราะเพชรรึ? นั่นมันใช้สำหรับภูตผีกระจอก แต่ใช้กับข้าไม่ได้หรอกเว้ย”
ขจรนำดาบสยบฟ้าตวัดตัดที่ข้อมือของปีศาจตารกาสูรทันที
ฟิ๊ว ข้อมือที่คล้ายกับอากาศธาตุกลับไม่มีผลอะไร ดายสยบฟ้าทำอะไรมันไม่ได้
“ โง่เง่า ในร่างวิญญาณของข้า ดาบของเจ้าไม่อาจทำอะไรร่างวิญญาณของข้าได้”
ขจรรีบท่องคาถาพญายมราชออกมา ไฟนรกผุดขึ้นมา มีมือเงามือมัจจุราชสีดำพุ่งเข้าจะจับ เงาวิญญาณของปีศาจตารกาสูร แต่พอกระทบร่างของมัน เงามือมัจจุราชต้องสลายไป หลุมไฟนรกก็หายไปด้วย
“ เป็น ไป ได้ยังไง”
“ ข้าเป็นอมตะ ข้าได้พรจากพระพรหม แม้ว่า ร่างกายของข้าจะถูกสังหารไปแล้ว แต่ว่าวิญญาณของข้าก็ยังคงเป็นอมตะอยู่ แม้แต่พญายมราชก็ไม่อาจฝืนบัญชาสวรรค์ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ปีศาจตารกาสูรหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ขจรในตอนนี้สติ ก็ค่อยๆ วูบลงไปอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจทำอะไรเจ้าปีศาจตัวนี้ได้เลย เรากำลังจะตายแล้วหรือนี่ ทันใดนั้นเองร่างกายของขจรก็เปล่งแสงสีทองออกมาจากร่าง ดวงตาคล้ายเป็นสีฟ้าใสบริสุทธิ์
แล้วมือวิญญาณที่บีบคอของ ขจรก็ลุกเป็นไฟ ปีศาจตารกาสูรถึงกับถอนมือออกแล้วเดินถอยหลังออกมา
“ เจ้า..เป็นใครกันแน่”
“ ไม่เจอกันนาน ราชันตารกาสูร ลืมคนที่สังหารเจ้าไปแล้วหรือไง?”
“ ท่าน... ท่านคือ พระขันทกุมาร บุตรแห่งพระศิวะ?
“ ในที่สุดเจ้าก็จำข้าได้ ครั้งก่อนข้าปล่อยวิญญาณของเจ้าหนีไปได้ แต่คราวนี้ไม่มีวันที่เจ้าจะหนีรอดไปสร้างความชั่วให้กับผู้อื่นได้อีกแล้ว”
“ ฮ่า ฮ่า เจ้าไม่มีอาวุธวิเศษ แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้”
“ อย่างนั้นรึ?”
ทันใดนั้นเอง ที่เทวสถานเทพภูเตศวร ธนูโลหะที่ถือในมือของเทวรูปเทพภูเตศวรก็สั่นหวั่นไหวแล้วก็ลอยขึ้นมา พุ่งเป็นแสงมาปรากฏอยู่ในมือของขจร
“ เป็นไปได้ยังไง”
“ ธนูเทพภูเตศวร เหมาะสำหรับปราบปีศาจอย่างเจ้า” พระขันธกุมาร ง้างธนูโลหะออกมา ลูกธนูปราณเทพปรากฏเป็นแสงสีทอง ก็พุ่งออกมาดอกเดียวเป็นลำแสงพุ่งเข้าหาวิญญาณของ ปีศาจตารกาสูร
ตูม !!!
“ อ๊ากกกกกก ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอม” เสียงปีศาจตารกาสูรส่งเสียงร้องอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทานอำนาจของ ลูกธนูปราณเทพได้ร่างวิญญาณแตกสลายหายไป จากจักรวาลนี้ในทันที แล้วคันธนูก็พุ่งเป็นแสงกลับไปอยู่ในมือของเทพภูเตศวรดั่งเดิม
ขจรรู้สึกตัวอีกที พระขันธกุมารก็ออกจากร่างของเขาไปแล้ว
“ นี่พระขันธกุมาร เข้าสิงร่างเราได้อย่างไรกันวะเนี่ย?”
“ แสดงว่า เจ้าอาจเป็นร่าง1 ในหกของท่านที่อวตารมาเกิดใหม่ก็เป็นได้” หินเจ้าปัญญาเอ่ยไปที่เห็น
“ แล้วทำไมผมไม่เห็นจำเรื่องราวของ เทพองค์นี้ได้เลย”
“ แค่ความจำของเจ้าชาติเดียว ก็ยังจำไม่หมดเลย ขืนจำได้หมด เจ้าได้บ้าแน่ๆ อย่าลืม อดีตชาติ เจ้าเคยเป็น ราชันเหมันต์นาคราช และ จักรพรรดิแห่งดินแดนไร้ที่สิ้นสุด ทั้งสองคนนี้เจ้าก็ยังจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้เลยไม่ใช้รึ?”
“ นั่นซิ แต่ว่าสมบัติเหล่านี้ เราจะเอาไปทำอะไรดี หากเอาไปขายที่เมืองไทย คงถูกตำรวจจับแน่” ขจรลองตรวจทองคำน่าจะมีประมาณ 10 ตัน เครื่องประดับเพชรพลอยอีก สิบหีบ
“ ทองคำสามารถนำมาหลอมเป็นทองคำแท่ง แล้วขายได้ไม่ยากเย็น ส่วนเพชรพลอย เครื่องทรงกษัตริย์เหล่านี้ ควรเก็บเอาไว้ก่อน” หินเจ้าปัญญาแนะนำ ขจรก็กวาดเอาทรัพย์สินทั้งหมดเก็บเอาไว้ในแผ่นหนังมิติทันที
จากนั้นก็กำลังเดินออกมาจากถ้ำ ก็พบกับวิญญาณของทหารโบราณนับพัน ยืนรออยู่หน้าถ้ำ แล้วคุกเข่าขอบคุณขจรที่ได้ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจาก ปีศาจตารกาสูร
จากนั้นวิญญาณของพวกนักรบเหล่านี้ค่อยๆ แตกสลาย หายไปในอากาศ ไม่ได้ลงนรกหรือขึ้นสวรรค์เหมือนกับ วิญญาณอื่นๆ
ในตอนเช้า ทุกคนเตรียมตัวเก็บข้าวข้องกลับบ้าน แล้วก็แวะมารับ คุณชายจางเฉินที่โรงพยาบาล ได้ยินเสียงพยาบาลหัวเราะแล้วออกมาจากห้องของ คุณชายจางเฉิน
“ เกิดอะไรขึ้นพี่” ซีรีบถามพยาบาล
“ เพื่อนของน้องนี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดนอนที่โรงพยาลยังมีอารมณ์ฝันเปียกได้อีก “ พยาบาลรีบเก็บเสื้อผ้าแล้วก็ออกจากห้องไปในทันที ส่วนคุณชายจางเฉินตอนนี้ใส่เสื้อผ้าปกติพร้อมกลับบ้านแล้ว แต่ก็ได้ยินเสียงพยาบาลพูด ก็ได้แต่หน้าแดงก้มหน้า ไม่ยอมพูดจา
ทุกคนได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร มีแต่ขจรที่เข้าใจเขา วิญญาณของเจ้าหญิงเงือกได้แต่ยืนมองด้านข้าง ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย
“ ลูกผู้ชายก็เป็นแบบนี้ พวกเราเป็นหมอ เข้าใจนายดี แต่ว่าขอแนะนำ ยังหนุ่มยังแน่น อย่าหักโหมให้มันมากนัก สุขภาพจะแย่เอา” หัวหน้าเอกเข้าไปตบไหล่ของจางเฉิน แล้วเอ่ยออกมา ยิ่งทำให้จางเฉินเดินนำหน้าไปไม่ยอมคุยกับใครอีกเลยจนขึ้นเครื่องบิน
“ ลาก่อน เจ้าชายที่รักของข้า”
เจ้าหญิงเงือกโบกมือลา ซึ่งมีแต่ขจรเท่านั้นที่เห็น แล้วทั้งหมดก็กลับกรุงเทพ ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงสนามบิน ขจรก็แยกตัวไปหา พี่ธงที่บาดเจ็บที่โรงพยาบาลทันที
พอไปถึง พบว่า พี่ธงนั้นรู้สึกตัวแล้ว แต่ใบหน้ายังไม่หายบวมช้ำ มีผ้าพันหัวเอาไว้
“ เป็นไงบ้าง” ขจรเข้ามายืนข้างเตียง แล้วถามด้วยความเป็นห่วง
“ แย่ว่ะ แม่งปวดหัวตลอดเลย”
“ อืม ก็อย่างนี้แหละ ผ่าตัดดูด ลิ่มเลือดออกมาจากสมอง จะทำให้มีอาการปวดหัว กินยาแก้ปวดระดับสองไปก่อน อย่าเพิ่งคิดมาก”
“ เสียดายว่ะ ไม่น่าโลภเลย ไม่อย่างนั้น กูมีเงินห้าสิบล้านแล้ว”
“ ไม่ต้องเสียดาย เอาไว้พี่หายดี พวกเราไปเอาเงินของเราคืนมา แล้วก็คิดดอกเบี้ยพวกมันให้สาสม”
“ เฮ้ย มึงจะไปชกจริงๆ เหรอวะ”
“ ชกซิ ทำไมล่ะ”
“ ก็เห็นมึงรวย เป็นคุณหนูไฮโซไปแล้ว จะมาชกให้เจ็บตัวทำไม”
“ ยิ่งต่อสู้ ก็จะยิ่งทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น การต่อสู้มันคือชีวิตของผมไปแล้ว”
“ ดี เอาไว้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว พวกเราไปกันเลย”
“ เดี๋ยวก่อน ผมต้องขึ้นชกชิงแชมป์กับ แชมเปี้ยนจากราชดำริก่อน”
“ เมื่อไรวะ”
“ เสาร์หน้านี่แล้ว”
“ กูคงหายพอดี กูจะไปดูด้วย แต่ว่า โรงพยาบาลนี้มันแพงมากเลยใช่ไหมวะ”
“ ไม่ต้องห่วง ผมเคลียร์เรื่องนี้แล้ว พี่รักษาตัวอย่างสบายใจเถอะ”
ขจรกลับไปเยี่ยมแม่กับน้องที่บ้าน เอาของฝากมากมายมาให้ ตอนนี้แม่กับน้องเริ่มปรับตัวกับตึกใหม่แล้ว ร้านกาแฟของ เจนก็เป็นร้านที่มีที่นั่งติดแอร์ ส่วนจอยนั้นก็ตั้งใจกลับไปเรียนหนังสือ ยังไม่คิดที่จะเปิดร้านทำเสริมสวย ห้องที่ว่าง ก็ปล่อยกินค่าเช่าไปก่อน 6 ห้อง เหลือแค่สองห้อง
ขจรเห็นพวกเขามีความสุขก็สบายใจ แล้วแวะไปเยี่ยมหลวงตาที่ตอนนี้ ได้ที่ดินกลับมาก็มีความสุข ไปหยิบพระเครื่องที่ท่านสะสมเอาไว้มาให้ขจรใส่คล้องคออีกหลายองค์
ขจรกลับมาที่ตำหนักริมน้ำ ท่านชายภาสกรก็ชวนมากินข้าวพร้อมๆ กัน
แล้วขจรก็เล่าเรื่อง ผีสี่ตนให้กับท่านชายฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมไปถึงเรื่องเงือกน้อย ท่านชายถึงกับตื่นเต้นที่ได้ยิน
“ โอ้ นึกไม่ถึง เราไม่ได้อยู่ในโลกแค่เพียงลำพัง มีมิติอื่นๆอีกด้วย แต่ว่า พวกยากูซ่าโกเบนี่ ต้องระวังเอาไว้ด้วย พวกมันเป็นแก๊งใหญ่ หากมันแค้นใครแล้ว ส่วนใหญ่มีจุดจบที่ไม่ดี”
“ ผมจะระวังตัวครับ”
แล้วท่านชายก็มอบบัตรเครดิตและบัตรเดบิท เดอะคิงดอม ให้กับขจรเก็บติดตัวเอาไว้อย่างละ 1 ใบ
“ เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น อยากจะใช้ซื้ออะไรก็ตามใจเธอ มันมีวงเงินอยู่ ห้าร้อยล้านบาทต่อใบ”
“ โอ้ มันมากเกินไปไหมครับ”
“ อย่าลืมซิ เธอคือรองประธานในเครือ นาคบดินทร์กรุ๊ปแล้วนะ ของพวกนี้มันก็ต้องมีติดตัวเอาไว้ แล้วก็พรุ่งนี้ฉันให้ผู้จัดการชิน พาเธอไปเลือกรถยนต์เอาไว้ใช้ส่วนตัว จะได้ไม่ต้องนั่งเท็กซี่แบบนี้อีก”
ขจรได้แต่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ ผมยังขับรถไม่เป็นเลยครับ รอให้เป็นก่อนค่อยซื้อก็ได้”
“ อ้าว ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ฉันจะให้ครูมาสอนเธอขับรถเลยก็แล้วกัน”
ขจรได้แต่พยักหน้า ไม่กล้าปฏิเสธในเรื่องนี้
คืนนี้ขจรยังคงขึ้นไปนอนที่โรงแรมก่อน เพราะห้องนอนที่ระเบิดไปนั้นยังซ่อมแซมอยู่ ขจรอาบน้ำแล้วลงนอนที่โชฟาตัวใหญ่เหมือนเดิม แต่พอนอนไปได้สักพักก็ลุกขึ้นมา แล้วมองไปที่เตียง ไม่เห็นวิญญาณของจ๋อมมานอน ก็เริ่มแปลกใจ
“ จำได้ว่าขึ้นเครื่องบินมาด้วยนี่ แล้วตอนนี้ไปไหนเสียแล้ว ยัยผีนี่ สงสัยหนีไปเที่ยวที่ไหนอีกแล้ว”
แล้วทันใดนั้นเอง ผีจ๋อม ก็มาปรากฏกายต่อหน้าของขจร พร้อมกวิญญาณเด็กน้อยวัย 8 ขวบคนหนึ่ง
“ คิดถึงฉันอยู่ใช่ไหม?”
ขจรไม่สนคำถาม แต่มองหน้าผีเด็กที่จ๋อมพามาด้วย
“ นี่เธอพาเด็กนี่มาทำไม?”
“ อ้อ นี่คือคุณชายขจร นาคบดินทร์ เป็นผู้ที่มีเมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง ใครมีเรื่องเดือดร้อนไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน เขาจะเป็นผู้กล้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่”
ขจรกำลังจะบอกให้ผีสาวเงียบได้แล้ว แต่เห็น ผีเด็กคุกเข่าต่อหน้าเขา ก็เลยแปลกใจหนักกว่าเก่า
“ เกิดอะไรขึ้น คุกเข่าทำไม”
“ พี่ชาย ได้โปรดช่วยแม่กับพี่ๆ ของผมด้วย ไม่ว่าจะเอาผมไปย่างทำกุมารทอง หรือ ดองเหล้าทำเป็นรักยม ผมก็ยอมทั้งนั้น”
ขจรได้แต่ยืนอึ้ง ไม่รู้ผีเด็กตัวแค่นี้ รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
“ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก บอกพี่ชายไปตรงๆ เขาต้องช่วยเหลือเธอแน่ๆ” จ๋อมพยุงร่างผีเด็กให้ลุกขึ้น
“ เล่ามา จะให้ช่วยอะไร”
“ ผมอยากให้แม่รู้ ว่าผมตายไปแล้ว”
“ นี่แม่เธอยังไม่รู้เหรอ ว่าเธอตาย?”
“ ครับ ป่านนี้แม่ยังคงรอผมอยู่ ช่วยไปบอกแม่ผมด้วย”
“ ได้ฉันรับปากช่วย ว่าแต่ศพของเธอตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“ โกดังติดแม่น้ำ ซอยข้างๆ โรงแรมนี่เลยครับ”
“ ใช่ ฉันเห็นน้องเขานั่งเศร้าที่ข้างโรงแรม เลยไปสอบถามดู พอรู้เรื่องจึงพามาหาคุณนี่ไง”
“ ฉันไม่ใช่มูลนิธิผี ทีหลังไม่ต้องพาใครมาหาฉันอีก เข้าใจไหม” ขจรเอ่ยกระซิบบอกกับจ๋อมที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วไปยืนข้างหลังผีเด็ก
ขจรให้ผีเด็กเพิ่งมารู้ภายหลังว่า เขาชื่อ อาซวง แม่ชื่อเหม่ยอิง มีพี่ชายวัย 25 ปีชื่อว่า อาเฟย พี่สาววัย15 ปีชื่อ ว่าอาหลิง พ่อนั้นตายไปแล้ว อยู่กับ สามคนที่ชุมชนบ้านริมน้ำ อยู่ห่างจากโกดัง ไม่ไกลเท่าไร
ขจรไปถึงโกดัง ก็แปลกใจ เพราะเห็นมียามคอยเฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูรั้ว ถึง 8 คน แต่ละคนก็มีอาวุธครบมือ
“ อาซวง ร่างของเธออยู่โกดังไหน”
“ โกดัง 9 ครับ”
ขจรร่ายคาถาพรางตัว แล้วเดินฝ่าเข้าไป โดยที่ยามที่เฝ้า ไม่มีใครเห็นเลยแม้แต่คนเดียว พอมายืนที่หน้าโกดัง เบอร์ 9 ขจรก็เห็น รปภ. ยืนเฝ้าอยู่อีก สี่คน พร้อมกับประตูที่ต้องใช้กุญแจเปิดถึงจะเข้าไปได้
“ ทำไมถึงได้ป้องกันหนาแน่นขนาดนี้ด้วยนะ อาซวงด้านในมีอะไรกันแน่”
“ พวกมันเป็นคนชั่ว พวกมัน....” อาซวงกำลังจะพูด แต่มีคนเดินออกมาจากด้านใน ขจรเลยเดินเข้าไปก่อนยังไม่ทันที่จะรู้รายละเอียด
แต่พอเข้าไป อากาศภายในกลับ เย็นระเยือก อุณหภูมิต่ำกว่าภายนอกโกดังมาก ด้านหน้า มีซากศพมนุษย์ อยู่บนเตียง สี่ห้าซาก มีพวกหมอพยาบาล กำลังทำการผ่าศพเหล่านั้น แล้วนำอวัยวะต่างๆ ใส่ในกล่องเก็บอุณภูมิ แล้ว โดยที่ศพที่อยู่บนเตียง ล้วนเพิ่งตายใหม่ๆ
“ ร่างของผมอยู่ในตู้กระจกนั่นไง” อาซวงมองไปที่ตู้กระจก ที่วางเรียงรายกันด้านหลัง ก็ตกใจยิ่ง มีศพเด็กหน้าเหมือนกับอาซวง ถูกดองเอาไว้ หน้าอกมีร่องรอยผ่าตัดเป็นทางยาว
“ แย่แล้ว นี่มันโรงงานแยกอวัยวะมนุษย์ไปขายนี่หว่า?” ขจรตกใจเลยลืมกลั้นหายใจออกมา เลยปรากฏร่างขึ้น
“ เฮ้ย มึงเป็นใครวะ แล้วเข้ามาได้ยังไงเนี่ย” รปภ. ที่คุมอยู่คนหนึ่งเห็นขจรก็ตกใจร้องตะโกนออกมาดังๆ
ขจรไม่ฟังเสียง ชกโครม เข้าที่กราม ของรปภ. จนล้มคว่ำไป รปภ. อีกสิบกว่าคนหันมามองมา แต่ว่าไม่เห็นร่างของขจรแล้ว เห็นแต่ร่างของ รปภ. ร่วงไปนอนกับพื้น ขจรรีบหาทางออกจาก โกดังแห่งนี้ก่อนทันที แต่พอเข้ามาทางด้านหลัง กลับพบเด็กชาย เด็กหญิงอีกหลายสิบคน ถูกขังอยู่ด้านใน
“ ไอ้บ้าเอ้ย แม่งจับเด็กๆ มาแยกชิ้นส่วนขาย กันอย่างจริงจังขนาดนี้เลยหรือวะเนี่ย”
ขจรหาทางออกทางด้านหลังได้ ก็ออกไป พบว่า ด้านหลังมีทหารรับจ้าง ยืนคุมอยู่ห้าสิบนาย มีเฮลิคอปเตอร์อยู่อีก สองลำ รอบๆ กลับมีกำแพงสูงล้อมรอบ ไม่อาจหนีไปไหนได้ ขจรท่องคาถาแปลงกายออกไป ร่างของขจรก็แปรเปลี่ยนเป็นนกอินทรีย์บินหนีออกไปจากสถานที่นี้ทันที
ขจรยืนอยู่บนตึกที่สูงแห่งหนึ่ง รีบโทรบอก ผู้กองนพพรทันที
“ อาซวง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คงต้องให้ตำรวจเข้ามาช่วยด้วย”
อาซวงพยักหน้ารับ
“ บอกมาทำไมเธอถึงถูกพวกมันจับมาได้”
“ ผมออกไปทำงานเป็นเด็กเดินยา ให้พวกแก๊งค้ายาที่ ชุมชมริมน้ำ แต่ว่าพวกมันกลับส่งให้ผมมาส่งของที่นี่ แล้วพวกมันก็จับผมฉีดยา แล้วผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย ผมไม่สามารถกลับบ้านได้ ได้แต่วนเวียนอยู่แถวนี้ เหมือนกับพวกเขา”
อาซวงมองไปที่วิญญาณของผู้ตายหลายสิบชีวิต ที่ได้แต่ลอยไปมาอยู่รอบๆ โกดัง มองแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ทันใดนั้นเอง ก็มีรถเทลเลอร์ถอยหลังเข้ามา พวกมันกำลังขนย้ายอุปกรณ์สำคัญขึ้นรถ แล้วก็กำลังวางระเบิดที่นี่ทิ้ง
“ เฮ้ย นี่มันกำลังจะหนี และทำลายของกลางทิ้งนี่หว่า”
ขจรรู้ทันทีเลยว่า ต้องมีตำรวจที่เป็นสายของพวกมันรู้เรื่อง แล้วโทรมาแจ้งคนร้ายพวกนี้ ให้รีบหนีไป แล้วทำลายหลักฐานทั้งหมดทิ้ง
ขจรรีบร่ายเวทย์เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของตน กลายเป็นชายตัวใหญ่ผิวดำ ไม่ใส่เสื้อ เผยให้เห็นกล้ามเป็นมัดๆ ผิวดำเมี่ยม หน้าตาน่ากลัว มีเขี้ยวเหมือนยักษ์วัดแจ้ง กระโดดลงจากหลังคา แล้วใช้ไหล่กระแทกเข้าใส่ตู้คอนเทนเนอร์ที่กำลังขนของ จนเอียงล้มไปกับพื้น รวมทั้งหัวรถลากด้วย พวกรปภเห็นดังนั้น ก็ระดมยิงใส่ยักษ์ขจรทันที แต่ว่า กระสุนถูกพลังเกราะเพชรกระดอนออกไปจนหมด ยักษ์ขจร ถีบร่างของ รปภ. ที่ใกล้ตัวจนกระเด็น ที่เหลือก็ถูกตบจนหัวแหลกไปกับฝ่ามือ ที่เหลือใครหนีไม่ทัน ไม่ถูกตบจนหัวระเบิด บ้าง ถูกเหยียนจนหลังหักบ้าง ยักษ์ขจรถีบประตูเหล็กที่กั้นเอาไว้จนพัง กระเด็นเข้าไปด้านใน รปภ. ด้านในหันมาระดมยิงใส่ขจรไม่ยั้ง ขจรถึงกับยกประตูเหล็กทุ่มใส่พวกรปภ. จนร่างแบนราบไปกับพื้น พวกที่กำลังวางระเบิด ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็ถูกขจรจับหัวบีบจนตาย ที่เหลือก็ต่างหวาดกลัว ไม่กล้าอยู่ วิ่งหนีกัน จนกระทั่ง กองทหารด้านหลัง ห้าสิบคน วิ่งกรูกันเข้ามา มีหัวหน้าหน่วย ใส่หมวกเขียว หน้าเหมือนฝรั่ง
ตะโกนสั่งลุย พวกมันใช้ปืนกลใหญ่ กระหน่ำยิ่งใส่ ขจรเป็นจุดเดียว แต่ว่า ลูกกระสุนไม่อาจเข้าใกล้ร่างของยักษ์ขจร ได้แต่กระเด็นกระดอนออกไปจนหมด ยักษ์ขจร กระโดดตัวลอยแล้วทุบหัวพวกมันจนเละไปสามสี่คน พวกมันก็ยังคงไม่ยอมแพ้ นำระเบิดมาขว้างใส่ขจรอีก แม้ไม่อาจระคายผิวได้ แต่ก็ทำให้ยักษ์ขจร ต้องกระเด็นถอยหลังไปเหมือนกัน
ยักษ์ขจร ถอนเสาปูนออกมาได้ 1 ต้น ก็ไล่ฟาดทหารรับจ้างเหล่านี้จนร่างแหลกเหลวตายอนาถ หลังคาเริ่มทรุดตัวลงมาบางส่วน ทหารที่รอดก็รีบวิ่งไปด้านหลัง เพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์หนี แต่ว่าพอขึ้นบินไปได้ไม่กี่สิบเมตร ทั้งสองลำ ก็ถูกยักษ์ขจรใช้ต้นไม้ใหญ่ทั้งต้น ขว้างขึ้นมาใส่เฮลิคอปเตอร์ จนระเบิดไปทั้งสองลำ แล้วรถตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุพอดี.