ตกใจ
ฉู่หว่านเอ๋อร์กับคนขับรถตกใจอย่างมาก ที่เห็นชายชราเปิดประตูรถและก้าวเดินลงไปด้วยตัวเองได้
ต้องรู้ก่อนนะว่าขาทั้งสองข้างของชายชราใช้งานไม่ได้มายี่สิบปีแล้ว เวลาไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ตลอด
พอได้ยินคำพูดของชายชราว่ายันต์วิเศษซ้ำๆ ฉู่หว่านเอ๋อร์ก็สูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองยันต์ในมือของตัวเอง เธอไม่ใช่คนโง่ ย่อมพอจะเข้าใจแล้วว่าที่พ่อของเธอกลับมาใช้ขาได้อีกครั้งเป็นเพราะยันต์ที่ซื้อมาจากตลาดขายของโบราณก่อนหน้านี้
ยังดีที่รอบข้างเป็นริมถนนข้างฟุตบาทไม่มีคนอื่นอยู่ ไม่อย่างนั้น คงจะมีคนหาว่าชายชราบ้าอย่างแน่นอน แต่ถึงแม้จะมีคนหาว่าเขาบ้า ช่วงเวลาแห่งความดีใจแบบนี้ เขาคงจะไม่สนใจแน่
เขาลองเดินดู แต่พบว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็แทบจะทำให้เขาล้ม จุดนี้ น่าจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้เดินมาเป็นเวลายี่สิบปีแล้ว จึงทำให้เขาไม่คุ้นชินกับจังหวะการก้าวเดินของตัวเอง
ชายชรารีบกลับเข้ามาในรถ ใบหน้ายังคงมีน้ำตาอยู่ เขามองยันต์ในมือของลูกสาวด้วยสายตาเป็นประกาย และหยิบยันต์อีกแผ่นหนึ่งที่วางอยู่ที่เบาะรถขึ้นมา เขามองมันราวกับของวิเศษ
“พ่อคะ...” ฉู่หว่านเอ๋อร์เองก็มีน้ำตาไหลออกมาบนใบหน้าสวยของเธอ เธอกำแผ่นยันต์ในมือแน่น
“ยันต์นี้...” ชายชรารีบพูด “มันเป็นยันต์วิเศษ!”
จะไม่ให้เขาเรียกมันว่ายันต์วิเศษได้ยังไง ในเมื่อขาทั้งสองข้างของเขา หลังจากถูกยิงเมื่อยี่สิบปีก่อน ก็ใช้งานไม่ได้ ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยสักนิด แต่พอได้ใช้ยันต์รักษาเท่านั้น ขาทั้งสองข้างที่ราวกับตายไปแล้วของเขา ก็ฟื้นคืนชีพกลับมา มีความรู้สึกตามเดิม ทั้งยังขยับเคลื่อนไหว ใช้งานได้อย่างปกติ
“อาฝู่ รีบขับรถกลับบ้าน” ชายชราสั่งคนขับรถที่มีอาการตกใจและตกตะลึงอยู่
“คะ...ครับ!” เขาพลันได้สติ ระงับความตกใจไว้ รีบขับรถออกไป
ชายชราหันมองหน้าลูกสาว “หว่านเอ๋อร์ลูกต้องเก็บยันต์ในมือของลูกไว้ให้ดี ชายหนุ่มคนนั้นบอกว่ามันจะช่วยป้องกันอันตรายได้สามครั้ง”
“หนูเข้าใจแล้ว” ฉู่หว่านเอ๋อร์ที่ได้เห็นความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของยันต์รักษาแล้ว เธอย่อมยึดถือยันต์ป้องกันเป็นยันต์วิเศษเช่นเดียวกัน “สองแสนหยวนนับว่าคุ้มค่า”
“จะแค่คุ้มค่าได้ยังไง เราต้องหาตัวชายหนุ่มคนนั้นและตอบแทนเขามากกว่านี้ ยึดถือเขาเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลฉู่เรา!” ชายชราพูดออกมาด้วยความหนักแน่น เขาไม่ใช่พวกลืมบุญคุณคน คิดในใจว่าจะต้องตอบแทนหลินเฉินอย่างเหมาะสม
ต้องรู้ก่อนนะว่า ขาของเขาไม่มีหมอคนไหนรักษาให้กลับมาเดินได้ ไม่ว่าจะใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อมาถูกรักษาได้อย่างปาฏิหาริย์แบบนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ยึดถือหลินเฉินเป็นผู้มีพระคุณ
ในความคิดของเขา หลินเฉินต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินแน่ ไม่อย่างนั้น เขาคงจะไม่เอายันต์วิเศษพวกนี้มาขาย
แต่นี่เป็นความคิดของชายชราคนเดียว แม้ว่าเงินจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลินเฉิน แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอะไรมาก และยันต์พวกนี้ก็เป็นเพียงแค่ยันต์ระดับต่ำที่เขามีอยู่มากมายและจะเขียนขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
“หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ” ฉู่หว่านเอ๋อร์คิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าให้กับคำพูดของผู้เป็นพ่อ
.....................................................
หลินเฉินที่ขายยันต์ได้แล้ว หลังออกจากตลาดเขาก็เดินกลับบ้านในทันที ไม่ได้แวะไปที่ไหนอีกเลย
ใช้เวลาเดินอยู่ระดับหนึ่ง เขาได้เดินกลับมาถึงบ้าน พอเข้ามาในบ้าน เขาก็มองเห็นพ่อของเขาหลินไคกำลังนั่งดูทีวีอยู่ ทีวีที่บ้านของเขาเป็นรุ่นที่เก่ามากแล้ว ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แทบจะพังอยู่รอมร่อ
“เสี่ยวเฉิน กลับมาแล้วเหรอ?” หลินไคถาม เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองเดินเข้าบ้านมา
“ผมกลับมาแล้วครับพ่อ” หลินเฉินตอบด้วยรอยยิ้ม “พ่อดูอะไรอยู่?”
“เฮ้อ ก็ดูอะไรไปเรื่อยตามประสาตาแก่ที่ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” หลินไคถอนหายใจออกมา ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เป็นโรคหัวใจก็คงจะดี อย่างน้อยๆ ก็จะช่วยภรรยาหาเงินได้บ้าง
เห็นพ่อของตัวเองแบบนี้ หลินเฉินต้องเงียบลงไปอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าพ่อของเขาจะคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก
“พ่อไม่ต้องห่วง ผมมียาดีที่จะให้พ่อ พอพ่อกินมัน รับรองโรคหัวใจของพ่อหายขาดแน่นอน” หลินเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม โอสถรักษาเขามีมากมาย กระอีแค่โรคหัวใจ ทำไมจะรักษาไม่ได้
แม้จะได้ยินคำพูดของลูกชายแบบนี้ แต่หลินไคไม่มีการแสดงออกมาว่าดีใจเลยสักนิด เขาคิดว่าลูกชายของเขาแค่พูดปลอบใจเขาเท่านั้น
“นั่นกระเป๋าอะไรล่ะเสี่ยวเฉิน?” เห็นว่าในมือของหลินเฉินถือกระเป๋าใส่เงินที่แค่มองดูก็รู้ว่าราคาแพง หลินไคอดถามออกมาไม่ได้
“เงินครับพ่อ” หลินเฉินตอบ เขาไม่มีอะไรให้ต้องปิดบังอยู่แล้ว ความจริงเขาตั้งใจจะให้เงินจำนวนครึ่งหนึ่งกับพ่อแม่ของเขา ส่วนที่เหลือเขาจะเก็บเอาไว้ใช้
“เงิน?” หลินไคทวนคำ ก่อนเพ่งสายตามองไปที่กระเป๋า “เงินอะไร?”
“วันนี้ผมไปเดินตลาดขายของโบราณ ผมเห็นว่าแจกันใบหนึ่งมันสวยดีเลยซื้อไว้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญมาบอกว่าเป็นของแท้ เขาเลยขอซื้อต่อในราคาสองแสนหยวน”
หลินเฉินบอกเรื่องโกหกออกมา เขายังไม่มีความคิดที่จะบอกความจริงกับพ่อของเขา เขากลัวว่าถ้าเขาบอกออกไป พ่อของเขาจะไม่เชื่อ จึงจำเป็นที่จะต้องโกหกออกมา
“ทะ...เท่าไหร่นะ?” หลินไคตกใจจนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“สองแสนหยวนครับพ่อ” หลินเฉินยิ้ม
“สะ...สองแสนหยวน!” หลินไคดวงตาเบิกกว้างแทบถลน ภายในหูราวกับมีเสียงอื้ออึงไม่ขาดสาย สุดท้ายเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด จ้องมองกระเป๋าใส่เงินในมือของหลินเฉินอีกครั้ง “ลูกไม่ได้โกหกพ่อใช่ไหม?”
“ผมจะโกหกพ่อไปทำไมกัน ไม่เชื่อพ่อก็ดูสิ” หลินเฉินเปิดกระเป๋าเงินออก เผยให้เห็นเงินจำนวนสองแสนหยวนที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
เฮือก!
หลินไคสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งอย่างหนาวเหน็บ ตลอดชีวิตเขาไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อนเลย
หลินเฉินไม่สนใจท่าทีที่แสดงออกมาของพ่อตัวเอง เขาหยิบเงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนออกมา ก่อนจะส่งอีกหนึ่งแสนหยวนพร้อมกับกระเป๋าไปให้พ่อของเขา “เงินนี้พ่อก็เอาไว้ใช้กับแม่แล้วกันนะครับ”
หลินไคยื่นมือที่สั่นเทาออกมารับ ไม่รู้ทำไมน้ำตาของเขาถึงได้ไหลออกมา “ถ้ามีเงินก้อนนี้ หนี้ทั้งหมดที่บ้านเราเคยไปกู้ยืมมาก็จะหมด มีเงินเก็บไว้ให้หลิงหลิงเรียนแล้ว แม่แกก็ไม่ต้องลำบากไปทำงานทุกวันอีก!”
หลินเฉินพยักหน้า เขารู้สึกเสียใจมากที่ปล่อยให้พ่อกับแม่ของเขาต้องลำบากมากขนาดนี้ ต่อไปเขาขอสาบานเลยว่าพ่อกับแม่ของเขาจะไม่ลำบากอีก พวกท่านจะมีแต่ความสุขความสบาย
และคนที่ผลักเขาตกหน้าผา ทำให้เขาไม่ได้อยู่ดูแลพ่อกับแม่ของเขาในช่วงหกปีที่ผ่านมาอย่างปาหลาง เขาไม่เอามันไว้แน่ และจะทำให้มันตายอย่างทรมาน ให้สาสมกับที่มันเคยทำกับเขาไว้
‘ปาหลาง แกรอก่อน!’ หลินเฉินคิดในใจ เรื่องของปาหลางเขาไม่ปล่อยไว้นานแน่ จะจัดการในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เขาต้องดูแลครอบครัวของเขาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
จบบทที่ 10