ตอนที่ 12 อ้านจิ่วมีความลับ!
ระหว่างนี้ซู่ชิงอ๋องได้ปรับเปลี่ยนเวลานอนกลางวัน โดยเลื่อนให้ช้าลงกว่าเดิมหนึ่งชั่วยาม ซึ่งหนึ่งชั่วยามนี้ตัวเขากลับคิดหาเื่สนุกมาทำให้รื่นเริงใจสารพัด
วันแรกเป็การปีนูเาจำลองริมธารน้ำหลังอุทยานต้นหลิว ตลอดทางราบรื่นดี แต่พอใกล้ถึงยอดูเากลับลื่นตกลงไป เงาร่างสีดำสายหนึ่งพลันพุ่งตัวมารับท่านอ๋องไว้ได้ จากนั้นวางร่างเขาลงริมฝั่งอย่างปลอดภัย
วันที่สองจิ้งเยี่ยหมายตาเรือนสามชั้นที่เป็หอสมุดของจวนอ๋อง ด้วยอยากขึ้นไปชมทิวทัศน์บนหลังคา เพียงแต่มีพลังยุทธ์ไม่พอ ร่างพาดอยู่บนชายคาโดยครึ่งท่อนหลุดออกมาห้อยแกว่งด้านนอก เงาร่างสีดำพลันพุ่งขวับ พาเขาลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย
วันที่สามท่านอ๋องเกิดสนใจโคมไฟสีแดงดวงใหญ่ของศาลาชมจันทร์ ขณะกอดตัวโคมตกลงมาพร้อมกัน ก็ได้เงาร่างสีดำช่วยไว้ จิ้งเยี่ยทำหน้าบูด ขึงตาใส่คนชุดดำอย่างไม่พอใจ
ซู่ชิงอ๋องเอามือเท้าคางพลางทอดถอนใจ คนที่นั่งตรงข้ามเขาวางหมากดำเม็ดหนึ่งบนกระดานแล้วเลิกคิ้วถาม “ท่านอ๋องอยากเล่นหมากรุกกับผู้น้อยจริงหรือ ท่านแพ้มาสองกระดานติดแล้วนะขอรับ”
จิ้งเยี่ยวางหมากสีขาวเม็ดหนึ่งอย่างไม่สนใจ ก่อนหันมากล่าวกับคนตรงหน้า “ลั่วปิง ได้ยินว่าเ้าเคยรู้จักกับผู้บัญชาการองครักษ์ลับในวังหรือ”
“ขอรับ ผู้น้อยเป็คนหมู่บ้านเดียวกับเขา” สายตาลั่วปิงจ้องกระดานหมากตลอดเวลายามเอ่ย แม้จะเอาชนะท่านอ๋องมาได้สองกระดาน ทว่ายังต้องเปลืองแรงอยู่บ้าง หากไม่ใช่อีกฝ่ายใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตนคงไม่มีทางชนะแน่
“เช่นนั้นพวกเ้าคงได้แลกเปลี่ยนความรู้เื่ฝึกอบรมเหล่าองครักษ์ลับกับองครักษ์เงากันกระมัง ข้าอยากรู้ว่าพวกองครักษ์ลับออกไปข้างนอกตามใจชอบได้หรือไม่” นับแต่ปรับเปลี่ยนเวลานอนกลางวัน จิ้งเยี่ยพบความลับอย่างหนึ่งเข้า เป็ความลับของอ้านจิ่ว สามวันมานี้ห้วงยามเดิมที่เคยเป็เวลานอนกลางวัน เขามักจะก่อเื่วุ่นวายขึ้น ทุกครั้งองครักษ์ลับที่ปรากฏกายมาคุ้มครองตนล้วนไม่ใช่อ้านจิ่ว จากนั้นเขาพบว่าเป็ระยะเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม...ที่อ้านจิ่วไม่อยู่ในจวน
“ออกไปข้างนอกหรือ จะเป็ไปได้อย่างไรกัน ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการองครักษ์ลับก่อนถึงจะออกไปได้ ปกติแล้วหากไปข้างนอกเพราะต้องปฏิบัติภารกิจจากเบื้องบนเท่านั้นขอรับ”
“เช่นนั้นหากออกไปใน่เวลาใดเวลาหนึ่งเป็ประจำล่ะ ออกข้างนอกเป็เวลาหนึ่งชั่วยามทุกวันเพื่อทำอะไร” จิ้งเยี่ยหรี่ตาลง คนที่ดูไปแล้วซื่อสัตย์ต่อเขายิ่งนัก กลับออกไปข้างนอกทุกวันเป็ประจำ กล้ามีความลับกับตนเช่นนี้ย่อมไม่อาจอภัยได้
“โดยทั่วไปแล้วการควบคุมดูแลองครักษ์ลับเข้มงวดยิ่งกว่าองครักษ์เงาเสียอีก หากไม่ใช่เื่สำคัญพิเศษย่อมไม่อาจปลีกตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ได้เด็ดขาด เนื่องจากต้องรักษาความปลอดภัยของเ้านาย อย่าว่าแต่หนึ่งชั่วยามเลยขอรับ แค่ประมาทพริบตาเดียวก็อาจเป็เหตุให้นายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นผู้บัญชาการองครักษ์ลับย่อมไม่อนุญาตให้องครักษ์ลับออกข้างนอกโดยง่าย แต่หากมีกำลังคนเพียงพอ สามารถผลัดเวรเฝ้ารักษาความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นนี้ก็ช่วยประหยัดแรงให้องครักษ์ลับได้เหมือนกัน”
“องครักษ์ลับที่ออกเวรแล้วก็สามารถออกข้างนอกได้หรือ”
“น่าจะมีภารกิจจึงออกไปได้ เมื่อครู่ที่ท่านอ๋องบอกว่าไปในเวลาเดิมเป็ประจำ ก็น่าแปลกอยู่บ้าง ปกติภารกิจขององครักษ์ลับหากไม่ฆ่าคนก็เป็การสืบข่าว ไม่จำเป็ต้องออกข้างนอกทุกวันหรอก” ลั่วปิงวางหมากอีกเม็ด ก่อนหัวร่อออกมาอย่างกระหยิ่มใจ “ท่านอ๋องสนใจองครักษ์ลับยิ่งกว่าหมากบนกระดานนี้เสียอีก ผู้น้อยอดสงสัยไม่ได้ว่าท่านเรียกตัวมาหาใช่เพื่อเล่นหมากรุก แต่้าหาข่าวจากผู้น้อยต่างหาก”
จิ้งเยี่ยโยนตัวหมากในมือทิ้งพร้อมกล่าว “ใช่เลยๆ น่าเสียดายที่เ้าเองก็ตอบคลุมเครือจนเหมือนไม่ได้ตอบเสียแบบนั้น”
“เช่นนี้ให้ผู้น้อยช่วยสืบดีหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้องหรอก เดินหมากแพ้ให้เ้า ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว เ้ากลับไปเถอะ” จิ้งเยี่ยพูดอย่างหมดเรี่ยวแรงพลางมองไปนอกหน้าต่าง เ้านั่นตอนนี้ไม่รู้ไปหลบอยู่ที่มุมไหนแล้ว
“ท่านอ๋องร่างกายอ่อนแอหรือ มิสู้ให้ผู้น้อยตรวจชีพจรดูสักหน” ลั่วปิงพูดพลางเอื้อมแขนไปยังข้อมือจิ้งเยี่ย อีกฝ่ายยิ้มบางๆ แล้วพลิกข้อมือเบี่ยงหลบปลายนิ้วผู้เป็หมอไปได้
ลั่วปิงยังไม่ยอมแพ้ รวบจับข้อมือจิ้งเยี่ย ท่านอ๋องยังรักษารอยยิ้มบางบนใบหน้า พลิกนิ้วกลับมาจี้แขนอีกฝ่ายเบาๆ ผู้ถูกกระทำแขนชาวาบ กว่าจะรู้ตัว ข้อมือจิ้งเยี่ยก็เลื่อนหลุดจากฝ่ามือเขาแล้ว
“ท่านอ๋องร่างกายอ่อนแอจริงด้วยขอรับ อ่อนจนไร้กระดูกเลยด้วย” ลั่วปิงหัวเราะ จิ้งเยี่ยเองก็พลอยหัวร่อตาม “หากมีเวลาว่างข้าจะเดินหมากกับเ้าอีก”
“ได้ขอรับ ถึงตอนนั้นท่านอ๋องต้องตั้งใจหน่อยแล้ว ผู้น้อยขอตัวลาก่อน” ลั่วปิงพูดพลางถอยกายออกไป