บทที่51
ข่าวลือ
รอบนอกของป่าอสูรอวี้หยางยังคงเงียบสงบเช่นเดิมต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเรียงรายบดบังแสงอาทิตย์ไว้จนเกือบมิดแสงแดดยามสายที่ลอดผ่านกิ่งไม้ส่องลงมาสร้างลวดลายเงาเครือเถาสลับซับซ้อนบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วง
เสียงสายลมพัดผ่านใบไม้เบา ๆคล้ายกระซิบกระซาบ ไม่ต่างจากเสียงลมหายใจของป่าโบราณที่ดำรงอยู่มานับร้อยปี
หยุนโม่เดินทางเข้าสู่ป่าอีกครั้งด้านหลังของเขา มีหุ่นรบติดอาวุธสองตัวสวมชุดคลุมสีดำสนิทเดินตามอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเข้าสู่พื้นที่ป่าหยุนโม่หยิบแผนที่ที่เขาจดบันทึกจากการสำรวจครั้งก่อนขึ้นมาพลางพิจารณาเส้นทางเขาตัดสินใจเริ่มจากเส้นทางเดิมเพื่อทำความคุ้นเคยอีกครั้งก่อนที่จะเบี่ยงเบนลึกเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ในวันถัดไป
ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างมากเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว เหตุผลนั้นง่ายมากเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
หุ่นรบติดอาวุธสองตัวนี้เปรียบได้กับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางแม้จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าระดับสามก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกมัน
แน่นอนว่าเขายังไม่ประมาทความประมาทคือสิ่งที่ฆ่าคนได้ในโลกใบนี้โดยเฉพาะในสถานที่อันตรายอย่างป่าอสูรอวี้หยาง
เขาเริ่มออกสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่เคยย่างกรายเข้าไปในครั้งก่อนเดินลึกเข้าไปอย่างระมัดระวังหยุดเป็นระยะเพื่อฟังเสียงและสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ
เวลาเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วหนึ่งวันผ่านพ้นไปตั้งแต่เขาเข้าสู่ป่า
ในช่วงเวลานั้น หยุนโม่สามารถล่าพวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งและสองได้หลายตัวเช่น หมาป่าดำตาเพลิงสัตว์อสูรระดับหนึ่ง งูเขียวเกล็ดพิษสัตว์อสูรระดับสองนกเงาเขี้ยวเหล็กสัตว์อสูรระดับสอง
จากการล่าทั้งวัน ทำให้เขาเก็บเกี่ยวทรัพยากรได้มากพอสมควรทั้งแร่ในร่างสัตว์อสูร หนังที่ใช้สร้างเกราะและอวัยวะบางส่วนที่ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตพลังงาน
..
ในขณะเดียวกันหลังจากที่หยุนโม่ออกล่าสัตว์อสูรภายในป่าได้หนึ่งวัน
ณ เมืองอวี้หยางเมืองที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ใหญ่สะเทือนความสงบไปไม่นาน ข่าวลือเกี่ยวกับ"ชายสวมหน้ากาก" ผู้สังหารคุณชายสามแห่งตระกูลหลี่และหัวหน้ากลุ่มหมาล่าเนื้อได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองราวกับไฟลามทุ่ง
แม้จะมีคำบอกเล่าว่าชายผู้นั้นหายตัวไปจากเมืองแต่ล่าสุดกลับมีคนอ้างว่าเห็นเขาปรากฏกายในบริเวณป่าอสูรอวี้หยาง!
สิ่งที่ทำให้ข่าวลือนี้แพร่กระจายรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อไม่ใช่เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นบุคคลที่สังหารผู้ฝึกตนระดับสูงเท่านั้นแต่เป็นเพราะข้อเท็จจริงที่ว่า ชายผู้นี้ มิใช่ผู้ฝึกตน
เขาเป็นเพียงคนธรรมดา...แต่กลับสามารถสังหารตัวตนขอบเขตหลอมกายาได้ถึงสองคน ทั้งยังกล้าเผชิญหน้ากับตระกูลหลี่อย่างไม่หวาดหวั่น
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป…
จากสามัญชนริมถนนจนถึงผู้ฝึกตนระดับสูงขุมอำนาจต่าง ๆ ในเมืองอวี้หยางไม่อาจละสายตาจากข่าวนี้ได้เลย
ทั้งเสียงซุบซิบตามร้านน้ำชาตรอกซอกซอย ไปจนถึงหอคอยฝึกตน ล้วนเต็มไปด้วยบทสนทนาที่กล่าวถึงชายสวมหน้ากาก
"เจ้าว่าเขาใช้สมบัติอะไร?ข้าได้ยินว่าอาวุธของเขาทำให้หัวผู้ฝึกตนหลอมกายาแตกละเอียดในพริบตา!"
"อาจจะเป็นอาวุธวิญญาณจากแดนลึกลับก็ได้นะ...หรือไม่แน่อาจเป็นศิษย์ลับของสำนักใหญ่ปลอมตัวมาก็เป็นได้"
"หรือว่าเขาเป็นยอดฝีมือจากนอกเมือง?ข้าไม่เคยเห็นใครกล้าท้าทายตระกูลหลี่แบบนั้นมาก่อนเลย"
เสียงผู้คนดังไม่ขาดสายข่าวลือก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวและความเคลื่อนไหวก็กำลังนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง...
ในโรงน้ำชาแห่งหนึ่งใจกลางเมืองอวี้หยาง
ภายในห้องชั้นบนที่บรรยากาศเงียบสงบเหล่าผู้ฝึกตนนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะกลมโต๊ะหนึ่งริมหน้าต่างมีชายหนุ่มสองคนกำลังจิบชาและสนทนากันอย่างจริงจัง
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าครุ่นคิด
“เจ้าว่าครั้งนี้...ตระกูลหลี่จะทำอย่างไรต่อ?ตอนนี้รู้แล้วว่าชายสวมหน้ากากนั่นอยู่ในป่าอสูรอวี้หยางเจ้าคิดว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหวอย่างไร?”
สหายของเขายิ้มบางพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“เจ้าคิดว่าตระกูลหลี่จะกล้าลงมือหรือ?ข้าพนันกับเจ้าได้เลยว่า...ตอนนี้พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะขยับ”
คนถามเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “เพราะเหตุใด?”
ชายที่ดูเหมือนอยู่ในเมืองอวี้หยางมานานกว่ายกยิ้มเล็กน้อยสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้เท่าทัน ก่อนจะเอ่ยตอบ
“สองขั้วอำนาจในเมืองนี้ตระกูลหลี่กับตระกูลถัง ต่างจ้องจะเล่นงานกันอยู่ตลอดหากอีกฝ่ายมีจุดอ่อนแม้เพียงเล็กน้อยก็พร้อมจะลงมือทันที”
“แล้วเจ้าคิดดูสิมนุษย์ผู้นั้นกลับสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาได้หลายคนแถมยังไม่ใช่ผู้ฝึกตนเสียด้วยซ้ำ...แบบนี้ตระกูลหลี่จะกล้าเสี่ยงส่งคนเข้าไปอีกงั้นหรือ?หากสูญเสียเพิ่ม กำลังรบของพวกมันคงร่วงลงเหวแน่”
ชายอีกคนพยักหน้าอย่างช้า ๆสีหน้าเข้าใจมากขึ้น ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเบา “แล้วเจ้าคิดว่า...จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?”
อีกฝ่ายวางถ้วยชาลงช้า ๆ ยิ้มบาง
“รอดูเถอะแม้ตระกูลหลี่จะไม่กล้าเคลื่อนไหว...แต่จะไม่ปล่อยให้มนุษย์ผู้นั้นอยู่เฉยๆอย่างแน่นอน”
ในขณะเดียวกันคนที่กำลังถูกพูดถึงไปทั่วเมืองอวี้หยาง หยุนโม่
ยามนี้กลับกำลังอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางของป่าอสูรอวี้หยาง
เสียงสะเทือนป่าดังกึกก้องสะท้อนทั่วบริเวณ เป็นเสียงของร่างขนาดมหึมากำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
ในพุ่มไม้และเงาไม้สลัว ๆร่างของอสูรยักษ์รูปร่างคล้ายงู ปรากฏตัวขึ้นมันมีขาขนาดใหญ่สองข้างและลำตัวหนาแน่นด้วยเกล็ดสีน้ำตาลเข้ม
สัตว์อสูรตัวนี้มีชื่อว่า อสรพิษดิน
มันเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเต็มกำลังพยายามหลบหนีจากบางสิ่งที่มันไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าต้องหวาดกลัว
อย่างไรก็ตามร่างของมันเพิ่งเคลื่อนตัวได้เพียงไม่กี่เมตร
เงาดำสองสายก็พุ่งเข้ามาประกบซ้ายขวาอย่างแม่นยำ
เป็นหุ่นรบติดอาวุธทั้งสองตัวที่คอยติดตามหยุนโม่มาในภารกิจครั้งนี้
พวกมันยกแขนขึ้นจากข้อมือปรากฏปืนพกกลไกติดตั้งอยู่
ลำกล้องเย็นเยียบเล็งตรงไปยังบริเวณหัวของอสรพิษดินที่ดิ้นรนอยู่เบื้องหน้า
ปัง! ปัง!
เสียงลั่นไกดังขึ้นต่อเนื่อง กระสุนสองนัดพุ่งฉีกอากาศไปด้วยความเร็วสูง
เสียงกระสุนเจาะทะลุกะโหลกของอสูรอย่างแม่นยำ เลือดสีเข้มสาดกระเซ็น