ตอนที่ 17
แสงตะวันยามอัสดงสาดทอเป็สีเื อาบไล้ไปทั่วสมรภูมิเืที่บัดนี้เงียบสงัด สายลมร้อนพัดกรรโชกหอบเอากลิ่นคาวเืและกลิ่นสาบสางของมวลเนื้อที่ถูกแผดเผาคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ
บนผืนดินสีเข้มที่แห้งแล้งและแตกระแหงเป็รอยแผลเป็อัปลักษณ์บนโลก เหล่าอัศวินผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่สิบคนกำลังช่วยกันประคองร่างไร้ิญญาของเพื่อนร่วมรบมารวมกองกันอย่างระมัดระวัง
เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจส่งดวงิญญาวีรชนผู้ล่วงลับให้กลับสู่อ้อมกอดของพระเ้าอย่างสมเกียรติ เป็การมอบการอำลาครั้งสุดท้ายแก่พี่น้องร่วมสาบานที่ยอมสละชีพเพื่อหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเสียงสะอื้นไห้ บางศพมีสภาพเละเทะจนจำเค้าเดิมไม่ได้ แขนขาด ขาขาด หรือแม้แต่ศีรษะที่ถูกทุบจนแหลกเหลว
“โหดร้ายชะมัด…” โฮมูระพึมพำเสียงเครือ
นินจาสาวผู้บูชาเงินตราเหนือสิ่งอื่นใด…ยืนกอดอกมองภาพตรงหน้า ดวงตาเรียวรีคมกริบจับจ้องไปที่มือเปื้อนเืของอัศวินหนุ่ม
“ดูพ่อหนุ่มคนนี้สิ…ขนาดสิ้นลมไปแล้ว ยังกำแหวนหมั้นไว้แน่นยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก”
นินจาสาวเอียงคอเล็กน้อยพลางใช้ด้ามพัดเคาะเบาๆ ที่แหวนวงนั้น
“สงสัยคงวาดฝันหวานว่าจะได้กลับไปเข้าหอกับคนรักสินะ? แหม…น่าสงสารจริงเชียว”
เธอหุบพัดดัง ฉับ!! แล้วพรูลมหายใจยาวเหยียดพลางเล่นหูเล่นตาตามจริต
“อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบซื้อของแทนใจมาแทบตาย แต่ดันไม่ได้ใช้ซะนี่…ช่างเป็การลงทุนที่ ‘ขาดทุนย่อยยับ’ เสียจริง”
อริสาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มหน้าลงต่ำ ดวงตากลมโตมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นภาพบาดใจนั้น
“ถ้าพวกเรา…ถ้าโลกนี้ทุกคนหันหน้ามาคุยกันดีๆ ไม่ใช้ความรุนแรง เื่น่าเศร้าแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ?”
“หึ…ความคิดเพ้อเจ้อของพวกโลกสวย”
เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันดังแทรกขึ้นกลางวง ทำลายบรรยากาศโศกเศร้าจนพังทลาย
เซเวียร์เดินถือน่องไก่ย่างชิ้นโตที่ไปค้นเจอในเสบียงของพวกออร์คมาแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางกองศพและกลิ่นเื เขาแสยะยิ้มมุมปากพลางแทะน่องไก่ มองดูเหล่าอัศวินที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายด้วยสายตา ‘เรียบเฉย’ ราวกับเห็นเป็เื่ธรรมดาของโลก
“มองดูเศษเนื้อพวกนั้นแล้วสมเพชรึ? หรือกำลังเวทนา? ไร้สาระสิ้นดี”
“พูดแรงเกินไปแล้วนะคะ!! พวกเขาเพิ่งเสียเพื่อนไปนะ!!” อริสาหันมาแว้ดใส่
“แล้วไง?”
าาแวมไพร์ยักไหล่ ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยหมวกเหล็กบุบบี้เปื้อนเืที่ตกอยู่แทบเท้าจนกลิ้งหลุนๆ
“จงเชิดหน้าขึ้นซะ…นี่แหละคือหน้าที่ของ ‘กำแพงมนุษย์’ การตายเพื่อปกป้องอาณาจักรคือเหตุผลเดียวที่พวกเขาถูกฝึกมาให้จับดาบ”
เขากวาดตามองไปรอบๆ แล้วแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“พวกเ้าคงเคยได้ยินพวกนักปราชญ์ใจเสาะที่เกิดบนกองซากศพของผู้อื่นชอบพูดสินะ? ที่ว่าทำไมอาณาจักรต้องมีอัศวินมากมาย? สิ้นเปลืองงบประมาณ…ไม่ก็ควรยกเลิกกองทัพแล้วใช้ความรักเจรจากับศัตรู”
เซเวียร์กัดน่องไก่คำโต เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วชี้กระดูกไก่ไปที่ศพทหารนายหนึ่งที่ไส้ทะลักออกมา
“ช่างเป็ความคิดที่น่าขันของพวกที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง…พวกที่วันๆ เอาแต่วิ่งไล่จับผีเสื้อในทุ่งลาเวนเดอร์ โดยไม่เคยรู้เลยว่าข้างนอกกำแพงนั่นมีหมาป่าที่จ้องจะขย้ำคอหอยพวกมันอยู่ตลอดเวลา”
แววตาสีแดงฉานฉายแวววาวโรจน์เมื่อเอ่ยถึงสัจธรรมอันโหดร้ายที่อริสาอาจไม่เคยนึกถึง
“ที่พวกมันยังมีปากไว้พ่นคำพูดสวยหรูวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็เพราะมี ‘ผู้เสียสละ’ เหล่านี้คอยเอาเืเนื้อฉาบทาแผ่นดินไว้ให้พวกมันเหยียบยืนต่างหากล่ะ!!”
คำพูดนั้นไม่ได้ไพเราะเสนาะหู…แต่กลับดังสนั่นเข้าไปในหัวใจ และโอบอุ้มจิติญญาอันบอบช้ำของเหล่าอัศวินผู้รอดชีวิตได้อย่างน่าประหลาด
“ถ้าโลกนี้มันคุยกันรู้เื่ด้วยดอกไม้…พวกออร์คเมื่อกี้คงชวนพวกเ้าไปนั่งจิบชา แทนที่จะจ้องจะทุบกะโหลกพวกเ้าไปทำถ้วยเหล้า จริงไหมล่ะแม่สาวน้อย?”
“อะ…อึก…” อริสาเถียงไม่ออก ได้แต่ยืนอ้าปากพะงาบ…พะงาบ เพราะภาพความป่าเถื่อนที่เพิ่งเจอมากับตัวมันตอกย้ำว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริงอันโหดร้าย
“พอได้แล้วเซเวียร์…” จิณเดินแทรกเข้ามากลางวง
ใบหน้าสวยคมคายดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ละอองไอเวทสีขาวหม่นยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้วของเธอ หลังจากที่ต้องวุ่นรักษาคนเจ็บมาตลอด่เย็น
“ให้เกียรติคนตายบ้าง…ถึงปากเ้าจะเสียเยี่ยงสุนัข แต่ข้าก็เกลียดตัวเองนักที่เถียงเ้าไม่ออกสักคำ”
พาลาดินสาวถอนหายใจยาวอย่างปลงตก พลางสะบัดมือให้แสงเวทมนตร์ที่ปลายนิ้วเลือนหายไป
“ช่างเถอะ…แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้พวกเราต้องออกเดินทางแต่เช้า”
เธอมองไปที่มุมหนึ่ง เห็นการ์เน็ตนอนหลับน้ำลายยืดตายสนิทอยู่บนลังไม้ใส่เสบียงที่ปูผ้ารองไว้อย่างลวกๆ โดยไม่สนโลกสนภัยใดๆ ทั้งสิ้น
สภาพของช่างกลสาวดูเหมือนเครื่องจักรที่ขุมพลังมอดไหม้จนหยดสุดท้าย หลังจากที่ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการอดหลับอดนอนประกอบฉลามบุกทั้งคืน
กลางดึกคืนนั้น…แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบผืนดินแตกระแหง เสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกระงม ท่ามกลางความเงียบสงัด เงาร่างสองร่างกำลังนัวเนียกันอยู่ในมุมมืดหลังโขดหินใหญ่ ห่างออกไปจากแคมป์ของเหล่าอัศวินพอสมควร
“อื๊อออ~บะ…เบาๆ หน่อย…เ้าบ้า!!” จิณกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงคราง
สองมือเรียวของพาลาดินสาวยันผนังหินเย็นเฉียบเบื้องหน้าไว้แน่นเพื่อพยุงกายไม่ให้ทรุดลงไปกองกับพื้น ขณะที่สะโพกผายถูกยึดตรึงไว้ด้วยมือแกร่งจากทางด้านหลัง รองรับแรงกระแทกกระทั้นที่โถมเข้าใส่ไม่ยั้งอย่างหนักหน่วงและดิบเถื่อน
“เ้าจงใจกวนประสาทข้าใช่ไหม?”
จิณหอบหายใจ ใบหน้าแนบชิดกับผิวหินหยาบกร้าน
“พาข้ามาทำ…อึก…ในจุดเดียวกับที่ทำกับอริสาเนี่ยนะ?”
“อย่าคิดมากน่า…หินก้อนนี้มุมมันดี องศามันได้”
เซเวียร์กระซิบข้างหูพลางขบเม้มติ่งหูของเธอเบาๆ
“แถมกลิ่นอายของนางก็จางไปหมดแล้ว…ตอนนี้มีแต่กลิ่นของเ้าเท่านั้นแหละ”
พูดจบเขาก็สวนเอวสอบเข้าใส่ร่างบางอีกครั้ง ตอกย้ำความเป็เ้าของจนจิณต้องเชิดหน้าขึ้น…ปลดปล่อยความวาบหวามที่กรีดแทงไปทั่วทุกโสตประสาท
“เ้า…อ๊า…เ้าทำเกินไปแล้วนะ…เื่อริสาน่ะ…”
จิณพยายามรวบรวมสติพูดทั้งที่เสียงยังสั่นพร่า
“ยัยเด็กนั่น…ยังไม่ประสา…เ้าไปพรากความบริสุทธิ์นางหน้าตาเฉยแบบนั้นได้ยังไง?”
“หุบปากแล้วครางอย่างเดียวเถอะน่า…”
าาแวมไพร์สวนกลับอย่างไม่ยี่หระ มือหนาบีบเคล้นสะโพกมนอย่างมันมือ
“ดูผลลัพธ์สิ…ถ้าข้าไม่ ‘กระตุ้น’ นางแบบนั้น ป่านนี้พวกเ้าคงกลายเป็ของเล่นให้พวกออร์ครุมฉีกร่างไปแล้ว…นาง้าพลัง ข้าก็แค่ป้อนให้…สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นต้องดราม่า”
“ตะ…แต่ว่า…”
จิณพยายามจะแย้ง แต่คำพูดของเธอก็ต้องถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเซเวียร์ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางของบทรักอย่างกะทันหัน
เขาคว้าหมับเข้าที่เรียวขาขวาของพาลาดินสาวแล้วกระชากดึงขึ้นมาพาดไว้บนบ่าแกร่งของเขา การถูกบังคับให้เปลี่ยนท่าในชั่วพริบตาทำให้จิณต้องตะแคงกายและทรงตัวอย่างยากลำบากด้วยขาซ้ายเพียงข้างเดียวที่ยังยันพื้นดินแตกระแหงไว้
กลีบบุปผาขาวนวลถูกบดขยี้และเปิดเปลือยต่อหน้าจอมมารอย่างโจ่งแจ้งในท่วงท่าที่น่าอับอายและไร้ทางสู้
สภาพของพาลาดินสาวบัดนี้ไม่ต่างจากเหยื่อที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า ร่างกายของเธอสั่นคลอนโยกไหวไปตามจังหวะรุกรานที่เซเวียร์เป็ผู้บงการแต่เพียงผู้เดียว
ทว่าในความรู้สึกที่ถูกย่ำยีศักดิ์ศรี ลึกๆ ในใจเธอกลับสั่นสะท้านวูบวาบด้วยความเสียวซ่านที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
สัญชาตญาณดิบที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้เกราะอัศวินดูเหมือนจะตื่นตัวตอบรับความหนักหน่วงนั้นอย่างโหยหา ราวกับร่างกาย้ารสััที่ดุดันมาชะล้างภาพความตายและความหดหู่จากสนามรบให้เลือนหายไป
“ไม่มีแต่!!” เซเวียร์คำรามเสียงต่ำ
มือหนาทั้งสองข้างเลื่อนมาจับมั่นที่ขาขวาซึ่งพาดอยู่บนบ่าของตนไว้ราวกับคีมเหล็ก ก่อนจะโถมกายเข้าใส่บุปผางามที่เปิดเปลือยนั้นอย่างดุดัน
“วิธีการมันไม่สำคัญหรอกแม่คุณ…ผู้ชนะคือผู้ที่ยืนอยู่เป็คนสุดท้าย จำใส่กะโหลกไว้ซะ!!”
สิ้นคำประกาศิต เซเวียร์ก็เร่งจังหวะกระแทกกระทั้นรัวเร็วใน่สุดท้าย ส่งมอบ ‘น้ำทิพย์’ แห่งราชันเข้าไปสู่กายของพาลาดินสาวจนหมดสิ้น
“อ๊าาา~!!” จิณหวีดร้องเบาๆ
ร่างกายของเธอสั่นสะท้านพลางกระตุกเกร็ง เพื่อตอบรับขุมพลังมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาดั่งสายน้ำหลาก ช่วยเยียวยาจิติญญาที่อ่อนล้าจากการร่ายเวทฮีลต่อเนื่องหลายชั่วโมง
ความร้อนรุ่มที่วาบขึ้นในท้องน้อยช่วยปลุกเร้าให้ร่างกายที่เคยอ่อนเพลียกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง…เป็การเติมเต็มที่ทั้งทรมานและแสนหวานในเวลาเดียวกัน
เมื่อพายุอารมณ์สงบลง จิณทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าระหว่างขาของชายหนุ่ม เธอจัดการทำความสะอาดร่องรอยแห่งศึกรักให้เขาอย่างรู้งาน
ริมฝีปากนุ่มความใหญ่โตที่เริ่มสงบลงอย่างแ่เบา ดูดเลียทำความสะอาดจนเซเวียร์เผลอหลับตาพริ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม
“อา…ดี…แบบนั้นแหละ…รู้งานดีนี่นา” เซเวียร์เชิดหน้าขึ้น รู้สึกถึงชัยชนะที่หอมหวาน
แต่ทว่า…ในวินาทีที่เขากำลังประมาทที่สุดนั้นเอง
งับ!!
“โอ๊ยยย!!”
เซเวียร์สะดุ้งโหยงสุดตัว แหกปากร้องเสียงหลงเมื่อฟันคมๆ ของหญิงสาวขบกัดเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ที่ไร้การป้องกันของเขาอย่างจัง มันไม่ได้แรงจนเืสาด แต่ก็หนักหน่วงพอที่จะทำให้จุกจนหน้าเขียว
“ยัยบ้า!! ทำบ้าอะไรของเ้าเนี่ย!?”
าาปีศาจถึงกับเสียศูนย์ ร่างสูงใหญ่ขดตัวงอเป็กุ้ง มือทั้งสองกุมกล่องดวงใจไว้แน่น ใบหน้าที่เคยโอหังบิดเบี้ยวด้วยความจุกจนพูดไม่ออก
ต่อให้อึดเหนือกาลเวลาเพียงใด แต่การถูก ‘ขบสับ’ ลงบนเนื้อเยื่อที่เปราะบางที่สุดจากฟันคมๆ ของพาลาดินสาวนั้นก็ทำเอาโลกทั้งใบหมุนคว้างได้เหมือนกัน
จิณลุกขึ้นยืนช้าๆ เช็ดมุมปากด้วยท่าทางนางพญา จัดบิกินีสีขาวตัวจิ๋วและขยับชิ้นเกราะบางสีทองให้เข้าที่ ก่อนจะปรายตามองแวมไพร์หนุ่มที่ยังยืนตัวงอเสียอาการอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเ็าดุจน้ำแข็ง
“ถือซะว่าเป็ค่าปรับที่ทำอะไรโดยพลการ”
เธอแสยะยิ้มที่มุมปาก
“แล้วก็จำใส่กะโหลกหนาๆ ของเ้าไว้ด้วยนะเซเวียร์…ว่าในปาร์ตี้นี้ ‘ข้า’ คือผู้นำ…ครั้งหน้าถ้าจะทำอะไรแผลงๆ อีก ต้องผ่านการอนุมัติจากข้าก่อน เข้าใจไหม?”
พูดจบเธอก็สะบัดผมหางม้าสีทองให้พลิ้วไหวไปตามแรงอารมณ์ ก่อนจะหมุนกายเดินนวยนาดกลับไปยังแคมป์พักแรมอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้าาปีศาจยืนขบกรามแน่นจนสั่นสะท้าน
“บ้าเอ๊ย…ผู้หญิงยุคนี้มันเถื่อนชะมัด…ฝากไว้ก่อนเถอะแม่ตัวดี”
เมื่อแสงรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า ก็ถึงเวลาที่ ‘ปาร์ตี้หายนะ’ ต้องเคลื่อนพล
บรรยากาศยามเช้าไม่ได้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเหมือนเมื่อวาน หากแต่เปี่ยมไปด้วย ‘ความเคารพยำเกรง’ ที่เหล่าผู้รอดชีวิตมีต่อผู้มีพระคุณ
เหล่าอัศวินต่างพากันมายืนเข้าแถวรอส่งอย่างเป็ระเบียบ แววตาของพวกเขาสะท้อนความซาบซึ้งและศรัทธาอย่างแรงกล้า โดยเฉพาะต่อจิณและอริสาที่เป็ดั่งแสงสว่างฉุดรั้งพวกเขาขึ้นมาจากปากเหวแห่งความตาย
อัศวินนายหนึ่งที่แขนข้างซ้ายยังพันผ้าพันแผลสีขาวไว้ ก้าวออกมาเป็ตัวแทนของทุกคน เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความสั่นเครือจากก้นบึ้งของหัวใจ
“พวกข้าไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดมาตอบแทน…ชีวิตที่เหลือรอดมาได้นี้ คือหนี้บุญคุณที่ไม่อาจประเมินค่าได้”
เหล่าอัศวินต่างกุลีกุจอจัดเตรียมเกวียนไม้เนื้อแข็งพร้อมเสบียงอาหารและน้ำสะอาดมามอบให้อย่างเต็มใจ เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณครั้งสุดท้าย ก่อนจะจูงบังเหียนอาชาสีดำรูปร่างกำยำเดินเข้ามา
“ส่วนนี่คือสิ่งมีค่าที่สุดที่พวกเราเหลืออยู่…อาชาทมิฬตัวเดียวที่รอดชีวิตมาได้”
“เสร็จข้า!!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงแนะนำสรรพคุณ โฮมูระก็ะโสวนขึ้นมาทันควัน ร่างเพรียวบางดีดตัววูบเดียวขึ้นไปนั่งไขว่ห้างบนหลังม้าตัวใหญ่อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งจ้องจังหวะนี้มานานแล้ว
“ข้าจะรับหน้าที่ขี่ม้าเร็วตัวนี้เอง!! พวกเ้านั่งเกวียนอืดอาดนั่นไปซะ!!”
“นี่…โฮมูระ~ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ?”
อริสาชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างเกวียน เอียงคอเล็กน้อยพร้อมส่งยิ้มขี้เล่น
“ขี่ม้าคนเดียวมันเหงาน้า…มานั่งเบียดกันในนี้ดีกว่าน่า สนุกกว่าตั้งเยอะ!!”
“ม่าย~ได้~หรอก!!”
โฮมูระยกพัดที่หุบอยู่ขึ้นมาส่ายไปมาตรงหน้าเป็เชิงปฏิเสธเสียงแข็ง
“ขืนข้าไปนั่งสบายในนั้น แล้วเกิดจิณสบโอกาส ‘ชิ่งหนี’ ไปพร้อมกับม้าเร็วตัวนี้…”
นินจาสาวหรี่ตามองจิณอย่างระแวงเกินเหตุ พลางใช้มือตบลงที่บั้นท้ายกลมกลึงซึ่งโผล่พ้นบิกินีสีแดงเว้าสูงดัง เพียะ!! จนเนื้อนวลขาวผ่องกระเพื่อมไหวเบาๆ อย่างยั่วยวน
“หนี้ก้อนโตของข้าก็สูญวับไปกับตาน่ะสิ…เื่เงินเื่ทองน่ะ ไว้ใจใครไม่ได้หรอก!!”
สุดท้ายการเดินทางอันทุลักทุเลก็เริ่มต้นขึ้น
จิณอาสาขึ้นไปกุมบังเหียนเป็คนขับเกวียนด้วยตัวเอง เพื่อให้สมาชิกคนอื่นได้มีโอกาสพักผ่อนเก็บแรง
ทว่าบรรยากาศภายในเกวียนกลับห่างไกลจากคำว่า ‘สงบสุข’ ลิบลับ
เซเวียร์นั่งเอกเขนกวางท่าราวกับาาที่กำลังถูกรบกวนเวลาส่วนตัว เมื่ออริสาขยับเข้ามานั่งเบียดจนไหล่ชนกัน พลางจิ้มผลไม้ส่งไป ‘ยัดเยียด’ ที่ปากของเขาและชวนคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุดด้วยรอยยิ้มสดใส โดยไม่สนเลยว่าอีกฝ่ายจะทำหน้าบอกบุญไม่รับแค่ไหน
ในขณะที่มุมหนึ่งของเกวียน การ์เน็ตกำลังนั่งขัดสมาธิ จ้องหน้าปืนลูกซองสั้นในมือด้วยแววตาเป็ประกายวิบวับราวกับมองตุ๊กตาตัวโปรด ก่อนจะเริ่มเปิดฉากโต้เถียงกับอาวุธในมืออย่างออกรส
“โอ๋ๆๆ อย่างอแงสิ ‘เ้าตัวเล็ก’ รู้ว่าหิว แหม…ก็ดูปากกระบอกเล็กๆ น่ารักทั้งสองรูนี่สิ น่าเอาลูกปืนยัดเข้าไปจริงๆ หา…อะไรนะ? ไม่อยากกินลูกปืน? อยากกินหัวพวกออร์คเหรอ? โธ่…เด็กดื้อ!! เดี๋ยวแม่ก็จับแยกชิ้นส่วนซะหรอก!!”
เสียงโวยวายของการ์เน็ตผสานกับเสียงหัวเราะร่าเริงของอริสาดังลอดออกมาจากเกวียนตลอดทาง สร้างบรรยากาศพิลึกพิลั่นที่ทำให้ความตึงเครียดของารอบกาย กลายเป็เพียงเื่เล่าขานที่ไม่มีความหมายใดๆ ต่อกลุ่มคนประหลาดกลุ่มนี้เลยแม้แต่น้อย