(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย

    ตอนที่ 40 เจ้าเมืองหนานปิง

            ภายในจัตุรัสกลางเมือง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก


            เสียงพูดคุยจอแจดังไปทั่วทุกทิศ ผู้คนต่างจับจองพื้นที่รอบลานประลอง


            บ้างก็ปีนขึ้นไปบนจุดสูงเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังใจกลางของจัตุรัส ด้วยความตื่นเต้น


            กระทั่งในที่สุด บริเวณหนึ่งของฝูงชนก็เริ่มแหวกทางออก


            “พวกเขามาแล้ว!”


            เสียงร้องอุทานดังขึ้น คนของตระกูลโอวหยาง นำโดยโอวหยางเฉินได้ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม


            ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ร่างอ้วนท้วมของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยอำนาจ


            ขณะที่บรรดาผู้ติดตามของเขาก็ล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับสูง ส่งให้ภาพลักษณ์ของตระกูลโอวหยางดูยิ่งใหญ่มากขึ้น


            แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฝูงชนมากที่สุด ไม่ใช่โอวหยางเฉิน—หากแต่เป็นบุคคลที่เดินตามหลังเขามา


            “นั่นมัน.. ศิษย์ของนิกายวายุโลหิต!?”


            “พระเจ้าช่วย! ชายคนนั้นดูแข็งแกร่งมาก!”


            “ไม่ๆ ศิษย์หญิงคนนั้นงดงามยิ่งนัก! นางจะเป็นตัวแทนของตระกูลโอวหยางอย่างนั้นหรือ!?”


            เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่หยุด หลี่เทียและหย่าเฟย ศิษย์ของนิกายวายุโลหิต ก้าวเดินมาพร้อมกับความมั่นใจ


            ใบหน้าของพวกเขาฉายชัดถึงความภาคภูมิ เหนือกว่าผู้คนธรรมดาทั้งหมดในที่นี้


            โอวหยางชิง บุตรชายของโอวหยางเฉิน ซึ่งเป็นศิษย์นอกของนิกายวายุโลหิตก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ถูกจับตามอง


            “เขาสามารถเข้าร่วมนิกายวายุโลหิตได้ อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด!”


            “ตระกูลโอวหยางมีคนเช่นนี้อยู่ อนาคตต่อไปย่อมต้องรุ่งเรืองขึ้น!”


            ขณะเดียวกัน ฝั่งตรงข้ามก็เริ่มเกิดเสียงคึกโครมขึ้นเช่นกัน


            “พวกเขามาแล้ว!”


            คนของตระกูลตงได้ก้าวเดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ


            นำโดยตงจาง ชายร่างอ้วนที่เดินไปแต่ละก้าว ไขมันก็พลิ้วไหวตามแรงเหวี่ยงของร่างกาย ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


            ขณะเดียวกัน พวกของตงหยูก็เดินอยู่เคียงข้างบิดาของตน รวมถึงหัวหน้าทหารรับจ้าง และเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลตงนับสิบ


            【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความประหลาดใจจากปุถุชน ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】


            【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความประหลาดใจจากปุถุชน ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】


            【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความ .... 】


            ทว่าบุคคลที่สะดุดตามากที่สุด ไม่ใช่ตงจางและไม่ใช่ตงหยู แต่เป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวพาดดำ


            ชายคนนี้มีใบหน้าอันหล่อเหลา เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกมัดเป็นทรงหางม้าอย่างเรียบร้อย


            ฝ่ามือข้างหนึ่งของเขาพนมอยู่ที่กลางอก พร้อมมุมปากที่กำลังเผยรอยยิ้มบางๆ


            ท่วงท่าอันสงบนิ่งของเขา ทำให้บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันฮือฮา


            “เขาเป็นใครกัน!? ตัวแทนของตระกูลตงเรอะ?”


            “บุคลิกแบบนี้.. ไม่ใช่ผู้ฝึกตนพเนจรทั่วไปแน่!”


            “สัมผัสนี่มันอะไรกัน อายุของเขายังดูน้อยอยู่เลย แต่ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่ง!


            ภายในจัตุรัสที่เคยเต็มไปด้วยเสียงจอแจ บัดนี้กลับเงียบสงัดไปชั่วขณะ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังบุรุษผู้มีนามว่า—เทียนจุน


            ในตอนนี้ การมาถึงของทั้งสองตระกูลได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งอาณาเขต


            ผู้คนที่จับจ้องต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส โดยเฉพาะเรื่องของ "ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร" ที่ตระกูลตงส่งมาเป็นตัวแทน


            “ข้าเดาว่าคงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคน หรือไม่ก็ชายชราที่มีประสบการณ์โชกโชนแน่ๆ”


            “นั่นสิ ถ้าจะให้มาสู้กับศิษย์ของนิกายวายุโลหิต คนผู้นั้นต้องแข็งแกร่งไม่น้อย!”


            แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงของบุคคลปริศนา คำพูดเหล่านั้นก็พลันหยุดลง เพราะผลลัพธ์ที่ออกมามันช่างผิดคาด


            แทนที่จะเป็นชายวัยกลางคนผู้มากประสบการณ์ หรือปรมาจารย์ชราผู้ลึกลับ กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้มีอายุอ่อนเยาว์


            และที่สำคัญชายที่มีชื่อว่าเทียนจุนคนนี้ ดูจะมีอายุน้อยกว่าศิษย์ของนิกายวายุโลหิตเสียอีก!


            “เรื่องจริงเรอะ!?”


            “ข้าว่าไม่ใช่หรอกมั้ง!?”


            “แต่มองดูหัวหน้าตระกูลตงสิ ท่าทางมั่นใจยิ่งนัก”


            เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอีกครั้ง บ้างเต็มไปด้วยความสงสัย บ้างเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสัมผัสได้คือ


            ชายหนุ่มที่ชื่อเทียนจุนนั้น ไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย!


            ขณะเดียวกัน โอวหยางเฉินที่เดินนำหน้าก็หยุดฝีเท้า ก่อนจะจ้องมองตงจางด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย


            “ไอ้แก่ตงจาง เจ้ากล้าส่งเด็กหนุ่มเช่นนี้ลงประลอง?”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างน่าขันยิ่งนัก! หรือว่าเจ้าถอดใจแล้ว?”


            น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ทว่าตงจางกลับไม่ตอบโต้ในทันที


            เขาเพียงแค่ยืนกอดอก ยิ้มออกมาอย่างใจเย็น ก่อนจะค่อยๆยกนิ้วมือขึ้นมาลากผ่านลำคอตนเอง


            ท่าทางเช่นนี้ ช่างเป็นการยั่วยุอย่างร้ายกาจ!


            โอวหยางเฉินที่เห็นถึงกับคิ้วกระตุกทันที


            “ดี! ดีมาก!”


            แววตาของเขาเปล่งประกายแห่งความโกรธ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หลี่เทียซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง


            “นายน้อยจัดการให้ข้า อย่าให้มีอะไรผิดพลาด!”


            หลี่เทียหัวเราะหยัน ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนลานประลอง พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอำมหิต


            “มาสิไอ้ขยะ เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่รับปากเข้าร่วมการประลองนี้!”


            แต่ก่อนที่การประลองจะได้เริ่มต้นขึ้น เสียงอันทุ้มลึกของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น


            “พวกเจ้าจะรีบร้อนไปทำไมกัน?”


            “ข้ายังไม่ได้เริ่มพิธีอย่างเป็นทางการเลยนะ”


            ทันทีที่เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งลานประลอง


            บรรยากาศที่ร้อนแรงกลับพลันเงียบสงัดลง ทุกสายตาต่างหันไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังมา


            ก่อนที่กลุ่มคนอีกนับสิบจะปรากฏตัวขึ้นบริเวณที่นั่งอันสูงส่ง ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ


            บุคคลที่เดินนำหน้ามาคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง


            เขามีหนวดเคราสีดำแซมเทา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม และดวงตาเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ร่างกายของเขาสูงใหญ่ สมส่วน ท่าทางดูแข็งแกร่งมั่นคง ทุกย่างก้าวที่เดินมานั้นเต็มไปด้วยพลังราศีอันน่าเกรงขาม


            ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือทั้งสองไพร่หลังเอาไว้ ราวกับไม่ได้สนใจสิ่งใด


            เมื่อมาถึง เขาก็ขึ้นไปนั่งยังที่นั่งอันทรงเกียรติ ขณะที่องค์รักษ์ในชุดเกราะสีดำ นับสิบคนยืนล้อมรอบเป็นรูปขบวนอย่างเป็นระเบียบ


            จากนั้นไม่นาน ชายร่างผอมแกร่งในชุดคลุมสีเทาก็กระโดดลงมายังลานประลอง พลิ้วไหวราวกับใบไม้ต้องสายลม


            ทุกคนในที่นั้นย่อมรู้ดีว่าเขาคือใคร ผู้ตัดสินการประลองครั้งนี้!


            “ท่านเจ้าเมือง!”


            เสียงเรียกขานดังขึ้นพร้อมกันจากโอวหยางเฉิน ตงจาง และบรรดาผู้คนของทั้งสองตระกูล รวมถึงฝูงชนรอบด้าน


            ท่านเจ้าเมืองหนานปิง มองไปยังพวกเขาก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย


            “ไม่ต้องมากพิธีการ!”


            น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ


            เพียงแค่คำพูดสั้นๆก็สามารถทำให้บรรยากาศกดดันคลายลงได้ในทันที


            บัดนี้ การประลองแห่งเกียรติยศและเดิมพันอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองตระกูล กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย ที่คุณอ่าน