“ภามม์ อย่าทำแบบนั้นนะ!!!”
กึก
ภามม์หยุดชะงักที่ข้างตึกก่อนถึงประตูหลังผับร่างสูงของใครบางคนยืนพิงผนังกำแพง สูบบุหรี่ และพ่นควันฟุ้งลอยในอากาศ
เขาทิ้งบุหรี่ลงพื้นก้าวเท้าออกมาจากมุมมืด ผมสีทองเด่น ใบหน้าสไตล์ลูกครึ่งยุโรปและแวววตาที่แข็งไม่มีความรู้สึกใดๆ นั้น ทำให้รู้ว่าเจฟยืมมองเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอด
ภามม์ก้าวยาวๆ เพียงสองเก้าก็ถึงตัวเจฟ ทั้งคู่มองหน้ากันอีกคนแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกธร ส่วนอีกคนกลับเฉยชาเหมือนเขาไม่รู้สึกดีใจหรือเสียใจอะไรทั้งนั้น
“ไอ้เจฟ กูกับปิ่นระ…”
“กูรู้”
“!..”
“กูรู้...ว่ามึงจะพูดอะไรภามม์”
“มึงรู้แล้วมึงยังจะแย่งปิ่นไปจากกูอีกหรอ”
“แย่ง หึๆ” เจฟหัวเราะอย่างเยือกเย็นออกมา
“….”
“คนทำให้เสียโอกาสคือตัวมึงเองไม่ใช่หรอ”
“…..”
“มึงเดาไม่ได้จริงๆ หรอว่าทำไมพ่อแม่พวกเราถึงจับเรามารวมกลุ่มกัน”
“…..”
“…สักวันเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่กู มึง หรือปิ่นมุกแต่มันคือเรื่องของครอบครัว ทุกอย่างวางไว้ตั้งแต่มึงอยู่ในท้องแม่มึงแล้ว”
“กูไม่สน! เหตุผลอะไรช่างแม่ง”
“….”
“มึงไปยกเลิกงานแต่งนั่นซะถ้ามึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่”
“ภามม์ เพราะว่า ‘เพื่อน’ กูจะบอกอะไรให้มึงอย่าง”
“….”
“….เรื่องรักวัยใส ชีวิตวัยมหา’ลัยมันจบไปแล้วว่ะ นี่ต่างหากคือชีวิตจริง”
“ไอ้เจฟ!! ปิ่นเป็นเมียกู”
“ถ้ามึงอยากได้คืนมึงก็ไปเคลียร์กับพ่อแม่มึง พ่อแม่กู แล้วก็พ่อปิ่นเองซิ”
“…”
“กรอดดดด…..”
ภามม์กัดฟันจนเสียงรอดออกมาเขากำหมัดไว้แน่นเพื่อสยบความโกธรที่กำลังปะทุจนแทบอยากจะฆ่าคนทั้งสองให้ลงนรกไปด้วยกัน เจฟก้าวเพียงหนึ่งก้าวใบหน้าชายทั้งสองห่างกันแค่คืบ แววตาดั่งเสือสองตัวที่กำลังจะฟัดสู้กันฉายขึ้นอย่างไม่มีใครยอมใคร
“ต่อให้เจรจาไปสุดท้ายแล้วปิ่นจะเอามึงไหม นั่นก็อีกเรื่อง ..ซึ่งคำตอบนั้น มึงก็ได้ไปแล้วนิ”
เจฟยิ้มมุมปากแสดงความเป็นผู้ชนะเดินกระแทกไหล่ภามม์ออกมาทางฉัน เขาคว้าข้อมือที่ยังแดงและช้ำจูงไปอีกทาง
ณตอนนี้คนที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภามม์ แต่เป็นเจฟ เพราะความเงียบของเขามุมที่ไม่เคยเปิดรับใคร ทำให้เขากลายเป็นจุดสูงสุด ที่ใครก็เอื้อมไม่ถึง คาดเดาคำตอบจากสีหน้านั้นไม่ได้เลยและตามที่เขาพูด
…รสชาติของชีวิตผู้ใหญ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
----------------------------------------------------------------------------------------------
เจฟกึ่งลากกึ่งจูงฉันกลับมาที่ลาดจอดรถvip ฉันไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรหรือกำลังจะทำอะไร ร่างสูงที่มองเห็นเพียงด้านหลังนั้นนิ่งและเงียบจนน่าอึดอัดเสียงลมหายใจที่หนักนั้นบอกเพียงหนึ่งสิ่งว่าเขากำลังอารมณ์เสียอยู่
ตุ้บ
“อ้ะ เจฟ… ฉันเจ็บ”
เขาเหวี่ยงฉันเข้ารถจนหัวกระแทกขอบเบาะเพียงหันตัวมาเพื่อเผชิญหน้า เขากลับทาบตัวขึ้นคล่อมและระบายอารมณ์โกธรกับร่างกายฉัน
เคว้กกกกกก
“กรี้ดดดด เจฟ ฮืออออ”
เขาเป็นดั่งเสือร้ายไม่ต่างจากภามม์เลยเพียงเวลาห่างกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันต้องเผชิญกับการกระทำที่หยาบช้าซ้ำสองลมหายใจเจฟร้อนดั่งเปลวไฟ จมูกโด่งนั้นซุกสูดกลิ่นในซอกคอ กัดเม้มผิวบางบนเนินอกโดยไม่สนเสียงกรีดร้องที่ทรมานของฉัน
“ฮืออออ เจฟ ได้โปรด …ฉันเป็นเพื่อนนายนะ!!!”
คำว่า ‘เพื่อน’ ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อเจฟทิ้งร่างหนักๆ ของเขาลงทับฉัน เอ่ยเสียงทุ้มที่เย็นไปถึงขั้ววิญญาณ
“ตอนมันทำ เธอยินดีถ่างขาให้พอเป็นฉัน เธอกลับใช้คำว่า เพื่อน งั้นหรอ”
“ฮึก เจฟ… ฉันขอโทษ”
เจฟนั่งนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่จะเดินออก คว้าบางอย่างที่ท้ายกระโปรงรถหรูแล้วไปยืนที่หน้ารถฉันมองการกระทำนั้นด้วยความหวาดหวั่น สิ่งที่เขากำลังถือนั้น มันคือไม้เบสบอลที่ทำจากเหล็กร่างเล็กที่สั่นสะอื้นเปี่ยมไปด้วยความกลัวชายตรงหน้าแววตาของเขาไม่ใช่เจฟที่ฉันรู้จัก ก่อนที่มือใหญ่จะง้างขึ้นและ…
ปั้ง เพล้งงงงง
“กรี้ดดดดดดดดด”
ปั้ง เพล้งงงง ครืดดดดดด
“ฮือออ เจฟ ได้โปรด กรี้ดดดด”
ตุ้บ ครืดดดดด เพล้ง
“กรี้ดดดดดเจฟ ฮืออออ ฉันกลัวกลัวแล้ว ฮือออออ”
ฉันกรีดร้องอย่างคนสิ้นหวังมันเหมือนตกหุบเหวนรกที่ไม่มีใครช่วยได้ เศษกระจกกระเด็นบาดผิวขาวเนียนเป็นแผลเล็กแผลน้อยหลายสิบแผล คนตรงหน้าคลั่งจนลืมความใจดีของเขา เจฟกลายเป็นสัตว์ร้ายชนิดที่ฉันไม่เคยฝันถึง
ร่างสูงเดินวนทุบรถรอบคันกระจกข้างของรถหรูที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแรงที่สุดในโลก แตกละเอียดด้วยฝีมือเขาไม้เบสบอลเหล็กถูดฟาดซ้ำๆ ที่กระโปรงหน้ารถไม่สนคนด้านในว่าจะหวาดกลัวตัวสั่นเพียงไหน
เคร้งงงง
เมื่อระบายจนพอใจเขายืนตัวหอบมองฉันเขม็งด้วยความโกธรจากนั้นใช้มือที่มีแต่เลือดหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จุดสูบพ่นควันฟุ้งฟ้าเขาหันหลังให้ภาพน่าเวทนานั้น จากนั้นไม่นานเขาก็โทรหาใครบางคนก่อนจะเดินหายออกไปในมุมมืดโดยไม่หันกลับมามองอีก
ทั้งๆ ที่ร่างกายอยากจะวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือใครสักคนแต่ฉันกลับนั่งนิ่งมองไปยังเบื้องหน้า ฉายภาพที่น่ากลัวนั้นซ้ำๆ ดั่งกลับถูกฝังรากลึกไว้ในใจกว่าพักใหญ่ก็มีรถหรูอีกสองคันขับเข้ามาใกล้ ผู้ชายร่างบึก 3 คนรีบปรี่วิ่งเข้ามาเรียกชื่อฉันซ้ำๆ เพื่อคืนสติแล้วรีบเอาผ้าคลุมตัวให้ฉันพาออกจากนรกแห่งนี้
คนพวกนั้นที่ดูจากสีเสื้อและโลโก้ที่ปักติดกับสูท เดาได้ไม่ยากว่าเป็นคนของฝั่งบ้านเจฟพวกเขาพาฉันมาส่งที่บ้าน ทันทีที่เท้าเปล่าแตะพื้นคนรับใช้มากมายต่างร้อนรนตกใจวิ่งเข้ามาหาฉัน
“คะ คุณหนู ตายแล้วเกิดอะไรขึ้นคะ”
“ฮึก….”
“รีบขึ้นห้องเถอะค่ะคุณท่านเห็นต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่”
หัวหน้าแม่บ้านค่อยๆพยุงฉันก้าวเดินช้าๆ ขึ้นไปชั้นบน แผลเลือดซิบที่ผิวขาวถูกรักษาอย่างดี ฉันอาจจะยังมีบุญอยู่บ้างที่นอกจากจะเป็นแค่รอยถลอกบวมช้ำก็ไม่มีอะไรร้ายแรงแล้วยกเว้น…จิตใจ
ตั้งแต่กลับมาบ้านจนเกือบสองสัปดาห์ฉันไม่ก้าวออกจากห้องเลย สาวใช้ผลัดเปลี่ยนเวียนเอาอาหารมาให้ทั้งๆที่มีแต่อาหารหรูเลิศรสของโปรด ฉันก็ไม่มีความรู้สึกอยากจะกินเลยสักนิด
พ่อเข้ามาดูสภาพฉันที่ห้องไม่มีคำพูดใดออกมาจากปาก ไม่มีการด่าทอ ไม่มีการปลอบใจมีเพียงเสียงถอนหายใจหนึ่งครั้ง แล้วท่านก็เดินออกไปเลย ฉันเดาได้ว่าพ่อคงรู้เหตุการณ์นั้นแล้วฉันไม่สนว่าท่านจะแก้ปัญหาหรือไม่ อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วท่านก็ไม่ยอมยกเลิกการแต่งงานในครั้งนี้
ในระหว่างการพักตัวพักใจนี้มีความโชคดีที่พ่อมีงานรับเสด็จควีนที่อเมริกา จะกลับในวันพรุ่งนี้ทำให้ฉันห่างจากความเครียดไปได้พักใหญ่ มุมที่ได้อยู่กับตัวเองทำให้ฉันมีเวลาคิดพิจารณาและตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่าง ในเมื่อชีวิตต้องเป็นเช่นนั้น…ถ้าพ่อกลับมาแล้วฉันจะลองเสนอเงื่อนไขดู
-------------------------------------------------------------------------------------------
ก็อกๆๆ
“เข้ามา..,.”
แกร้ก
“พ่อคะ”
“มีอะไร”
“คือหนู …มีเรื่องอยากขอพ่อ”
“ฉันยกเลิกงานแต่งไม่ได้”
คำตอบของพ่อแม้จะทำให้ฉันเจ็บและผิดหวัง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะถามเขาในตอนนี้
“หนูไม่ได้..มาเพราะเรื่องนี้ค่ะ”
“งั้นอะไร” พ่อเงยหน้าขึ้นจากเอกสารมาจ้องฉันอย่างสงสัย
“คือหนู….อยากไปเรียนต่อนอก”
“…..”
“แค่ 3 ปี”
“พอบอกว่ายกเลิกไม่ได้แกก็หลีกเลี่ยงไปทางอื่น เพื่อยื้อเวลาไปงั้นสิ”
“ไม่ใช่ค่ะ…”
“….”
“หนูแค่อยากเตรียมใจสำหรับ…เรื่องต่างๆ”
“ไม่ต้องห่วงทางนั้นขอเลื่อนวันแต่งไปแล้ว”
“คะ?”
“เจฟขอเวลาไปเรียนโท MBHที่เมริกา ฉันกำลังจะบอกแกเรื่องนี้”
“…..”
“เพราะงั้นถ้าจะไปเรียนต่ออีกคนก็ตามใจแต่มีเงื่อนไข…”
“งะ เงื่อนไข…”
“หลังจากการตามใจครั้งนี้แกกลับมา ต้องเชื่อฟังฉันทุกอย่าง”
“….”
“ถ้าแกรับได้ฉันจะอนุญาติให้แกไป”
แม้ความอึดอัดจะเพิ่มพูลขึ้นเป็นกองเงื่อนไขนั้นเป็นข้อผูกมัดฉันไปทั้งชีวิต ถึงต่อให้เสียผลประโยชน์ที่จะอิสระไปแต่ยังไงซะ ฉันก็ไม่มีทางเลือกอะไรอยู่แล้ว
“ค่ะหนูจะเชื่อฟังพ่อทุกอย่าง”
เพียงระยะเวลาไม่เกิน3 วันพ่อใช้เส้นสายจัดการธุระเรื่องฉันให้เสร็จสับ ตั๋วเครื่องบินพาสปอร์ตและเอกสารสถานที่ศึกษาแห่งใหม่ถูกวางไว้ให้เรียบร้อย ไม่มีการอำลาไม่มีคำอวยพร มีเพียงคนขับรถ 2 คนที่มาขนของให้ฉันจนถึงหน้าประตูเกต
“กลับกันได้แล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ขอให้เดินทางปลอดภัยนะครับคุณหนู”
ฉันยิ้มเล็กๆแทนคำขอบคุณก่อนจะหันเข้าเกตเพื่อขึ้นเครื่อง
‘ถ้าเลือกได้ฉันคงไม่กลับมาอีกแล้ว….’