บทที่ 7
ผู้ดูแลบัญชี
“ บัญชีโรงสุรา… ” ซูฉีย้อนถามอีกครั้ง ดวงตาของนางมองไปที่เถ้าแก่จื่อเพื่อย้ำถาม
นางเพิ่งเข้ามาทำงานภายในโรงสุราแห่งนี้ได้เพียงแค่ไม่กี่วัน เหตุใดนายหญิงจื่อถึงอยากให้นางดูแลบัญชีของโรงสุรา
“ เหตุใดตัวของท่านนายหญิงถึงอยากให้ข้าดูแลบัญชีงั้นรึเ้าคะ? ”
“ เ้าเป็คนพูดเองว่าเ้าเป็หนังสือแล้วก็มีความรู้ ถ้าเ้าจะไม่ทำงานนี้แล้วจะให้ผู้ใดเป็คนกระทำ ”
“ ภายในเมืองแห่งนี้เป็เมืองชายแดนเมืองชนบทแบบนี้ คนที่มีความรู้ในด้านการเขียนหรือว่าอ่านน้อยนัก ”
“ เ้าเดินทางมาจากเมืองหลวงความสามารถในการเขียนอ่านย่อมเป็สิ่งสำคัญ ”
“ ถ้าจะให้เ้ามามัวแต่ยกของอยู่หลังร้านก็เสียดายความสามารถไปโดยเสียประโยชน์ ”
“ เพราะแบบนั้นข้าอยากให้เ้ามาดูแลบัญชีโรงสุราแห่งนี้”
“ ผู้ที่ดูแลบัญชีโรงสุราแห่งนี้ป่วยหนักจึงต้องเดินทางไปกลับเมืองหลวงเพื่อรักษาตัวพอดี ” จื่อหรานใช้มือหยิบพู่กันแล้วขีดเขียนบางอย่างลงในกระดาษ
ซูฉีมองอยู่สักพัก ก่อนที่นายหญิงจื่อจะยกกระดาษนั้นขึ้นมา กระดาษถูกยกขึ้นมามองเห็นสัญญาจ้างภายในนั้น
ซูฉีรับมันเอาไว้อย่างเบามือ นางมองสัญญาจ้างภายในมือของตน พบเห็นว่าสัญญาจ้างนี้มีค่าแรงที่สูงขึ้นถึงสองเท่า
“ สี่สิบเหรียญทองแดงต่อวัน!!! ” สาวน้อยวัยสิบแปดปีใบหน้าแตกตื่นมองเห็นจำนวนเงินที่มากขึ้น
ค่าแรงที่สี่สิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งวันเทียบเท่ากับว่ามากกว่าค่าแรงคนยกของถึงสองเท่า ถึงแม้ว่าจะดูแปลกประหลาดที่เข้ามาทำงานเพียงไม่กี่วันก็ได้รับความไว้วางใจในการดูแลบัญชี
แต่ว่าจำนวนเงินมากมายเท่านี้ มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านางต้องรับตำแหน่งนี้ไว้
“ ใช่!!! สี่สิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งวัน ”
“ นั้นคือค่าแรงของผู้ที่อ่านเขียนได้ ภายในเมืองแห่งนี้งานเช่นนี้มีไม่มาก หรือเ้าจะไม่รับมันไว้ ”
ซูฉียิ้มรับอย่างเต็มใจ “ รับเ้าค่ะ!!! ”
มีคนมอบงานที่มีค่าตอบแทนสูงขนาดนี้ให้ มีเหตุผลอะไรที่ตัวของนางจะไม่รับมันเอาไว้ ตัวของนางย่อมต้องรับมันเอาไว้อยู่แล้ว
เพราะว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมา มันเทียบเท่าได้กับว่านางทำงานสองวัน มีเงินมากเท่าไหร่ยิ่งดีจะยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตภายในเมืองแห่งนี้ดี
“ เ้าเริ่มคุ้นชินกับเมืองแห่งนี้หรือยัง ” จื่อหรานถามสาวน้อยด้านหน้า
เป็ครั้งแรกเลยที่ชวนสนทนาเกี่ยวกับเื่อื่นที่ไม่ใช่เื่งาน ซูฉีแสดงแววตาประหลาดใจ ก่อนนางจะดึงสติกลับแล้วตอบ “ แน่นอนเ้าค่ะ!!! ”
“ ตอนนี้เริ่มทำความคุ้นชินและเข้าใจกับเมืองแห่งนี้ได้มากขึ้นแล้ว ”
ที่พูดไปเป็แบบนั้นจริงๆ หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในเมืองแห่งนี้เป็เวลาสักพัก ทำให้นางนั้นเริ่มคุ้นชินกับเมืองแห่งนี้มากขึ้น
และก็ได้มองเห็นว่าเมืองชายแดนแห่งนี้แม้ว่าจะห่างไกลความเจริญ แต่มันก็ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นคิดเอาไว้
หลังจากที่ตอบกลับไปแบบนั้นนายหญิงจื่อส่ายหน้าไปมา “ ไม่หรอกตัวของเ้ายังไม่คุ้นชินกับเมืองแห่งนี้ ”
“ เ้าเพิ่งเข้ามาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นจะบอกว่าคุ้นชินกับเมืองแห่งนี้ได้อย่างไร ”
“ เมืองแห่งนี้มีหลายสิ่งที่เ้าจำเป็จะต้องศึกษาอีกเยอะ ไม่เพียงเท่านั้นเ้ายังไม่เคยพบเจอาเลย ” แววตาอันทรงพลังจ้องมองมาที่ซูฉี
ซูฉีหยุดนิ่ง กล่าวถึงา นางยังไม่เคยพบเจอจริงๆนั้นแหละ ที่จริงแล้วคำบรรยายภายในหนังสือนิยายถูกบรรยาย
ว่าเมืองแห่งนี้บริเวณแถบชายแดนทางทิศตะวันออกมีาจากชนเผ่าและการรุกรานถึงอื่นอย่างไม่หยุด
ในตอนนี้คำถามที่ว่ามันเองก็ยังไม่สงบลง หลังจากที่เข้ามาอยู่ที่เมืองแห่งนี้ประมาณเจ็ดวันยังไม่เคยพบเจอาสักครั้ง
จะพูดว่านางคุ้นชินกับเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้
“ าเป็อย่างไรงั้นรึเ้าคะ? ” แววตาสงสัยและเต็มไปด้วยคำถามมองไปที่นายหญิงจื่อ
นายหญิงจื่อตอบกลับด้วยคำสั้นๆ “ เืและเสียงร้อง… ”
“ เ้าไปได้แล้ว พรุ่งนี้ก็เริ่มทำงานใหม่ ” นางสะบัดมือไล่ซูฉี
ซูฉีพยักหน้าตอบกลับ จากนั้นก็ถอยออกมาจากห้องของนายหญิงจื่อ หลังจากก้าวออกมาจากห้องของนายหญิงจื่อ
“ เย้!!! ” เสียงะโดังขึ้นในใจ ซูฉีอยากจะะโขึ้นเพื่อแสดงความดีใจ แต่จำเป็ต้องรักษามารยาท
จะดีใจก็ไม่แปลก ในตอนนี้หน้าที่การงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้ดูแลบัญชีย่อมดีกว่าคนยกของเป็ไหนๆ
งานสบายกว่า เงินเองก็ดีกว่า เพราะแบบนั้นจะไม่ให้นางดีใจได้อย่างไร ซูฉีมองเห็นการก้าวหน้าของหน้าที่การงาน ในตอนนี้มีกำลังใจในการลงแรงทำงานมากขึ้น
หลังจากทำงานในวันนั้นเสร็จสิ้น ซูฉีและลี่ถังเดินทางกลับไปที่บ้านของพวกนางใน่เช้าตรู่
ภายในเมืองชายแดนแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านสีขาวใน่ยามเช้า อากาศรอบๆเต็มไปด้วยความเย็น แม้นี่จะไม่ใช่ฤดูหนาวแต่ใน่ราตรีอากาศก็เย็นอยู่ดี
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวเดินกลับบ้านของตนอยู่บนถนน ใน่เวลานี้ไม่อันตรายมากนัก เพราะว่ามีพวกผู้คนเริ่มทยอยเดินทางออกมาแล้ว
คนส่วนใหญ่จะตื่นเช้าเพื่อทำงาน เลยทำให้ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คน ถ้าเกิดมีพวกนางที่เป็หญิงสาวเพียงสองคนก็คงจะอันตราย
แต่ตอนนี้มีผู้คนมากมายก็ปลอดภัยระดับนึง ท้องนภาค่อยๆปรากฏแสงจากดวงอาทิตย์ ความเย็นและม่านหมอกยามราตรีที่ปกคลุมพื้นที่บริเวณรอบๆเริ่มจางหายไป
แสงจากดวงอาทิตย์้าสาดส่องลงมาด้านล่าง ซูฉีกำลังจะกลับเข้าไปภายในบ้านเพื่อพักผ่อนหลังจากทำงานมาตลอดทั้งราตรี
สัญญาณเตือนหนึ่งดังขึ้นมา
ตรึง!!! ตรึง!!! ตรึง!!! เสียงดังกังวานดังขึ้นจากบริเวณ้ากำแพงเมือง ทั้งสองที่ก้าวเดินเข้าไปภายในบ้านถอยหลังออกมาชะโงกไปมอง
ผู้คนทั่วทั้งเมืองได้ยินกันทั้งนั้น เสียงที่มันดังขึ้นมาคล้ายคลึงว่าจะเป็เสียงกลองผ้าขนาดใหญ่ที่ถูกตี
บริเวณกำแพงเมืองมีกลองผ้าขนาดใหญ่กลองหนึ่งที่ตั้งเอาไว้ ในตอนนี้มันถูกตีดังขึ้นด้วยทหารรักษาการณ์กำแพงเมือง
เมื่อมันถูกตีดังขึ้นเพื่อส่งสัญญาณออกมาแบบนี้ บ่งบอกว่าภัยอันตรายกำลังจะเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ทหารรักษาการณ์ของกำแพงเมืองใช้ไม้พายในมือของตนเองตีมันเพื่อส่งสัญญาณ
คนภายในเมืองเริ่มแตกตื่นเสียงของคนภายในเมืองพูดขึ้นมา “ พวกชนเผ่ามาอีกแล้ว!!! ”
“ รีบหาที่หลบเร็ว!!! ”
ภายในถนนใจกลางเมืองผู้คนมากมายวิ่งพลุ่งพล่าน ความอลหม่านปกคลุมภายในเมืองชายแดนแห่งนี้
ซูฉีใบหน้าเปลี่ยนสีรู้ทันควันว่าสถานการณ์ในตอนนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันคืออะไร “ อย่าบอกนะว่าา… ”
นายหญิงของนางเพิ่งบอกเกี่ยวกับเื่าเมื่อราตรีที่ผ่านมา ผู้ใดจะคาดคิดาที่นางได้ยินมามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้
เสียงกลองที่ตีดังขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งสัญญาณให้กับคนภายในเมืองหลวงรู้อยู่ก็หยุดลงเพราะบางอย่าง
ซูฉีที่ยืนอยู่หน้าบ้านของตนใช้ดวงตามองตรงไป บริเวณจุดนี้มองเห็นทหารผู้นั้นที่พยายามแจ้งข่าว
ธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาเสียบกลางหน้าอก ทหารผู้ตีกลองส่งสัญญาณให้กับคนภายในเมืองรู้ร่างกายกระเด็นตกลงมาจากที่สูงตายในทันที
นางเพิ่งเคยเห็นคนโดนฆ่าเป็ครั้งแรกต่อหน้าต่อตา ร่างกายถึงกับไม่สามารถขยับได้ ทันใดนั้นเองเสียงประตูเมืองขนาดใหญ่ถูกเลื่อนปิดลงจากทุกทิศทุกทางปิดกั้นข้าศึกที่กำลังเข้ามา
ความวุ่นวายเข้าปกคลุมภายในเมืองแห่งนี้ากับชนเผ่าที่ยืดเยื้อมาเป็เวลานานหลายปีกำลังจะมาถึงอีกครั้ง
เป้าหมายแรกในการโจมตีของพวกมันคือเมืองชายแดน ซูฉีจะรอดจากการต่อสู้ในครั้งนี้หรือไม่
จบบท
อย่าลืมกดติดตามให้กำลังใจนักเขียนด้วยน๊าๆๆ