จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 72 ภารกิจแรก ตอนที่ 4

    ดัสค์วิงกระจายตัวเข้าโจมตีจากหลายทาง ทำให้แนวป้องกันของนักศึกษาปั่นป่วนอย่างหนัก

    ขณะเดียวกัน แม้เฟอร์เรทธอร์นลดจำนวนลงไปกว่าครึ่ง แต่เฟอร์เรทเมทัลทั้งสามแทบไม่บาดเจ็บเลย โชคดีที่น้ำหนักตัวมากจนปีนรั้วไม่ไหว มันจึงได้แต่กัดแทะไม้ตรงฐานรั้วอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟันขบไม้ดังลั่นใต้เงากองไฟ

    “นิค! จะเอายังไงกับพวกค้างคาวนี่ดี?”

    คาเมเลียตะโกนลั่นขณะเปลี่ยนอาวุธจากธนูมาเป็นมีดสั้น เธอแกว่งมันต้านฝูงค้างคาวที่โฉบลงมารอบตัว เช่นเดียวกับนักต่อสู้ระยะประชิดอีกหลายคนที่กำลังพัวพันอยู่กับฝูงสัตว์อสูรกลางอากาศ

     

    พายุมีดที่นิโคลัสสร้างไว้เริ่มไร้ผล หลังฝูงค้างคาวกระจายตัวหลบหลีก มีเพียงไม่กี่ตัวที่โดนดูดเข้าไปในลมหมุน เขาไม่ลังเล รีบสั่งเสียงเข้ม

    “นักเวทสายฟ้า จัดการเฟอร์เรทเมทัลก่อน ได้ไหม?”

    “ข้าลองแล้ว!”

    เสียง ไรอัน แกลนดอน นักเวทสายฟ้าเพียงคนเดียวของห้องดังตอบกลับ

    “พลังข้าน้อยเกินไป มันไม่สะเทือนเลย!”

    “เจ้ามาช่วยคาเมเลียด้านนี้ เดี๋ยวข้าจัดการเอง!”

    นิโคลัสหันบอกสั้น ๆ ก่อนพุ่งตรงไปทางตะวันออก ที่แนวรั้วกำลังสั่นสะเทือนจากแรงกัดของพวกเฟอร์เรทเมทัล

     

    “เทนดรัส วอลท์!”

    เสียงร่ายเวทก้องกังวานพร้อมประกายสายฟ้าพุ่งออกจากไม้เท้า แสงสีเงินฟาดเข้าใส่กลางหลังของเฟอร์เรทเมทัลตัวหนึ่งทันที

    เสียงระเบิดดังสนั่น ควันดำพวยพุ่งขึ้นจากจุดที่สายฟ้ากระทบ ร่างมหึมาไหม้เกรียมทรุดลงโดยไร้เสียงร้อง เศษควันม้วนตัวลอยขึ้นกลางเปลวไฟจาง ๆ

    เมทัลอีกสองตัวหันมามองอย่างตระหนก ก่อนหมุนตัวพยายามวิ่งหนี แต่ด้วยความเชื่องช้า มันไม่อาจรอดพ้นสายฟ้าของนิโคลัสไปได้

    “จัดการที่เหลือธอร์นให้หมด!”

    เขาตะโกนสั่งแล้วรีบวิ่งกลับไปแนวรั้วด้านเหนือ ที่กำลังโกลาหลเพราะฝูงค้างคาว

    เมื่อใช้เวทระดับสองไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังพลังเวทอีกต่อไป

    “เฟรย์! ลงมา!”

    เสียงสั่งกระชับ ก่อนสัตว์คู่หูของเขาร่อนลงต่ำหลบแนวเวทที่จะถูกยิงออกไป

     

    นิโคลัสยกไม้เท้าขึ้นอีกครั้ง เสียงร่ายเวทใหม่ดังขึ้น

    “เอลทัส พัลซาร์!”

    สายฟ้าสีขาวอมฟ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนแตกแขนงเป็นเส้นสายแผ่กว้างราวกิ่งก้านแห่งสายฟ้าเหนือค่าย

    เสียงช็อตดังเปรี๊ยะต่อเนื่อง ฝูงค้างคาวกรีดร้องลั่น ร่างหลายสิบร่วงตกลงกระแทกพื้น เกลื่อนเต็มลาน

    แม้บางตัวยังไม่ตาย แต่ก็ไม่รอดจากคมดาบและหอกของเพื่อนร่วมห้องที่รออยู่เบื้องล่าง

    เพียงเวทเดียวของหัวหน้าห้อง สามารถลดแรงกดดันของแนวรบไปได้ครึ่งหนึ่งทันที

    “เฟรย์ ลุยต่อได้เลย!”

    นิโคลัสแสร้งหอบหายใจหนัก หลบอยู่หลังนักดาบคนหนึ่ง พลางใช้ไม้เท้าปัดค้างคาวที่หลงเข้ามาใกล้เป็นระยะ

    การใช้เวทระดับสองติดกันถึงสี่ครั้ง เป็นภาระมานาที่มากพอให้นักเวทฝึกหัดทั่วไปหมดแรง ดังนั้นท่าทีเหนื่อยล้าย่อมสมเหตุสมผล

     

    แนวตะวันออก เมื่อเฟอร์เรทเมทัลสิ้นซาก เหล่าธอร์นก็ไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไป

    เพียงสิบนาทีหลังจากนั้น เสียงต่อสู้ก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของผู้คน

    กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วค่าย เสียงครางเบาจากผู้บาดเจ็บ บาดแผลส่วนใหญ่แม้ไม่ลึกนัก แต่แสบร้อนจากพิษอ่อนที่ติดมากับกรงเล็บค้างคาว จำต้องใช้น้ำยาล้างพิษก่อนค่อยให้เวทรักษา

    มีเพียงสามคนที่โดนเฟอร์เรทธอร์นข่วนจนเกิดแผลลึกและพิษแรงกว่า ต้องดื่มยาแก้พิษที่กลั่นจากสมุนไพรในพื้นที่ ซึ่งบังเอิญ หรือ บางทีอาจตั้งใจ ที่อาจารย์เตรียมไว้ให้พวกเขาโดยเฉพาะ

    เมื่อเสียงร้องสุดท้ายเงียบลง เหล่านักศึกษาต่างทรุดนั่งท่ามกลางรั้วไม้ที่ไหม้เป็นหย่อม ๆ เปลวไฟและกลิ่นควันยังลอยฟุ้งในอากาศ เหมือนเตือนว่า นี่คือ โลกแห่งการต่อสู้

     

    นิโคลัสปล่อยฝูงนกกลางคืนออกจากมิติอีกครั้ง หลังเก็บกลับมาชั่วคราวระหว่างการต่อสู้ การลาดตระเวนรอบค่ายยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในค่ำคืนที่ยาวนานเช่นนี้

    “ใครพักเสร็จแล้ว รีบสะสมพลังไว้ก่อนนอนด้วย เราไม่รู้ว่าคืนนี้จะมีพวกมันมาอีกหรือเปล่า”

    เสียงของเขาดังขึ้นกลางค่ายที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นควันไฟและกลิ่นยา

    บรรยากาศรอบกองไฟเงียบสนิท สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวจากความเหนื่อยล้า พอได้ยินคำเตือนนั้น ความกังวลก็ฉายชัดขึ้นอีกระดับ

    นิโคลัสยิ้มบาง เอ่ยเสียงเบาแต่มั่นคง

    “ไม่ต้องเครียดน่า ถ้ามันหนักเกินไปก็ยอมแพ้ได้ ไม่มีใครว่าหรอก ที่เราผ่านมาได้ขนาดนี้ก็มากพอแล้ว ห้องเราไม่เป็นที่โหล่แน่”

    คำพูดเรียบง่ายของเขาทำให้หลายคนหัวเราะในลำคอ คล้ายยอมผ่อนคลายลงเล็กน้อย

     

    เขาหลับตา เริ่มสะสมมานาด้วยท่วงท่าสงบ จนผู้คนรอบค่ายเริ่มทำตาม

    ไม่นานนัก ซีรีนเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวมีผ้าพันแผลเล็กน้อยตรงต้นแขน เธอกระซิบเบา

    “เจ้าไม่กลัวเปิดเผยตัวเองเหรอ... ที่ใช้พลังขนาดนั้นต่อหน้าทุกคน”

    นิโคลัสเปิดตา ยิ้มมุมปาก

    “ข้าเป็นนักเวทระดับผู้นำนะ เรื่องแค่นี้ยังอยู่ในขอบเขต ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก”

    “แล้วทำไมไม่ใช้ตั้งแต่แรก?”

    “ข้าไม่อยากขัดเจตนาของสถาบัน... พวกเขาอยากให้เราเรียนรู้ ไม่ใช่ให้ข้าทำแทนทั้งหมด”

    ซีรีนเลิกคิ้ว

    “หรือบางที เจ้าแค่อยากเห็นคนอื่นเหนื่อยกันบ้าง?”

    เขาหัวเราะในลำคอ ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ เสียงหัวเราะนั้นทำให้เธอส่ายหัวอย่างอ่อนใจ

    หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสลัว เหนือยอดไม้มีเมฆบางลอยผ่านแสงไฟ

    “เจ้าคิดว่าคืนนี้... จะมีอีกไหม?”

    “อาจมี”

    เขาตอบเสียงเรียบ

    “แต่คงไม่หนักเท่าครั้งนี้ ข้าว่ามันยากเกินไปหน่อยสำหรับการทดสอบปีหนึ่ง โดยเฉพาะค้างคาวพวกนั้น หากข้าไม่ใช้เวทสายฟ้า คงจัดการไม่ได้ง่าย ๆ แบบนี้หรอก”

    “ใช่...”

    ซีรีนพยักหน้าเบา

    “พวกเราก็คิดแบบนั้น มันดูเกินกว่าระดับเด็กใหม่ไปหน่อย... ถ้ามีแค่เฟอร์เรทพวกนั้นยังว่าไปอย่าง”

    ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้เสียงฟืนแตกเปรี๊ยะในกองไฟดังแทนคำพูด ความคิดเดียวกันแล่นอยู่ในใจของทุกคน

    นี่มันแค่ “การทดสอบ” จริง ๆ เหรอ?

     

    เวลาผ่านไปไม่นาน หลายคนเริ่มทยอยเข้านอน เหลือเพียงเวรยามที่ผลัดกันเฝ้า

    ช่วงกลางดึก  สัตว์อสูรยังคงวนเวียนมาสำรวจตามสัญชาตญาณและหาอาหาร

    ฝูงหมาป่าเทาหกตัวเดินอ้อยอิ่งวนรอบแนวรั้ว มันดมกลิ่นเลือดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคาบซากเฟอร์เรทตัวหนึ่งแล้วล่าถอยไป

    ไม่นานนัก เสือดำตัวใหญ่เดินออกจากเงาป่ามืด หยุดอยู่ไกล ๆ มองพิจารณารั้วไม้สูง มันเพียงหรี่ตา ก่อนหมุนตัวกลับเข้าป่าไปอย่างสงบ สัตว์เทียร์สองเหล่านี้เริ่มมีสติปัญญาเพียงพอจะรู้ว่า "สิ่งใด... ไม่คุ้มเสี่ยง"

     

    เช้ามืดวันเสาร์อากาศเย็น หมอกหนาลอยสูงเหนือผืนดิน ทำให้ค่ายดูเงียบสงบแต่ชวนขนลุกในเวลาเดียวกัน

    นิโคลัสสิ้นสุดการสะสมมานา เขาลุกขึ้นบิดตัวช้า ๆ แล้วออกจากที่พักเพื่อออกกำลังกายตามปกติ เป็นกิจวัตรที่เขาไม่เคยละเว้น แม้อยู่ในสนามจริงเช่นนี้

    อากาศยามเช้าป่าเหนือสดชื่นกว่าที่เขาคิด กลิ่นหญ้าเปียกน้ำค้างเจือกลิ่นดินชื้น

    เพื่อนหลายคนที่ตื่นก่อนเคยเห็นเขาออกกำลังจึงไม่ได้แปลกใจ แต่บางคนที่เพิ่งลืมตาเป็นครั้งแรกในค่ายก็เริ่มซุบซิบถามกันเบา ๆ

    ระหว่างที่เขาวิ่งรอบรั้ว เสียงซิลฟี่ดังขึ้นในมิติสัตว์เลี้ยง

    ‘นิค ระวัง มีสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่งเข้ามาทางเหนือ’

     

    ทันทีที่ได้ยิน เขาหยุดฝีเท้า สีหน้าสงบนิ่งดวงตาคมกล้าจับจ้องไปตามทางที่ซิลฟี่บอก

    สัญชาตญาณของซิลฟี่ไม่เคยพลาด ภายในระยะสามสิบเมตรรอบตัว มันตรวจจับสิ่งผิดปกติได้ทุกครั้ง และยิ่งระดับมันสูงขึ้น พลังนี้ก็ยิ่งขยายกว้างและแม่นยำ

    นิโคลัสรีบวิ่งกลับค่าย ผลักประตูไม้เข้าไปก่อนปิดแน่นแล้วปีนขึ้นแนวรั้วทางเหนือทันที พลันสั่งเพื่อนที่เฝ้ายาม

    “ไปปลุกพวกเขา บอกคนที่ตื่นแล้วให้ขึ้นแนวรั้วเดี๋ยวนี้!”

    เสียงแตกตื่นดังขึ้นจากกระโจมที่พัก หลายคนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจคิดว่าถูกโจมตี ส่วนคนที่ตื่นแล้วรีบคว้าอาวุธขึ้นรั้วตามคำสั่ง หัวใจทุกคนเต้นแรงในยามที่หมอกหนาเริ่มปกคลุม

     

    ทางเหนือ ห่างออกไปราวยี่สิบเมตรในม่านหมอกหนาเงาร่างของสัตว์กลุ่มหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น มันเดินเชื่องช้าเป็นขบวนตรงเข้ามาทางค่ายพักเมื่อแสงไฟจากกองไฟส่องถึง พวกเขาเห็นร่างสัตว์สี่ขาขนาดใหญ่ใกล้เคียงหมูป่าตัวเต็มวัย ผิวหนังหยาบกร้านราวเกล็ดหิน ลิ้นสองแฉกตวัดไปมาอย่างระวังระไวขณะเคลื่อนตัว

    “พวกดราโวธ... กับโกราวาร์! อย่าโจมตีจนกว่ามันจะจู่โจมก่อน!”

    เสียงของคาเมเลียดังขึ้นจากแนวรั้ว เธอจับคันธนูแน่น แต่ยังไม่เหนี่ยวสาย

    เมื่อได้ยินชื่อ ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก ดราโวธเป็นเพียงสัตว์อสูรเทียร์หนึ่งระดับต้นถึงกลาง ส่วนโกราวาร์คือร่างโตเต็มวัย เทียร์หนึ่งขั้นสูง แต่ยังคงนิสัยเดิมคือชอบกินซากสัตว์มากกว่าการล่า เหยื่อที่ยังมีชีวิตไม่อยู่ในความสนใจของมัน เว้นแต่จะถูกรุกรานก่อน

    การที่พวกมันโผล่มาถึงนี่ คงเพราะได้กลิ่นคาวเลือดจากซากเฟอร์เรทที่กองพะเนินอยู่นอกรั้ว

    เหล่านักศึกษายืนนิ่งเฝ้ามองสัตว์อสูรทั้งหกตัวสวาปามซากสัตว์อยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง

    กว่าพวกมันจะกินอิ่มและหันหลังกลับ เขี้ยวคมยังคาบเนื้อเฟอร์เรทชิ้นใหญ่ไปคนละชิ้น

     

    แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดผ่านหมอกลงมาในจังหวะที่พวกมันลับหายไปในแนวป่า

    ซากที่เหลืออยู่นับสิบร่างยังคงส่งกลิ่นคาวไปทั่วบริเวณ หากปล่อยไว้เช่นนี้ ย่อมเชิญแขกไม่พึงประสงค์มาอีกแน่

    “เราเอาซากพวกนี้ไปทิ้งไกล ๆ ดีกว่าไหม?”

    เบนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

    “ดี อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกรบกวน”

    นิโคลัสพยักหน้า

    “ซิลฟี่ เจ้าช่วยตามพวกเขาไปด้วย ถ้ามีอะไรเข้าใกล้ให้รีบเตือนทันที แล้วพวกเจ้าก็รีบกลับมาอย่าให้เกินครึ่งชั่วโมง”

    เมื่อได้รับคำสั่ง เบนรวบรวมเพื่อนสี่ห้าคนออกไปเก็บซากที่เหลืออยู่นอกรั้ว แล้วหามไปทิ้งยังที่ห่างออกไป

     

    กลิ่นควันไฟเริ่มอบอวลอีกครั้งเมื่อหญิงสาวที่รับหน้าที่ทำอาหารเริ่มก่อไฟย่างเนื้อ

    อาหารเช้าวันนี้ยังคงเป็นเนื้อกระต่ายเขาเช่นเดิม ไม่มีใครกล้าแตะเนื้อเฟอร์เรทที่เพิ่งถูกนำไปทิ้ง

     

    รอบกองไฟและเนื้อย่าง เสียงพูดคุยเริ่มขึ้นอย่างอ่อนแรงต่างจากเมื่อวาน หลายคนเสนอแผนสำหรับวันนี้

    บางคนอยากออกไปลาดตระเวนรอบนอก บางคนอยากออกไปหาสมุนไพรทดแทนที่ใช้หมดเมื่อคืน

    แต่เพียงเอ่ยถึง “ฝูงเฟอร์เรท” หรือ “ค้างคาวดัสค์วิง” จากเมื่อคืน บรรยากาศก็พลันเงียบลงอีกครั้ง

    “เรื่องเตือนภัยไม่ต้องห่วง”

    นิโคลัสพูดพลางมองนกที่บินวนเหนือค่าย

    “ข้าจะให้หน่วยลาดตระเวนของข้าบินสำรวจโดยรอบ ถ้ามีอะไรผิดปกติ พวกมันจะส่งสัญญาณเตือนทันที ส่วนพวกเจ้าอย่าได้ออกไปไกลนักจะได้กลับมาได้ทัน”

    คำพูดนั้นช่วยเรียกความมั่นใจกลับคืนมาบางส่วน

    เขากล่าวต่อ

    “ส่วนสมุนไพร เก็บให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เหลือก็เอากลับไปได้ด้วย แต่จำไว้ ต้องมีคนคุ้มกันไปด้วยทุกครั้ง”

    เหล่าอัลเคมิสพยักหน้ารับพร้อมกัน พวกเขาทราบดีว่า การมีนักสู้ร่วมทางเป็นสิ่งจำเป็น

    หลังมื้ออาหาร เหล่าอัลเคมิสและทีมอารักขาออกไปค้นหาสมุนไพรแต่เช้า

    ส่วนคนที่อยู่ในค่ายช่วยกันซ่อมแซมรั้วไม้ที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะเมื่อคืน

     

    ยามสาย แสงแดดอ่อนลอดผ่านหมอกลงมาบริเวณค่ายพักที่เงียบสงบ นักศึกษาที่ทำงานอยู่เริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก

    เหนือค่ายพัก มีเพียงเสียงนกของนิโคลัสร้องเรียกกันอยู่บนฟ้าและตามยอดไม้

    ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับสู่ความปกติ จนกระทั่งเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านนอก

     

    “หัวหน้า! ช่วยพวกเราด้วยยย!”

    เสียงตะโกนของนักศึกษาประสานกันดังลั่นมาตามทาง พร้อมเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในค่าย

    “เวทไฟเตรียมตัว! เร็ว!”

    นิโคลัสออกคำสั่งทันที มือกำไม้เวทแน่น ครั้งนี้เขาเลือกไม้เวทสำหรับร่ายเร็วโดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งที่ไล่ตามพวกเขามา

    “เมลิสการ์...”

    เขาพึมพำเสียงต่ำ

     

    เพียงอึดใจต่อมา เงาทะมึนขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งกำลังบินไล่ตามหลังพวกเขามา

    เสียงกระพือปีกดังสนั่นราวพายุ

    สัตว์อสูรที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ผึ้งแสง ปีกโปร่งใสสะท้อนประกายทองจาง ๆ ราวกับมีแสงอยู่ในตัว

    แต่ละตัวยาวเกือบสี่เซนติเมตร ใหญ่กว่าผึ้งหลวงเกือบเท่าตัว เหล็กในของมันแหลมยาวคล้ายเข็มเหล็กและมีเงี่ยงที่ปลาย พิษของมันไม่รุนแรงถึงตายแต่ทำให้แสบทรมานและถอนออกยากยิ่ง

     

    “ไครอส เฟลล์!”

    เสียงร่ายเวทของนิโคลัสดังก้องไปทั่ว คำร่ายสั้นกระชับและถี่รัวตามด้วยลูกไฟเล็กหลายสิบดวงพุ่งออกจากปลายไม้เวท

    ลูกไฟระเบิดกลางอากาศหน้าแนวฝูงผึ้ง เสียง ปัง! ดังสนั่น กลุ่มควันหนาทึบปกคลุมเต็มลานหน้าค่าย

    ฝูงเมลิสการ์ส่งเสียงหึ่งสนั่นสะท้อนทั่วป่า ก่อนแตกกระจายออกเป็นวงกว้างแล้วหวนกลับเข้ามาโจมตีอีกครั้ง ทั้งจากด้านหน้าด้านข้างและเหนือศีรษะ

    นิโคลัสยกมือขึ้นอีกครั้ง มานาในร่างถูกส่งผ่านไม้เวท เขาควบคุมลูกไฟให้ระเบิดต่อเนื่อง กลายเป็นกำแพงเพลิงสีส้มและกลุ่มควันคละคลุ้ง ลามไปทั่วดั่งม่านแห่งเปลวเพลิงที่ขวางเส้นทางบินของพวกมัน

    เสียงร่ายเวทจากเหล่านักเวทคนอื่นดังขึ้นไม่ขาดสาย ลูกไฟมากมายพุ่งเข้าปะทะ สะเก็ดไฟแตกกระจายเป็นวงกว้าง

    เปลวเพลิงแต่งแต้มท้องฟ้าราวกับพลุฉลอง หากแต่มันคือสนามรบที่แท้จริง

     

    เสียงหึ่งเริ่มบางลงทีละน้อย เมื่อผึ้งแสงหลายสิบตัวถูกเผาไหม้จนร่วงลงเกลื่อนพื้น กลิ่นไหม้จางลอยตลบอวลไปทั่วลานสุดท้าย ฝูงที่เหลือไม่ถึงครึ่งตัดสินใจบินหนี ทิ้งไว้เพียงซากไหม้เกรียมที่ยังมีควันกรุ่นอยู่เบื้องล่าง

    ความเงียบเข้าปกคลุมหลังเสียงระเบิดสุดท้ายจางลง

    นิโคลัสลดไม้เวทลง ช้า ๆ สูดลมหายใจลึกก่อนทำท่าทีอ่อนแรง

    รอบตัวมีเพียงเสียงหอบเหนื่อยของเพื่อนร่วมชั้น และเสียงเปลวไฟแตกเปรี๊ยะเบา ๆ ที่ยังไม่ดับสนิท

    ศึกครั้งนี้จบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันและความเหนื่อยล้าของเพื่อนร่วมห้อง

     

    ชายหนุ่มมองกลุ่มควันลอยคว้างตัดกับหมอกหนายามเช้า แสงแดดอ่อนแม้ยากรอดผ่านหมอกลงมาแต่ยังสว่างพอให้มองเห็นผลงานของพวกเขา

    นิโคลัสรู้ดีว่านี่คงไม่ใช่ส่วนหนึ่งในภารกิจ มันเป็นเพียงอุบัติเหตุแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

    แต่สำหรับตอนนี้... เพียงแค่ได้ยินเสียงหอบหายใจของนักเวททุกคนที่ยังปกติอยู่ ก็นับว่าเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ได้แล้ว

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน