การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 84 งานแต่งงานของเฟิงเค่อกับซูฮวาหลงและเฟิงเป้ากับเหวินหนิงถัง

    ณ ห้องพักผ่อนส่วนตัวของหวังเหว่ยภายในคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์
            “นายท่าน งานแต่งงานจัดขึ้นที่ภายนอกคฤหาสน์หรือเจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถาม        หวังเหว่ยพยักหน้าตอบ “ใช่แล้ว งานพิธีจะเริ่มขึ้นตอน10โมง และหลังจากนั้นจะมีงานเลี้ยงฉลองไปตลอดทั้งวัน”        ฉิงเหม่ยหันไปมองดูอุปกรณ์ประเภทนาฬิกาข้อมือสีชมพูของนางหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย “ตอนนี้เกือบ10โมงแล้วนะเจ้าค่ะ พวกเราจะสายแล้วเจ้าค่ะ !”        หวังเหว่ยได้ยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำกล่าวของนาง “ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอก ข้าได้มอบหมายให้จิวซื่อดูแลเรื่องราวต่างๆภายในงานแล้ว นางมีความสามารถในด้านการบริหารจัดการงานที่ยอดเยี่ยม ทุกอย่างจะเรียบร้อยดีอย่างแน่นอน”        “ได้ยินแบบนี้ข้าค่อยโล่งใจหน่อยเจ้าค่ะ เช่นนั้น พวกเราควรทำอะไรบ้างเจ้าค่ะ ?”        หวังเหว่ยยิ้มให้กับนางขณะกล่าว “พวกเรามาเป็นสักขีพยานและมอบของขวัญแต่งงานให้กับพวกเขา ในแหวนมิติวงนี้มีเหรียญทองอยู่วงละหนึ่งแสนเหรียญ เจ้านำไปมอบเป็นของขวัญแต่งงานให้กับเหวินหนิงถังและซูฮวาหลง” หวังเหว่ยกล่าวขณะมอบแหวนมิติทั้งสองวงให้กับฉิงเหม่ย        “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะรับแหวนมิติจากมือของหวังเหว่ย        “ฮ่าๆ เช่นนั้น พวกเราก็ออกไปกันที่งานกันเลย” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้พาฉิงเหม่ยออกไปยังบริเวณลานกว้างด้านหน้าคฤหาสน์ ที่ในตอนนี้ได้ถูกประดับตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ขนาดเล็กและดอกไม้นานาพรรณอย่างสวยงาม โดยมีโต๊ะและเก้าอี้ที่ทำขึ้นจากหินคริสตัลวางเรียงรายเอาไว้ทั่วบริเวณด้านหน้าของคฤหาสน์        หวังเหว่ยได้มองดูผู้คนมากมายหลายหมื่นคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาได้กล่าวกับฉิงเหม่ยว่า “จิวซื่อยืนรอพวกเราอยู่ทางนั้น พวกเราไปหานางกัน”        “เจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้เดินตามหวังเหว่ยไปหาจิวซื่อที่กำลังพูดคุยอยู่กับแขกภายในงาน        “นายท่าน แม่นางฉิงเหม่ย” จิวซื่อกล่าวทักทาย        เหล่าแขกภายในงานทั้งชายและหญิงได้หันไปมองในทิศทางเดียวกันทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของจิวซื่อ ทำให้พวกเขาได้พบเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวที่ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกคู่หนึ่ง        หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้ยิ้มให้กับเหล่าแขกภายในงานที่กำลังมองมาทางพวกเขา จากนั้นหวังเหว่ยได้หันไปกล่าวถามจิวซื่อด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “พิธีใกล้จะเริ่มหรือยังจิวซื่อ ?”        จิวซื่อได้เผยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดของนางออกมาขณะกล่าวกับหวังเหว่ย “พิธีสวมแหวนแต่งงานกำลังจะเริ่มพอดีเจ้าค่ะนายท่าน ขอเชิญนายท่านและแม่นางฉิงเหม่ยทางนี้เจ้าค่ะ” หลังจากกล่าวจบ จิวซื่อได้พาหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยไปยังศาลากลางแจ้งที่ใช้สำหรับจัดพิธีแต่งงาน โดยเหล่าแขกภายในงานได้พากันขยับตัวหลีกทางให้กับจิวซื่อ เพื่อเปิดเส้นทางเดินให้กับทั้งสามคน ตลอดเส้นทางทางไปยังศาลากลางแจ้งที่ใช้จัดงาน ที่ในตอนนี้ได้มีเฟิงเค่อกับซูฮวาหลงและเฟิงเป้ากับเหวินหนิงถัง รวมถึงแขกคนสำคัญมารวมตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว        “นายท่าน” เฟิงเค่อ ซูฮวาหลง เฟิงเป้าและเหวินหนิงถัง กล่าวทักทายหวังเหว่ยพร้อมกัน        “ฮ่าๆ ในวันนี้ข้ามีความสุขยิ่งนัก เช่นนั้นพวกเราก็มาเริ่มพิธีสวมแหวนแต่งงานกันเลย” หวังเหว่ยกล่าวออกมาด้วยความเบิกบานใจ        “เจ้าค่ะนายท่าน” จิวซื่อกล่าว จากนั้นนางได้เริ่มกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวทั้งสองคู่ หลังจากกล่าวอวยพรเสร็จเรียบร้อย จิวซื่อได้บอกให้เฟิงเค่อและเฟิงเป้าสวมแหวนแต่งงานให้กับคู่ครองของตนเอง        หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสวมแหวนแต่งงาน จิวซื่อได้ประกาศเริ่มพิธีมอบของขวัญอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว โดยมีแขกภายในงานมากมาย ทยอยกันนำของขวัญเข้ามามอบให้กับคู่บ่าวสาวทั้งสองคู่        “เฟิงเค่อ ซูฮวาหลงยินดีกับพวกเจ้าด้วย ขอให้ความรักของพวกเจ้ายืนยงตลอดไป หากมีวันใดที่พวกเจ้าไม่เข้าใจกัน ให้พวกเจ้านึกถึงอุปสรรคที่พวกเจ้าร่วมฝ่าฟันมาด้วยกันและก้าวเดินต่อไปอย่างหนักแน่นและมั่นคงยิ่งขึ้น !” หวังเหว่ยกล่าวขณะมอบแหวนมิติที่บรรจุอุปกรณ์ประเภทชุดเกราะให้กับซูฮวาหลง        “ขอบคุณนายท่านเจ้าค่ะ” ซูฮวาหลงกล่าวด้วยความซาบซึ้ง        “เฟิงเป้า เหวินหนิงถังยินดีกับพวกเจ้าด้วย ขอให้พวกเจ้าครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะมอบแหวนมิติที่บรรจุเหรียญทองอยู่เอาไว้หนึ่งแสนเหรียญให้กับทั้งสองคน        “ขอบคุณเจ้ามากฉิงเหม่ย” เหวินหนิงถังกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม        จากนั้นหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้อวยพรและมอบของขวัญให้กับคู่บ่าวสาวอีกคู่ หลังจากเสร็จพิธีมอบของขวัญอวยพร จิวซื่อได้ประกาศเริ่มงานเลี้ยงฉลอง ซึ่งจะมีไปตลอดทั้งวัน โดยอาหารและเครื่องดื่มภายในงานเลี้ยงได้ถูกนำมาจากร้านอาหารทุกร้านภายในเมือง! ทางด้านเฟิงเค่อและซูฮวาหลงรวมถึงเฟิงเป้าและเหวินหนิงถัง พวกเขาได้ออกไปต้อนรับแขกหลายหมื่นคนภายในงาน โดยมีจิวซื่อคอยดูแลบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆภายในงาน        “นายท่าน พวกเราทำอะไรต่อดีเจ้าค่ะ ?” ฉิงเหม่ยกล่าวถามหวังเหว่ยหลังจากงานเลี้ยงฉลองเริ่มขึ้น        “อืม พวกเราไปนั่งในศาลาทางนั้นกัน” หวังเหว่ยกล่าวพร้อมกับพาฉิงเหม่ยไปยังศาลากลางแจ้งที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ให้กับเขาเป็นพิเศษ โดยมีพนักงานบริการของร้านอาหารหลงซูลี่คอยดูแลพวกเขา        ในทันทีที่หวังเหว่ยนั่งลงบนเก้าอี้หินคริสตัลที่ดูหรูหราเขาได้กล่าวออกมาว่า “พวกเราอยากอยู่กันตามลำพัง พวกท่านออกไปดูแลแขกท่านอื่นภายในงานได้เลย”        “พวกเราเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” พนักงานบริการของร้านอาหารหลงซูลี่กล่าว จากนั้นพวกนางได้ออกไปจากบริเวณศาลากลางแจ้งที่หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยอยู่        หลังจากเหล่าพนักงานบริการของร้านอาหารหลงซูลี่ออกไปแล้วฉิงเหม่ยได้กล่าวขึ้นว่า “นายท่าน พวกเราจะนั่งอยู่ที่นี่เฉยๆทั้งวันหรือเจ้าค่ะ ?”        หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ใช่แล้ว จิวซื่อนางบอกให้พวกเราคอยช่วยดูแลความสงบภายในงาน”        “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม        จากนั้นทั้งสองคนได้พูดคุยเรื่องราวต่างๆมากมาย รวมถึงเรื่องของวิหคน้อยและมังกรทั้งห้าที่ยังอยู่ในครรภ์ของฉิงเหม่ย โดยฉิงเหม่ยได้บอกกับหวังเหว่ยว่านางจะตั้งชื่อให้กับมังกรทั้งห้าว่า วารีน้อย เพลิงน้อย พฤกษาน้อย วายุน้อยและปฐพีน้อย ซึ่งหวังเหว่ยก็เห็นดีเห็นงามในเรื่องนี้ด้วย ทำให้หน้าท้องของฉิงเหม่ยเกิดการขยับสั่นไหวขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังประท้วงเรื่องชื่อที่ฉิงเหม่ยได้ตั้งให้        “อ๊ะ! นายท่านเจ้าค่ะ ท้องของข้ากำลังขยับเจ้าค่ะ !” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะจับมือของหวังเหว่ยมาลูบหน้าท้องตัวเองอย่างลืมตัว        หวังเหว่ยรู้สึกตกใจเล็กน้อย เขาได้ใช้ทักษะตรวจสอบบริเวณหน้าท้องของนางที่กำลังขยับสั่นไหว ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณอสูรอ่อนโยนอันคุ้นเคยของมังกรทั้งห้า “ฮ่าๆๆ พวกเขาทั้งห้าคงกำลังประท้วงชื่อใหม่ที่เจ้าตั้งให้” หวังเหว่ยกล่าวขณะนำมือออกมาจากหน้าท้องของฉิงเหม่ย        ฉิงเหม่ยที่ได้ยินดังนั้นนางจึงได้ลูบหน้าท้องของนางอย่างอ่อนโยน “ชื่อนี้เหมาะกับพวกเจ้าแล้ว ห้ามดื้อเข้าใจหรือไม่” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะมองไปยังหน้าท้องของนางด้วยแววตาที่อ่อนโยน        เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หน้าท้องของฉิงเหม่ยก็ได้หยุดขยับสั่นไหวราวกับพวกเขาทำใจยอมรับชื่อใหม่ของตนได้แล้ว        “ฮ่าๆ พวกเจ้าควรจะดีใจที่มีชื่อใหม่ที่น่ารักเช่นนี้ หลังจากนี้พวกเจ้าอย่าได้ดื้อกับนางล่ะ เข้าใจหรือไม่” หวังเหว่ยกล่าวขณะใช้พลังปราณอสูรที่อ่อนโยนลูบหน้าท้องของฉิงเหม่ยอย่างเบามือ        วิ้ง วิ้ง        แสงสีฟ้า สีแดง สีเขียว สีขาว สีน้ำตาล ได้ส่องสว่างออกมาจากบริเวณหน้าท้องของฉิงเหม่ยเล็กน้อยเพื่อตอบรับคำกล่าวของหวังเหว่ย ทำให้ทั้งสองคนมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยหลังจากได้เห็นแสงทั้งห้าสีส่องสว่างออกมา        “ตอนที่ข้าตั้งครรภ์วิหคน้อยไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลยเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะจ้องมองหน้าท้องของนางที่ในตอนนี้แสงสว่างทั้งห้าสีได้จางหายไปแล้ว        “อืม ข้าเองก็ไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ อีกทั้งเวลาพึ่งผ่านไปเพียงสองวันระดับเลเวลของเจ้าก็เพิ่มขึ้นจาก48มาเป็น60แล้ว! แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ ข้าได้ลองตรวจสอบดูแล้วไม่มีใดที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเจ้า” หวังเหว่ยกล่าวหลังจากใช้ทักษะตรวจสอบฉิงเหม่ย        “เจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะพินิจมองหน้าท้องของตัวเองด้วยความสงสัยเล็กน้อย        หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้กล่าวออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ถึงเวลาพวกเราจะได้รับรู้สาเหตุของเรื่องนี้เอง เอาล่ะ พวกเรามากินอาหารแสนอร่อยที่อยู่ตรงหน้าของพวกเรากันดีกว่า”        ฉิงเหม่ยได้เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับหวังเหว่ยหลังจากได้ยินคำกล่าวของเขา “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้ใช้ช้อนกลางตักอาหารหลายอย่างมาที่จานของนางและเริ่มรับทานอาหารแสนอร่อยที่อยู่ในจานของนางในทันที        หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้ยิ้มออกมาและเริ่มทานอาหารของตัวเองเช่นกัน        เมื่อยามเย็นมาถึง จิวซื่อได้กล่าวปิดงานแต่งงาน จากนั้นเหล่าแขกภายในงานได้เริ่มทยอยเดินทางกลับโดยมีเฟิงเค่อกับซูฮวาหลงและเฟิงเป้ากับเหวินหนิงถัง คอยส่งแขกกลับอยู่ที่หน้าประตูของคฤหาสน์

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน