เมื่อซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นเดินทางมาจนถึงห้องของตู้หงฉาง
พวกเขาพบว่าฝานหรูเยว่มองชายหนุ่มบนเตียงอย่างตกตะลึงอยู่
ชายหนุ่มที่เคยเป็นบุตรของเทพนักรบ บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาเอาการของเขาราวมีหนอนหรืองูขนาดเล็กคืบคลานไปมาใต้ผิวหนังเช่นนั้นผิวบนใบหน้าของเขาถูกดุนให้สูงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าขณะที่ปากก็ส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
“เขาเริ่มเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ซูฉางอันถามด้วยคิ้วขมวด
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อครู่ข้าเดินผ่านมาได้ยินเสียงร้องของเขาเดิมข้าคิดว่าคุณชายตู้ฟื้นแล้วแต่เมื่อเข้ามาดูจึงพบว่าเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เสียแล้ว”ฝานหรูเยว่ตอบออกไปแบบนั้น น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ลมหายใจวุ่นวายไปหมดดูเหมือนสถานการณ์ตรงหน้าจะทำให้นางตกใจไม่น้อย
แน่นอน ภาพตรงหน้านับเป็นเหตุการณ์ที่น่าประหลาดและน่าสยดสยองอย่างแท้จริง
ราวกับมีสัตว์ประหลาดบางอย่างซ่อนตัวอยู่ภายในและกัดกินเลือดเนื้อของเขาอยู่เช่นนั้น
สัตว์ประหลาด? เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ซูฉางอันก็อดสะดุ้งตกใจไม่ได้
ทว่าในตอนที่เขาเตรียมจะพูดบางอย่างออกมา จู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเสียก่อน
จู่ๆ ตู้หงฉางก็ลุกพรวดขึ้น จากนั้นหันมามองทางซูฉางอันกับพวกทันทีและในตอนนั้น พวกเขาพบว่าบัดนี้ ดวงตาของตู้หงฉางเปลี่ยนมาเป็นสีแดงฉานดูน่าพิลึกไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบ
จากนั้น กลิ่นอายแสนเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยมืดมนกระจายออกมาปกคลุมร่างของคนทั้งหลายเอาไว้
มู่กุยอวิ๋นดูออกตั้งแต่คราแรกแล้วว่าตู้หงฉางในตอนนี้มีบางอย่างผิดปกติเขาจับหอกแน่น พลังวิญญาณถูกกระจายออกมาจากร่างอย่างต่อเนื่อง เขาพร้อมลงมือสกัดกั้นตู้หงฉางได้ทุกวินาที
ทว่าในตอนนั้น จู่ๆซูฉางอันก็ยื่นมือข้างหนึ่งขึ้นมาห้ามเขาเอาไว้เสียก่อน
มู่กุยอวิ๋นหันไปมองซูฉางอันอย่างไม่เข้าใจจึงพบว่าซูฉางอันกำลังขมวดคิ้วมุ่น และจ้องไปที่ตู้หงฉางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขณะที่เม็ดเหงื่อมากมายผุดออกมาจากหน้าผากของเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบเช่นกัน
เขากำลังจะถามซูฉางอันว่าเกิดอะไรขึ้นแต่น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำจนน่าหวาดกลัวก็ดังออกมาจากปากของซูฉางอันเสียก่อน
“ไปเรียกอาจารย์ปู่อวี้เหิงมาที!” เขาบอกแบบนั้น พลันพลังแห่งดาบ เพลิงศักดิ์สิทธิ์ และสายฟ้าพากันปะทุออกมาจากร่าง
เขามีสีหน้านิ่งขรึม แต่กลับดูย่ำแย่เหลือเกิน
แม้จะไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดซูฉางอันถึงแสดงอาการเช่นนั้นออกมาแต่ด้วยความเชื่อใจซึ่งมีมากจนเข้าขั้นหูหนวกตาบอดที่มีต่อซูฉางอันทำให้ฝานหรูเยว่วิ่งออกไปจากห้อง มุ่งหน้าไปยังห้องของอวี้เหิงตามที่ซูฉางอันสั่งทันทีที่ได้สติ
“ฉางอัน? นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?” ท่าทางตื่นตระหนกราวศัตรูยกทัพมาจ่อตรงหน้าของซูฉางอัน ทำให้มู่กุยอวิ๋นรู้สึกตกใจมากจริงอยู่ที่อาการของตู้หงฉางดูพิลึกพิลั่นผิดมนุษย์แต่ด้วยระดับพลังที่แข็งแกร่งของเขา มู่กุยอวิ๋นย่อมดูออกว่าตู้หงฉางมีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งเท่านั้นหากเขากับซูฉางอันร่วมมือกัน ต่อให้อาการของตู้หงฉางจะพิลึกมากเพียงไหน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทำอันตรายใดๆทั้งสองได้แน่
“เขาถูกแฝงร่าง” ซูฉางอันยังคงจ้องไปที่ตู้หงฉางตาไม่กะพริบและเพราะออกแรงมากเกินไป มือที่ถือดาบอยู่จึงมีเส้นเลือดปูดบวมขึ้นเต็มไปหมด
“ถูกแฝงร่าง?” มู่กุยอวิ๋นหันไปมองตู้หงฉางด้วยความสงสัยเขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรว่าซูฉางอันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
แต่ทันทีที่สิ้นเสียงของมู่กุยอวิ๋นเหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลันราวเป็นการตอบสนองต่อคำพูดของเขาเช่นนั้น...
ร่างของตู้หงฉางเริ่มสั่นขึ้นอย่างรุนแรงพลันกล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างของเขาก็พากันเคลื่อนไหวยึกยือจนมั่วไปหมด
แกรก!
เสียงที่คล้ายหนังสัตว์ฉีกขาดดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
จากนั้น เขาสีขาวที่น่าสยดสยองและแหลมคมราวหนามแห่งความตายแท่งหนึ่งงอกออกมาจากศีรษะของตู้หงฉาง
กลิ่นอายแห่งอำนาจที่ลอยตลบอยู่รอบตัวตู้หงฉางเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ยังไม่ทันที่ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นจะได้ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเสียงคำรามแห่งความเจ็บปวด ราวกำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวดที่แสนสาหัสก็ปะทุออกมาจากปากของตู้หงฉางเสียก่อน
จากนั้น กระแสเสียงอันทรงพลังกระจายออกไปรอบด้านโดยมีร่างของตู้หงฉางเป็นจุดศูนย์กลางดุจคลื่นน้ำที่โหมกระหน่ำ
และแล้ว เสียงคำรามแห่งความเจ็บปวดและทรมานก็ดังก้องไปทั่ว ปกคลุมพื้นที่เกือบครึ่งเมืองในไม่กี่อึดใจ
ภายใต้การโหมกระหน่ำของคลื่นเสียงมหึมาบ้านเรือนบางแห่งที่ค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมต่างพังถล่มลงมาอย่างต่อเนื่องประชาชนที่อยู่ใกล้ละแวกนี้ถึงกับเลือดไหลออกมาตามทวารทั้งเจ็ดและหมดสติไปเลยทีเดียว ในที่สุดเปลือกนอกที่เต็มไปด้วยความหรูหราและสงบสุขของเมืองหลวงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยก็ถูกกระชากออกมาจนได้ประกายไฟที่เคยส่องสว่างตลอดคืนพากันดับลงแห่งแล้วแห่งเล่าเสียงกรีดร้องและเสียงอุทานดังจากทุกสารทิศ และในตอนนั้นเอง ในที่สุดหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่ดักซุ่มอยู่ในมุมมืดก็เผยเขี้ยวเล็บและดวงตาที่แสนอำมหิตออกมาแล้ว
พวกเขารู้ดีว่าเวลาล่าใกล้เข้ามาแล้ว
ห้องที่ตู้หงฉางพักอยู่ เป็นห้องที่ฝานหรูเยว่เพิ่งจัดการทำความสะอาดเมื่อไม่นานมานี้จึงไม่ได้แลดูหรูหราอะไร กลับกัน เพราะตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาอวี้เหิงไม่เคยสนใจเรื่องการดูแลรักษาเลยสักนิดห้องนี้จึงไม่ได้รับการซ่อมแซมมานานมากแล้ว
ดังนั้นคลื่นเสียงที่ซัดกระหน่ำจึงทำให้ห้องรับแขกที่ขาดการดูแลมานานแสนนานเริ่มสั่นคลอนก่อนรอยแตกจะปรากฏขึ้น และลามออกไปจนทั่วผนัง ราวกับจอมอสรพิษรอยแล้วรอยเล่า
ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน พวกเขาส่งสายตาเป็นเชิงให้กันเพียงครู่หนึ่งเพียงเท่านั้นทั้งสองก็ได้ข้อสรุปแล้ว
ลำแสงแห่งคมดาบและคมหอกปรากฏขึ้น พุ่งขึ้นไปที่หลังคาเบื้องบนในพริบตา
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ
ทั้งสองย่ำเท้าลงบนพื้นดิน ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสง แล้วพุ่งตามกันออกไป
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะตั้งตัวได้
จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง
ห้องรับแขกที่ถูกปลูกให้เรียงยาวอยู่ในสำนักล้มระเนระนาดลงอย่างต่อเนื่องเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น สำนักเทียนหลานก็เหลืออาคารอยู่เพียงเจ็ดหลังเท่านั้นส่วนห้องรับแขก รวมไปถึงห้องอื่นๆ ต่างพังถล่มไปหมดแล้ว
ฝุ่นละอองลอยคละคลุ้งไปทั่วนภา วิสัยทัศน์ของซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นจึงแคบลงไปด้วยพวกเขาไม่อาจมองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าได้เลย
“นั่นมันอะไรกันแน่?” มู่กุยอวิ๋นถามขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกในที่สุดเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเหตุที่ซูฉางอันแสดงท่าทางหวาดระแวงและตื่นตระหนกขึ้นก่อนหน้านี้ต้องเป็นเพราะเขามีความลับบางอย่างปิดบังตนอยู่ไม่ผิดแน่
“เทพ” ซูฉางอันตอบกลับไปแบบนั้น
อาจเป็นเพราะระดับเสียงของซูฉางอันเบาและทุ้มต่ำจนเกินไปหรืออาจเป็นเพราะสำหรับมู่กุยอวิ๋นแล้ว สิ่งที่ซูฉางอันบอกมา ช่างเป็นอะไรที่เหลวไหลสิ้นดี
ดังนั้น ร่างของมู่กุยอวิ๋นจึงชะงักลงในเสี้ยววินาที
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไรออกไป
ฝุ่นที่ลอยคละคลุ้งเริ่มสลายไป และตอนนั้นเองในที่สุดร่างของใครบางคนก็ปรากฏขึ้น
เขาเบิกตากว้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
มันเป็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่าสูงกว่าหนึ่งจั้งเลยทีเดียว
ร่างของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีเขียว ที่กระดูกสันหลังหรือแม้แต่ที่ข้อศอกต่างก็มีหนามแหลมที่ส่องประกายแสงอันแสนเย็นยะเยือกขึ้นอยู่เต็มไปหมด
ใบหน้าของมัน ไม่เหลือเค้าโครงใบหน้าของตู้หงฉางอยู่เลย แต่กลับเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่ปูดบวมออกมาอย่างเห็นได้ชัดที่กลางหัวมีเขาที่น่าสยดสยองขึ้นอยู่หนึ่งแท่ง ที่มุมปากมีเขี้ยวยาวปรากฏอยู่ทั้งสองข้างทว่าสิ่งที่น่าพิลึกมากที่สุด คงหนีไม่พ้นปีกกระดูกขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากแผ่นหลังของเขา
นี่มันตัวอะไรกันแน่ มู่กุยอวิ๋นจมเข้าสู่ความตกตะลึงในพริบตาเกรงว่าแม้แต่เผ่าปีศาจที่มีหน้าตาพิลึกและกลายร่างได้หลากหลาย ก็ไม่ประหลาดถึงเพียงนี้
“ฮู่...” สัตว์ประหลาดถอนหายใจหนักๆ ออกมาราวเพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันแสนยาวนาน
จากนั้น มันขยับปีกขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยพลันลมรุนแรงก็ซัดกระหน่ำขึ้นอย่างฉับพลัน
ดูเผินๆ สายลมที่ปีกนั้นก่อขึ้นอาจคล้ายลมธรรมดาเท่านั้น ทว่าความจริงมันกลับแฝงไปด้วยพลังที่น่าสยดสยองเกินใคร ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นจำต้องระเบิดพลังทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อป้องกันตัวเองจากกระแสแห่งสายลมอย่างไม่มีทางเลือก
หลังทำทุกอย่างเสร็จ จู่ๆ สัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ฉายประกายแสงสีเลือดออกมาจากดวงตาก่อนเสียงคำรามกร้าวจะดังออกมาจากปากของมันในเวลาต่อมา
มันหันศีรษะขนาดใหญ่มาที่ซูฉางอันก่อนรังสีแห่งการกลั่นแกล้งจะปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น
“เจอกันอีกแล้วนะ”
เสียงที่แสนเย็นยะเยือกดังออกมาจากร่างขนาดใหญ่ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของซูฉางอัน