เมื่อได้ยินเสียงติงเสี่ยนที่กำลังจะเตรียมใช้ฝ่ามือโจมตี รีบดึงฝ่ามือนั้นกลับแทบไม่ทัน เมื่อเห็นว่าเป็นมู่อวิ๋นจิ่นดวงตาก็แสดงออกถึงความตกใจ
“พระชายา?”
มู่อวิ๋นจิ่นพยายามล้มลุกคลุกคลานแล้วยกมือขึ้นเรียกติงเสี่ยน “รีบประคองข้าลุกขึ้นที”
“พระชายา ท่านมาอยู่นี้ได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ?” ติงเสี่ยนประคองมู่อวิ๋นจิ่นลุกขึ้นก่อนมองนางด้วยความประหลาดใจ
มู่อวิ๋นจิ่นขยับไหล่ที่ปวดฝืนพยุงตัวเดินเข้าไปข้างใน “ข้ามาหาฉู่ลี่ ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเขา”
หลังเข้าไปในเรือนมู่อวิ๋นจิ่นมองไปบนท้องฟ้าที่ใกล้สว่าง นางเลือกที่จะนั่งหน้าโต๊ะหินเพื่อรอฉู่ลี่ตื่น
ติงเสี่ยนเห็นมู่อวิ๋นจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหินมีสีหน้าเหนื่อยล้า “เมื่อคืนองค์ชายนอนดึก เพิ่งจะพักผ่อนได้ไม่นานคาดว่ากว่าจะตื่นมาคงสักพักใหญ่ๆ พระชายาไปพักที่ห้องรับรองก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” มู่อวิ๋นจิ่นหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะเดินไปห้องพักที่ว่า
หลังจากเข้าไปในห้องภายในห้องนั้นยังคงสภาพเดิม เมื่อคืนมู่อวิ๋นจิ่นก็ไม่ได้หลับทั้งคืน ในเวลานี้จึงถือโอกาสล้มตัวนอนลงบนเตียงและหลับสนิทในชั่วพริบตา
…
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นตื่นมาพบว่าเลยช่วงเที่ยงไปแล้ว
มู่อวิ๋นจิ่นขยี้ตาบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง เดินออกไปด้านออก
เมื่อผลักประตูออกก็พบกับฉู่ลี่สวมชุดสีม่วง นั่งหันหลังให้มู่อวิ๋นจิ่นที่ลาน ในมือเขาจับถ้วยน้ำชาพลางจิบชาอย่างสบายใจ
“ตื่นแล้วหรือ?”
ยังไม่ทันรอให้มู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้ามาเสียงเย็นชาของฉู่ลี่ก็ดังขึ้นมาจากด้านหน้า
มู่อวิ๋นจิ่นตอบอย่างเกียจคร้านว่า“อืม” ไปคำหนึ่ง ก่อนนั่งลงข้างฉู่ลี่ ยื่นมือไปรินน้ำชาให้ตนเอง แล้วยกดื่มจนหมดในทันที
หลังดื่มหมดหนึ่งแก้วมู่อวิ๋นจิ่นยู่ปากมองไปที่ฉู่ลี่ “ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับเจ้า”
“อืม” ฉู่ลี่พยักหน้าพลางโบกมือให้ติงเสี่ยน
ติงเสี่ยนเข้าใจความหมายที่ฉู่ลี่ต้องการจะสื่อจึงเดินถอยหลังไปปล่อยให้เจ้านายทั้งสองพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
“พูดมาได้” ฉู่ลี่เอ่ย
มู่อวิ๋นจิ่นกำลังชั่งใจไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี สายตาจับจ้องไปที่ฉู่ลี่ กัดริมฝีปากแน่น เพียงชั่วขณะที่นางไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหนดี
เมื่อคิดถึงฉินไท่เฟยในหลายปีที่ผ่านมานี้ภายนอกแม้นางจะทำดีกับฉู่ลี่ ทว่าในใจส่วนลึกกลับกีดกันฉู่ลี่มาตลอด ถึงขั้นยัดเยียดให้หญิงที่มีชื่อเสียงแย่เช่นนางมาเป็นพระชายาของฉู่ลี่
ทุกครั้งที่ฉู่ลี่เจอฉินไท่เฟยจะเรียกนางว่าท่านแม่เสมอ ในใจมู่อวิ๋นจิ่นจึงรู้สึกไม่ยุติธรรมต่อเขา
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นลดสายตาลงและพูดงึมงำเสียงต่ำ“ข้าอยากได้อิสรภาพแล้ว…”
เพียงแต่ว่าฉู่ลี่ได้ยินคำพูดของมู่อวิ๋นจิ่นอย่างชัดเจนเขาทำสีหน้านิ่งเฉย ไร้ความรู้สึกใดๆ “ตอนนี้เจ้ายังไม่มีอิสระพออีกหรือ?”
“สิ่งที่ข้าจะพูดคือ อิสระอีกแบบ อิสระที่ไร้พันธะ” มู่อวิ๋นจิ่นลืมตาขึ้น มองที่ตาของฉู่ลี่ที่แน่นิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉู่ลี่นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มเยาะขึ้น “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”
“กลัวหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นเหมือนโดนพูดแทงใจดำ ทันใดนั้นคิ้วของนางก็กระตุกขึ้นและรีบเถียงกลับไปว่า “ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีเรื่องอันใดที่ข้ากลัวทั้งนั้น!!!”
“ถ้าไม่กลัวข้า ทำไมต้องคิดหาทางหนีองค์ชายอย่างข้าเล่า” ฉู่ลี่สัพยอกคืน
มู่อวิ๋นจิ่นกัดมุมปากคำพูดฉู่ลี่ ทำให้นางรู้สึกโกรธเล็กน้อยอย่างพูดไม่ถูก และพูดต่อไปไม่ได้ ทำให้นางรู้สึกอึดอัด
กลัว...
มู่อวิ๋นจิ่นเดิมที่ไม่เคยกลัวฟ้าไม่เคยกลัวดิน กลัวแค่เรื่องยุ่งยากเพียงเท่านั้น
เพราะนางเป็นแค่หมากรุกตัวหนึ่งที่ถูกพระสนมฉินหลอกใช้นางภูมิใจในชีวิตที่สงบ ทำไมต้องทนให้คนอื่นหลอกใช้ด้วยเล่า
“ข้าอยู่ข้างกายเจ้า กินอยู่ไปวัน ๆ ก็ไม่มีผลประโยชน์ใด ยังไงคุณหนูฉินก็กลับมาแล้วมีนางอยู่ข้างกายช่วยเจ้า ก็อาจจะเพียงพอแล้ว” มู่อวิ๋นจิ่นพูดคำพูดเหล่านี้ออกมา พูดจนรู้สึกขัดต่อเจตจำนงของตนเอง
ฉู่ลี่จ้องมองมู่อวิ๋นจิ่นเห็นสายตาหลบเลี่ยงของนาง ถึงกระนั้นฉู่ลี่เองกลับไม่มีท่าทีของความรำคาญใจ แต่เขากลับรู้สึกว่านางน่าสนใจ“นี่เจ้าหึงหรือ”
“เจ้า...” มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินคำพูดเช่นนั้น นางจ้องมองไปที่ฉู่ลี่ “ใครหึงเจ้าพวกเราไม่ได้ไหว้ฟ้าดินกันสักหน่อย ไม่ถือว่าเป็นสามีภรรยาที่แท้จริง เจ้าเคยพูด ถ้าข้าเจอคนที่ตนเองชอบก็สามารถไปได้”
“แล้วเจ้าเจอแล้วหรือ” ฉู่ลี่เหล่มู่อวิ๋นจิ่นแวบหนึ่ง ก่อนถามกลับอย่างเยือกเย็น
มู่อวิ๋นกัดริมฝีปากดูเหมือนว่าฉู่ลี่ไม่ยอมให้นางไปโดยง่าย ทันใดนั้นน้ำเสียงของการสนทนาก็เปลี่ยน นางเลิกขึ้นลงอย่างเจ้าเล่ห์“พูดข้ออ้างมาตั้งเยอะไม่ให้ข้าไป เจ้ามิใช่ชอบข้าเข้าแล้วหรือ”
ฉู่ลี่ถือถ้วยน้ำชาในมือมองดูมู่อวิ๋นจิ่นแวบหนึ่ง เขาหน้าตาตื่น ทั้งภายในแววตาดูเหมือนจะนึกคิดอะไรอยู่
ชอบนางหรือ?
ฉู่ลี่ถามตัวเองในใจจากนั้นเขาจึงยิ้มแล้วส่ายหัวไปด้วย ในยุคโบราณนี้ มู่อวิ๋นจิ่นคงเป็นหญิงที่น่าสนใจที่สุดที่เคยพบเจอ
เห็นได้ชัดว่านางมีความปราดเปรื่องและเฉียบแหลมแต่กลับยอมให้ตนเองเสียชื่อเสียงมาหลายปี
ในแผ่นดินนี้ทุกคนต่างเคารพเขาในฐานะโอรสของฮ่องเต้ซีหมิง ทุกคนต่างประจบสอพลอ มีเพียงนางเท่านั้นที่ไม่เคยเยินยอเขาทั้งไม่สนใจเขาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
คนที่น่าสนใจเช่นนี้เกรงว่าจะไม่มีโผล่ขึ้นเป็นคนที่สองอีกแล้ว
“ทำไมเจ้าไม่พูด?” เห็นฉู่ลี่ไม่ตอบ มู่อวิ๋นจิ่นจึงขมวดคิ้วถาม
ฉู่ลี่ลืมตามองมู่อวิ๋นจิ่นแวบหนึ่งก่อนเผยยิ้มมุมปาก “มู่อวิ๋นจิ่น เปิ่นหวงจื่อให้เวลาเจ้าสามเดือน...”
ระหว่างทางกลับไปมู่อวิ๋นจิ่นพิงหน้าต่างรถม้า ในหัวสมองมีแต่เรื่องที่ฉู่ลี่พูดทิ้งท้าย
เขาบอกว่า“เวลาสามเดือน พอที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างตอนนี้ หากหลังจากสามเดือนต่อไปแล้วเจ้ายังจะไปเปิ่นหวงจื่อจะไม่รั้งเจ้าไว้”
มู่อวิ๋นจิ่นพิงรถม้าใคร่ครวญคำพูดนี้อย่างเงียบๆด้วยทายความหมายที่ฉู่ลี่พูดยังไม่ออก ที่ประหลาดยิ่งคือ คำพูดที่ว่าเปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายของนางเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้น
ใช่แล้วนางมีชีวิตอยู่ในร่างของมู่อวิ๋นจิ่นที่ตายไปแล้วมู่อวิ๋นจิ่นคนก่อนเคยถูกทำลายชื่อเสียงแต่ละวันเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในเรือนบุปผา สุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือของป้าซู
ชาติก่อนนางตายอย่างไม่คาดคิดตอนนี้วิญญาณในยุคปัจจุบันย้อนเวลามาในยุคโบราณ อยู่ในร่างของคุณหนูสามสกุลมู่ และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยจวบจนปัจจุบัน
ตอนนี้นางใช้ร่างของผู้อื่นอยู่และยังไม่ได้ทำตามความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิมให้สำเร็จ โดยหาครอบครัวที่แท้จริงให้พบเช่นนั้นย่อมไม่มีทางหนีเอาตัวรอดไปอย่างเห็นแก่ตัว
มู่อวิ๋นจิ่นเอ๋ยมู่อวิ๋นจิ่นยิ่งมีชีวิตอยู่ยิ่งทำตัวไม่เหมือนตัวเจ้าเองแล้ว
ครู่ต่อมาพอเหลือบมองไปฉู่ลี่ที่อยู่ด้านข้าง เห็นเขากำลังหลับตาพิงกับรถม้า ใบหน้าเงียบสงบคิ้วของมู่อวิ๋นจิ่นกระตุก นึกใคร่ครวญอยู่ว่าจะเอาเรื่องของฉินไท่เฟย มาบอกให้ฉู่ลี่รับรู้ดีหรือไม่
หลังจากเฝ้าดูสักพักจู่ ๆ ฉู่ลี่ก็ลืมตาขึ้น มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่ทันหลบสายตาดวงตาของทั้งคู่พลันประสานกัน
“ฉู่ลี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากพูดกับเจ้า” มู่อวิ๋นจิ่นรวบรวมความกล้า มองไปทางฉู่ลี่
“อ่อ” ฉู่ลี่ขานรับ
มู่อวิ๋นจิ่นยึกๆ ยัก ๆ เดิมทีอยากเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับฉินไท่เฟยให้ฉู่ลี่ฟังอย่างละเอียดแต่หวนคิดดูแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวกับหรงเฟยและฉินมู่เยว่ธิดาหงส์ สุดท้ายมู่อวิ๋นจิ่นเลือกปิดปากแน่นดังเดิม
คิดได้ดังนั้นนางจึงส่ายหัว ก่อนหันไปเอ่ยกับฉู่ลี่ “ไม่มีอะไรแล้ว”
ตอนนี้ที่ยังไม่รู้เบื้องหลังความจริงว่าฉู่ลี่ว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลฉินกันแน่นางจึงขอเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจเสียก่อน
…
เมื่อกลับถึงจวนแม่นมเสิ่นรีบออกมาต้อนรับ “พระชายา นี่คือหนังสือเชิญจากจวนหรงที่ส่งมาตอนเช้าเจ้าค่ะ”
“หนังสือเชิญ?” มู่อวิ๋นจิ่นแปลกใจ เปิดดูหนังสือเชิญเนื้อหาด้านในเป็นข้อความที่พระชายาหรงเชิญนางให้ไปร่ายกลอนล่องเรือ
หลังดูเสร็จมู่อวิ๋นจิ่นปิดมันลง โยนหนังสือเชิญทิ้งไปข้าง ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยการดูถูกดูแคลน
“พระชายา ของสิ่งนี้ไม่สามารถโยนทิ้งไปเลยได้นะเจ้าคะ” แม่นมเสิ่นรีบวิ่งไปเก็บหนังสือเชิญและเอ่ยต่อไปว่า“พระชายาหรงเป็นลูกสะใภ้ของเจิ้งไทเฮา ทุกปีนางจะได้รับมอบหมายให้จัดงานร่ายกลอนล่องเรือมีคุณหนูจากตระกูลขุนนางและฮูหยินชนชั้นสูงถูกเชิญมาร่วมงาน”
“ไม่ไปได้หรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้ว
แม่นมเสิ่นได้ฟังก่อนหันไปมองมู่อวิ๋นจิ่นที่ยืนข้างฉู่ลี่ “พระชายากับองค์ชายเป็นคู่แต่งงานใหม่ ปีนี้จึงเป็นตัวแทนจวนองค์ชายหกไปร่วมงานถ้าไม่ไปเกรงว่าจะถูกพวกฮูหยินและคุณหนูชั้นสูงเหล่านั้นซุบซิบนินทาได้เจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นไม่รู้จะทำเช่นไรดีทุกครั้งที่ไปงานแบบนี้ มักเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นงานรวมตัวของสตรีก็ยิ่งเป็นงานที่มักจะเกิดความวุ่นวายโกลาหล
“ข้าไม่ไปไม่ได้หรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นส่งสายตามองไปที่ฉู่ลี่ในน้ำเสียงแฝงความออดอ้อนที่ไม่เคยมีมาก่อน
ฉู่ลี่มองที่มู่อวิ๋นจิ่นสลับกับหันหน้าไปมองหนังสือเชิญในมือแม่นมเสิ่น พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ในเมื่อเจ้ารู้หนังสือวันมะรืนก็ไปร่วมงานแล้วกัน”
มู่อวิ๋นจิ่นแทบจะกระอักเลือดเกือบลืมไปว่าก่อนหน้านี้ตนเองแกล้งเป็นไม่รู้หนังสือ แต่เมื่อครู่เมื่อดูหนังสือเชิญกลับเผยความจริงออกไปจนหมดเปลือกแล้ว
มู่อวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นตบหัวตนเองและแอบด่าตัวเองว่า “โง่สิ้นดี”
ทันใดนั้นมู่อวิ๋นจิ่นได้พึมพำขึ้นอีกครั้ง “พระชายาหรงผู้นี้ ทำไมช่วงนี้เข้ามาวนเวียนในชีวิตของข้าตลอด”
…
ระหว่างทางกลับเรือนลี่เฉวียน...ฉู่ลี่เดินนำหน้า มู่อวิ๋นจิ่นกับจื่อเซียงเดินตามหลัง นายบ่าวสองคนนี้ตามกันไม่หยุด“ล่องเรือชมบทกวี จุดประสงค์คืออะไรกัน”
“บ่าวได้ยินว่าจิบชาร่ายกลอน บนทะเลสาบระยับนับเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงาม มีบัณฑิตมากมายที่ชอบไปร่ายกลอนประชันกันที่นั่นเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าร่ายกลอนประชันกันมู่อวิ๋นจิ่นค่อยโล่งอกไปทีหนึ่ง สมัยเด็กเรียนบทกวีโบราณมาเยอะ มีหรือจะกลัวสตรีเหล่านั้น!!!
“เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว” มู่อวิ๋นจิ่นถอนหายใจเบา ๆ
“คุณหนู...” จื่อเซียงขมวดคิ้ว รู้สึกลำบากใจเมื่อต้องมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่น“คุณหนูแน่ใจหรือว่าคุณหนูจะรับมือได้แน่เจ้าคะ!”
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ“แน่ใจ ถ้าต้องประชันกันจริง มู่หลิงจูอาจจะไม่ใช่คู่แข่งข้าก็ได้!”
จื่อเซียงได้แต่ส่ายหัวเห็นได้ชัดว่านางไม่อยากเชื่อสิ่งที่คุณหนูเอ่ย
ฉู่ลี่ที่เดินนำหน้าได้ยินเสียงนายบ่าวคู่นี้สนทนากันทั้งหมดก็ได้แต่อมยิ้ม
“องค์ชาย ดอกบัวดำเหล่านั้นตอนนี้เบ่งบานแล้ว และจะบานเช่นนี้ไปอีกครึ่งเดือนหากภายในครึ่งเดือนนี้หาทางจัดการไม่ได้ ความพยายามตลอดทั้งสามปีที่ผ่านมาของพวกเราก็สูญเปล่าพ่ะย่ะค่ะ”ติงเสี่ยนเอ่ยเสียงต่ำด้วยความกังวล
ฉู่ลี่ได้ยินหว่างคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน จู่ ๆ ด้านหลังก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น พอหันกลับไปก็พบกับอาจารย์ไฮว๋หยวน
“หากให้มู่อวิ๋นจิ่นมาลองดูล่ะ?”