ดวงจันทร์สีซีดลอยเด่นอยู่เหนือยอดเขาเสียดฟ้า ลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิวราวกับเสียงภูตผีกรีดร้อง
หลินเฟิงนั่งพิงกำแพงหินในมุมมืดของคอกนอน ยารักษาที่เย่หลิงให้มามีประสิทธิภาพเหลือเชื่อ ความเ็ปตามร่างกายทุเลาลงมาก ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ
'ข้าต้องรีบหาย... ต้องรีบแข็งแรงขึ้น'
เขาพึมพำกับตัวเอง พลางกำหมัดซ้ายแน่น ความแค้นในใจลุกโชนยิ่งกว่าไฟป่า แต่ทว่า... สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขากลับส่งเสียงเตือนภัยลั่น
บรรยากาศรอบข้างเงียบผิดปกติ... เหล่านักโทษและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ต่างพากันขยับหนีไปนอนอีกฟากของลานกว้าง ทิ้งให้เขาอยู่โดดเดี่ยวราวกับเป็ตัวเชื้อโรค
กร๊อบ... กร๊อบ...
เสียงฝีเท้าเหยียบกิ่งไม้แห้งดังขึ้นแ่เบา แต่ชัดเจนในความเงียบ หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นขวับ
เงาทะมึนสามร่างยืนปิดทางเข้าออก แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน เผยให้เห็นรอยยิ้มแสยะที่คุ้นเคย
"อาซาน!"
และเื้ัสุนัขรับใช้ตัวนั้น คือชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวสะอาดที่ไม่เข้ากับความสกปรกของคุกมืด... 'จางเหว่ย'
"ข้าบอกแล้วไงว่ามันหนังเหนียว" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ พลางปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นออกจากเสื้อ "ยาของศิษย์น้องหญิงเย่หลิงนี่วิเศษจริงๆ ขนาดขยะใกล้ตายยังกลับมาหายใจได้คล่องคอขนาดนี้"
"พวกเ้า... ้าอะไร?" หลินเฟิงกัดฟันถาม พยายามยันกายลุกขึ้น แม้จะรู้ดีว่าหนีไม่พ้น
"้าอะไรงั้นรึ?" จางเหว่ยหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจและริษยา "ข้าแค่มาทวงของของข้าคืน... ยาเม็ดนั้นมันควรจะเป็ของข้า หรือไม่ก็ควรจะถูกโยนทิ้งน้ำดีกว่าให้สุนัขอย่างเ้ากิน!"
"จับมัน!"
สิ้นเสียงสั่ง อาซานและลูกสมุนอีกคนพุ่งเข้าหาหลินเฟิงทันที!
หลินเฟิงพยายามขัดขืน เขาเหวี่ยงหมัดซ้ายออกไปเต็มแรงเข้าที่หน้าของอาซาน
ผัวะ!
อาซานหน้าหัน เืกำเดาไหล แต่มันกลับแสยะยิ้ม "แรงแค่นี้จะทำอะไรได้วะ!"
ปึก!
ลูกสมุนอีกคนใช้ไม้พลองฟาดเข้าที่ขาพับของหลินเฟิงจนเขาทรุดฮวบลงคุกเข่า ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันกดล็อคแขนของหลินเฟิงตรึงไว้กับพื้นหิน
"ปล่อยข้า! ไอ้พวกหมาหมู่!" หลินเฟิงดิ้นรนสุดชีวิต แต่ร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัวไม่อาจสู้แรงคนสองคนได้
จางเหว่ยเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า หยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลินเฟิง แล้วใช้เท้าเหยียบลงบนมือขวาที่เคยหักและเพิ่งจะเริ่มสมานตัว
"มือข้างนี้สินะ..." จางเหว่ยพูดพึมพำ "มือสกปรกที่บังอาจแตะต้องชายกระโปรงของศิษย์น้องหญิง... มือที่นางอุตส่าห์ยื่นยาวิเศษให้"
"อึก..." หลินเฟิงกัดริมฝีปากจนเืซิบ พยายามไม่ร้องออกมา
"เ้ารู้ไหม หลินเฟิง..." จางเหว่ยโน้มตัวลงมา กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอำมหิต "ข้าเกลียดสายตาของเ้า... สายตาที่เหมือนจะไม่ยอมแพ้นั่น มันขัดหูขัดตาข้าเหลือเกิน ในเมื่อเ้าอยากมีชีวิตอยู่นัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้... แต่ต้องอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชกว่าเดิม!"
จางเหว่ยเกร็งลมปราณลงที่เท้า พลังระดับผู้ฝึกยุทธ์อัดกระแทกลงไปที่ข้อศอกขวาของหลินเฟิง
"อย่า!!!"
กร๊อบบบบบ!
เสียงกระดูกแตกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหว มันไม่ใช่แค่การหักธรรมดา แต่เป็การ "บดขยี้" ข้อต่อจนแหลกเหลว เส้นเอ็นฉีกขาดสะบั้น
"อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!"
หลินเฟิงกรีดร้องโหยหวน ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความเ็ปที่เกินกว่ามนุษย์จะทนไหว ดวงตาเหลือกถลน น้ำลายฟูมปาก
"ยัง... ยังไม่พอ" จางเหว่ยแสยะยิ้มเหี้ยม "ข้าจะทำให้เ้าจำไปจนวันตาย ว่าอย่าได้บังอาจมาเผยอหน้าเทียบชั้นกับข้า!"
เปรี้ยง!
จางเหว่ยเตะอัดเข้าที่จุดตันเถียน (ท้องน้อย) ของหลินเฟิงซ้ำอีกครั้ง พลังลมปราณรุนแรงทำลายจุดกำเนิดพลังภายในจนพังพินาศ
หลินเฟิงกระอักเืออกมาเป็ลิ่มๆ ร่างกายอ่อนยวบยาบราวกับตุ๊กตาที่เชือกขาด สติของเขาเริ่มเลือนราง
"เอาล่ะ... ทีนี้มันก็เป็แค่เศษเนื้อจริงๆ แล้ว" จางเหว่ยถอยออกมา มองดูผลงานด้วยความพึงพอใจ "เส้นลมปราณขาดสะบั้น แขนขวาพิการถาวร... ต่อให้เทวดาลงมาโปรด ก็รักษาไม่ได้"
"คุณชายขอรับ... แล้วจะทำยังไงกับมันต่อดี?" อาซานถามอย่างนอบน้อม พลางเช็ดเืกำเดาตัวเอง
"ทิ้งไว้ที่นี่ก็รังแต่จะส่งกลิ่นเหม็น..." จางเหว่ยปรายตามองไปทางทิศเหนือของยอดเขา "ข้าได้ยินมาว่าหลังค่ายพักมี 'เหวทิ้งศพ' ที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น... เอาไปทิ้งที่นั่นซะ"
"แต่... ถ้าท่านผู้าุโรู้..." ลูกสมุนอีกคนลังเล
"ใครจะรู้?" จางเหว่ยตวาด "ก็แค่บอกว่ามันทนพิษาแไม่ไหว ตายไปเอง... หรือพวกเ้ามีปัญหา?"
"มะ... ไม่มีขอรับ! ทราบแล้วขอรับ!"
อาซานและลูกสมุนรีบหิ้วร่างที่ไร้สติของหลินเฟิงขึ้นมา ลากถูไปตามทางเดินหินขรุขระ มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของหน้าผา
เืสีแดงสดลากเป็ทางยาวทิ้งไว้เื้ั... เป็พยานเพียงหนึ่งเดียวของความอยุติธรรมในค่ำคืนนี้
หลินเฟิงที่สติเหลือเพียงน้อยนิด รู้สึกเพียงความเ็ปที่ด้านชาและความหนาวเหน็บที่กัดกินหัวใจ
'จางเหว่ย... วันนี้เ้าไม่ฆ่าข้าให้ตาย...'
'ถ้าข้ารอดไปได้... ข้าสาบาน... ข้าจะบดกระดูกเ้าให้เป็ผุยผง!'