“ไปไหนมาน่ะซูซู” เหลียงจือถามทันทีที่เห็นทั้งคู่เดินมาตัวเขานั้นได้เก็บเอาสมุนไพรหลายอย่างจากในถ้ำออกมามากโขเก็บลงกล่องสมุนไพรของตัวเองอย่างระมัดระวังไม่ให้ใครสังเกตเห็น
“ไปดูสมุนไพรทางนู้นน่ะ นี่ให้เจ้า”ซูเจินโยนสมุนไพรต้นเล็กๆ ในมือให้เหลียงจือ เขารับเอาไว้ได้ทันแล้วเบิกตากว้าง เก็บสมุนไพรลงไปอย่างทะนุถนอมบ่นอุบอิบว่านางช่างไม่รู้จักถนอมของเอาเสียเลย สมุนไพรพวกนี้ล้วนเป็นของดีใช้ปรุงโอสถได้หลากหลายชนิด
ซูเจินทำหน้าย่นใส่เขายังดีที่นางเก็บเอาสมุนไพรที่เห็นกลับมาด้วยจึงพอกลบเกลื่อนไปได้ซูเจินกวาดตามองไปรอบๆ มองที่ฝูเย่วฟางที่กำลังพูดคุยกับไห่จินจูเร็วๆหนึ่งรอบแล้วชักสายตากลับโดยไม่เป็นที่สงสัย
“เราต้องไปกันจริงๆแล้ว ไม่อย่างนั้นเราแย่จริงๆแน่” ซูเจินกล่าวขึ้น คนอื่นๆก็ตื่นตัวแล้วพยักหน้าให้ว่าพร้อมแล้วยกเว้นเหลียงจือที่ยังทำหน้าเสียดายสมุนไพรที่อยู่ในถ้ำไม่หาย
“งั้นก็ไปกันเถอะ” ซูเจินหันหลังแล้วพุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรกตามด้วยจือเหลียงที่ตามไปติดๆ
ซูเจินขึ้นมายังเส้นทางด้านบนแล้วหยุดยืนหันหลังกลับไปที่ถ้ำด้านล่าง “เย่วฟาง เจ้าใช้วิชาไฟของเจ้าเผาที่นี่ที”
“ได้” ฝูเย่วฟางเข้าใจเจตนาของซูเจินได้อย่างรวดเร็วนางคงหมายจะไฟเผาทำลายสมุนไพรด้านล่างให้หมด
ฝูเย่วฟางฝึกยุทธ์ธาตุไฟ จึงได้ใช้วิชายุทธ์สร้างลูกไฟขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วปล่อยใส่พื้นที่ด้านล่างทันที ตามด้วยลูกไฟอีกหลายลูก จนพื้นที่ด้านล่างมีสภาพเป็นทะเลเพลิง
ความร้อนของไฟสาดกระทบใบหน้า จนต้องถอยหลังออกมาหลายก้าว
“พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อนข้ากับเย่วฟางจะตามออกไปทีหลัง”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” พวกเขาตอบรับแล้วก็มุ่งหน้าออกไป
ซูเจินปล่อยให้เพลิงเผาทำลายสมุนไพรอยู่ครู่หนึ่งแล้วใช้พัดเหล็กวายุโบกสะบัดใส่ผนังถ้ำด้านบนให้ตกลงมาทับยังพื้นที่ด้านล่างสถานที่แบบนี้ไม่ควรจะมีอยู่ หากไม่ทำลายเสียให้สิ้น วันหน้าก็ไม่รู้ว่าจะมีคนใช้มันทำอะไรอีก
“เราก็ไปกันเถอะ” ฝูเย่วฟางบอกแล้วก็เริ่มวิ่งออกไป
ซูเจินก็ไม่รอช้าวิ่งขึ้นไปเคียงข้างฝูเย่วฟาง “เจ้าใช้ไฟทำลายระหว่างทางที่เราออกมาด้วยนะ”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็วิ่งขึ้นหน้าไปก่อนเลย” ซูเจินพยักหน้าแล้วเร่งความเร็วฝีเท้าขึ้นอีกฝูเย่วฟางมองตามหลังตาปริบๆ นางยังเร็วได้อีกหรือนี่?
ฝูเย่วฟางใช้ไฟทำลายระหว่างทางตามที่ซูเจินบอกเพื่อทำลายดอกชบาน้ำเงิน ดอกชบาน้ำเงินมีวิธีสกัดค่อนข้างพิเศษใช้ไฟเผาทำลายจึงไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด
เส้นทางเป็นทางแคบๆที่เป็นทางยาวพอมีประกายไฟก็เกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว อากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ก็หมดลงเร็วมากการลุกลามเร็วกว่าที่พวกนางคาดเอาไว้มากฝูเย่วฟางกลั้นหายใจแล้วเร่งความเร็วขึ้นอีก
ซูเจินเองก็ไม่คิดว่าไฟจะลามจนแทบจะไล่หลังมาเช่นนี้ก็มุ่งหน้าออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ไม่นานก็เห็นแสงยังปลายถ้ำพวกนางทั้งคู่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เห็นคนอื่นๆที่ออกมาก่อนหน้ายืนอยู่ใกล้ๆก็รีบตะโกนบอกแล้ววิ่งเลยผ่านไป
“ถอยห่างออกจากปากถ้ำ!”
“หา?” เหลียงจืออุทานขึ้นอย่างไม่เข้าใจจือเหลียงที่ยืนอยู่ข้างๆ หิ้วคอเสื้อของคนที่ยืนบื้ออยู่ถอยออกมาอย่างรวดเร็วทันทีที่พวกเขาเริ่มถอยไฟจากในถ้ำก็พุ่งออกมาอย่างแรงยังจุดที่พวกเขายืนอยู่ก่อนหน้านี้โชคดีที่ถอยออกมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงถูกไฟเผา
“แค่ก แค่กๆ” เหลียงจือไอออกมาเล็กน้อยปัดฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งไปมา “ต้องทำรุนแรงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ผิดจากที่คาดการณ์ไว้น่ะ” ซูเจินยิ้มเบาๆให้นางก็ไม่คิดว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้นี่
ซูเจินแหงนมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งเวลาไม่คอยท่าจริงๆ ไม่ทันไรก็ดึกดื่นถึงเพียงนี้แล้ว อีกไม่กี่เพลาก็จะเช้านางหันมองยังทิศทางเข้าป่าอย่างระแวงแล้วก็นึกได้
“ออกไปให้ห่างจากที่นี่กันก่อนเถอะ” ซูเจินเริ่มออกวิ่งไปยังอีกทางทันทีนางมุ่งหน้าขนาดไปกับถ้ำ ไม่รีบร้อนมุ่งไปยังทางออกหรือเข้าไปลึกขึ้น
หากรีบร้อนมุ่งไปยังทางออกแล้วไปเจอกับเจ้าของของภายในถ้ำต้องแย่แน่แต่อย่างไรก็ต้องออกไปให้ห่างจากที่นี่ก่อน
ฝูเย่วฟางก็ยังติดตามไปด้วยอยู่พักใหญ่มั่นใจว่าออกห่างจากถ้ำพอสวมควรแล้วก็วิ่งขึ้นไปข้างซูเจิน
“แม่นางเฉินขอบคุณสำหรับความช่วยเหลืออีกครั้ง น้ำใจครั้งนี้ข้าจะตอบแน่อย่างแน่นอน”
“เป็นการร่วมมือกันอย่าได้ถือเป็นบุญคุณเลยเราต่างก็ได้ประโยชน์” ซูเจินหันไปตอบ
“ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้รับความช่วยเหลือจากเจ้า” ฝูเย่วฟางยังคงพูดต่ออย่างหนักแน่น
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ” ในเมื่อปฏิเสธแล้วยังดึงดันก็แล้วแต่นางเถอะ
“ข้าคงต้องขอตัวก่อน” ฝูเย่วฟางพูดขึ้น ซูเจินหันมองนางอีกครั้ง
“ไม่ไปด้วยกันหรือ? หลังจากนี้พวกเราจะมุ่งหน้าออกจากป่าทันทีเวลาเหลือไม่มากแล้ว อีกทั้งของที่ต้องการก็ได้ครบแล้ว เรามุ่งหน้าไปด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ?”
ซูเจินเอ่ยชักชวนเพราะจากตอนนี้ก็เหลือเวลาไม่มากแล้วจริงๆมุ่งหน้าออกจากป่าตอนนี้ก็คงไปถึงชายป่าก่อนกำหนดเวลาไม่นานอีกทั้งกลุ่มของฝูเย่วฟางเองก็กระจัดกระจายล้มตายไปหมดแล้วเดินทางคนเดียวในช่วงใกล้หมดเวลาเช่นนี้ ไม่ยิ่งอันตรายกว่าไปด้วยกันกับพวกนางหรือ
แน่นอนว่าฝูเย่วฟางเข้าใจในเจตนาดีของซูเจินแต่นางเดินทางคนเดียวก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่แรกนางก็ไม่ได้อยากจะรวมกลุ่มแต่ถูกเกาะติดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก่อนหน้าต่างหาก
นางไม่เหมือนกับสตรีสองหน้ามู่เหลียนฮวาที่จะได้รวมกลุ่มใช้คนเยอะให้อำนวยความสะดวกให้กับตัวเองเพิ่มอำนาจและแสดงเป็นผู้มีน้ำใจสร้างภาพจอมปลอมไปวันๆ เช่นนาง
อีกอย่างคงไม่มีใครกล้าพอที่จะมาหาเรื่องแย่งชิงของกับคนที่เป็นบุตรีของเสนาบดีอย่างนางหรอกถึงจะเป็นคนแคว้นอื่นก็ยังต้องหวั่นเกรงอยู่บ้างขอเพียงไม่ยั่วยุสร้างความบาดหมางก็คงไม่มีใครมายุ่ง
“ขอบใจที่ชวนแต่ข้าเดินทางคนเดียวสะดวกกว่า ไม่ขอรบกวนก็แล้วกัน” ฝูเย่วฟางปฏิเสธอย่างนุ่มนวลซูเจินก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงพยักหน้าให้เท่านั้น “แล้วเรื่อง…เอ่อ”
ซูเจินเห็นอีกฝ่ายทำท่าลำบากใจ ก็เข้าใจว่านางต้องการจะพูดอะไรจึงพูดขึ้นเองอย่างเข้าใจ “เรื่องในถ้ำไม่ต้องห่วงหากต้องการคำยืนยันจากข้าก็ขอให้บอก ข้าจะไปเป็นพยานให้เจ้าอย่างแน่นอนส่วนนี่เจ้าเก็บไว้ หากอยากจะพบข้าให้นำมันไปให้กับร้านขายข่าวจ้างวานให้พวกเขาตามหาข้า หรือไม่ก็ให้พวกเขาเอาข่าวของเจ้ามาส่งข้าก็แล้วกัน”
ซูเจินส่งกระดาษใบหนึ่งให้ฝูเย่วฟางนางรับมาเปิดดูแล้วขมวดคิ้วน้อยๆข้างในเป็นเพียงกระดาษเปล่าไม่ได้มีอะไรเขียนเอาไว้แต่นางบอกให้เอาให้สำนักขายข่าวทางนั้นก็คงรู้ความหมายของมันหากหานางไม่เจอก็ไปจ้างทางนั้นน่าจะง่ายกว่า
“ได้ ขอบคุณมาก” ฝูเย่วฟางเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้แล้วพยักหน้าให้ซูเจินก่อนจะทะยานแยกตัวไปอีกทาง
ลับหลังฝูเย่วฟางแล้วหนิงจูก็เอ่ยขึ้น“ไปเป็นพยานให้นางเช่นนั้นจะดีหรือเจ้าคะ?”
“ต่อให้เราไม่รับปากนางก็หาทางเอาเราไปเป็นพยานให้ได้อยู่ดี แทนที่จะให้นางใช้คนของนางมาสืบเสาะเรื่องของเราให้เกิดพิรุธสู้เราเสนอตัวเองไม่ดีกว่าหรือให้เกิดเป็นบุญคุณต่อกันแล้วช่วยเราเก็บความลับบางอย่างไว้ดีกว่า”
ความลับบางอย่างที่นางพูดถึง แน่นอนว่าหมายความถึงพวกสมุนไพรและเม็ดยาโอสถรวมถึงสมบัติต่างๆที่เป็นส่วนแบ่งที่พวกนางได้รับแล้วยังหมายถึงสมบัติบางอย่างที่นางได้มาด้วย ถึงว่าลองใจของฝูเย่วฟาง
ไม่รู้ว่าสตรีนางนี้จะไว้ใจได้แค่ไหนแต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางชิงของไปจากนางได้แต่ถ้าเสนาบดีบิดาของนางมายุ่งเกี่ยวก็อีกเรื่อง
“จากนี้เราจะมุ่งหน้าออกจากป่ากันเลยออกจากป่าลึกเร็วหน่อยก็ดี คืนนี้เราอย่าเพิ่งพักเลย” ซูเจินเอ่ยขึ้นแล้วเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปทางชายป่าทันที