ตอนที่ 59 สงครามเย็น
หมางจื่อแทบอยากทำให้มันเป็นจริงไม่ไหว จึงดึงแขนเสื้อหลิวซื่อไว้ “ท่านแม่ ท่านไปเถอะนะ ท่านย่าก็ได้เงินมาแล้ว อาสามต้องให้เงินท่านแน่นอน เมื่อมีเงินพวกเราก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น” เด็กชายมองผู้เป็นมารดาตาปริบ ๆ
คำพูดนี้ฟังแล้วสะเทือนใจยิ่งนัก ใครบ้างไม่อยากมีชีวิตที่ดี แต่นั่นต้องมีเงินก่อนถึงจะทำได้ หลิวซื่อตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อหมางจื่อ นางจึงยอมไปขอ
เมื่อหยางซื่อเห็นนางออกไปก็เดินตามไปอย่างไม่เร่งรีบ หากหลิวซื่อได้เงินมาแล้ว นางก็จะฉวยโอกาสพูดขึ้น และนางไม่เชื่อว่าหลิงซานฉิงจะไม่ให้นางบ้าง
หลิวซื่อเข้าไปในบ้านของฉาจื่ออันก็เห็นสองสามีภรรยาหนุ่มสาวนั่งอยู่ในสวน มันทำให้ลดความยุ่งยากให้ตัวเอง จึงย่างสามขุมเข้าไป และรู้ว่าทั้งสองคนมีสีหน้าไม่ค่อยดีอย่างมาก นางถูมือไปมา “ซานฉิงจ๊ะ ท่านแม่ที่เพิ่งกลับมาบอกว่าเจ้าแบ่งเงินที่หามาได้แล้ว พี่สะใภ้รองบังเอิญผ่านมาพอดี จึงมาขอส่วนแบ่งของข้า และไม่รบกวนให้เจ้าส่งไปให้ด้วยตนเอง”
เมื่อเห็นว่าหลิงซานฉิงไม่ตอบสนอง และไม่มีวี่แววจะขอเงินได้ นางจึงขึ้นเสียง “ซานฉิง เงินส่วนแบ่งของข้าล่ะ?” เมื่อเห็นทั้งสองยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอีกครั้งก็พลันไม่สบายใจ “ตอนที่ท่านแม่อยู่ที่นี่ก็พูดแล้วว่าต้องแบ่งเงินให้ทุกคนเท่า ๆ กัน ย่อมหมายความว่ามีส่วนของข้าด้วย มีเหตุผลอะไรที่ให้ท่านแม่แต่ไม่ให้พวกเรา เรื่องนี้พวกเจ้าทำไม่ถูก”
พูดไปพูดมาก็กลายเป็นคำตำหนิ หลิงซานฉิงเพิ่งถูกตำหนิมา อารมณ์เต็มไปด้วยความคุกรุ่นไม่มีที่ระบาย เมื่อได้ฟังคำพูดไร้สาระนี้จึงระบายความอัดอั้นออกมา “ข้าไม่ได้รับปากจะแบ่งเงิน ต่อให้ข้ารับปาก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนที่ไม่ทำอะไรเลยเช่นพวกเจ้า? คิดแต่อยากจะได้โดยไม่ต้องออกแรง พวกเจ้าไม่กลัวจะทำให้ตัวเองพังรึ”
หลังจากระบายออกมาก็รู้สึกดีขึ้นมาก และไม่สนว่าหลิวซื่อจะฟังหรือไม่ หลังจากพูดจบนางก็ลุกขึ้นเดินเข้าบ้าน สักพักฉาจื่ออันก็เดินตามไป ทั้งสองเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้หลิวซื่ออยู่ในสวน แม้หลิวซื่อจะมีไร้ยางอาย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เท่าฉาซื่อ เมื่อเห็นว่าทั้งสองกลับเข้าบ้านไปแล้ว นางก็ไม่ได้ดื้อด้านตามเข้าไปอีก
หลิงซานฉิงอยู่ตรงหน้าต่างมองหลิวซื่อจากไปแล้วก็หันไปมองฉาจื่ออัน “หากแม่เจ้ามาก่อเรื่องอีก ข้าจะไล่นางออกไปแน่ ไม่ว่าเจ้าจะยอมหรือไม่ก็ตาม แม่เจ้าทำเกินไป ครอบครัวนี้จะไม่ยอมอีกแล้ว”
เรื่องบางเรื่องอาจจะทำลายความสัมพันธ์จึงต้องพูดออกมา เช่นเดียวกับเรื่องของฉาซื่อ หากหลิงซานฉิงเก็บมันไว้ในใจ ตัวนางเองก็จะไม่มีความสุข ไม่ช้าก็เร็วคงเกิดเรื่องขึ้น
นางบอกฉาจื่ออันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ไว้หน้าเขาเลย เขาจึงข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่พูดประชดออกไป “ครอบครัวนี้เจ้าเป็นคนควบคุมมาตลอด ฉะนั้นเจ้าพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปตามนั้น”
เขาไม่สามารถซ่อนเรื่องราวไว้ในใจได้ หลิงซานฉิงสังเกตเห็นว่าเขาดูผิดปกติ แต่ก็ไม่ถามอะไร เดินออกไปจากห้อง เรื่องอื่น ๆ พูดง่าย แต่เรื่องนี้จะยอมให้ไม่ได้เด็ดขาด เมื่อนางออกไป ฉาจื่ออันก็ยิ่งบูดบึ้ง ขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือ และไม่สามารถอ่านมันได้แม้แต่คำเดียว เอาแต่คิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมา
หลิงซานฉิงผิดหรือ? แน่นอนว่านางไม่ผิด ใครผิดใครถูกเขาย่อมรู้ดี แต่ฉาซื่อคือแม่ของเขา เขาควรปกป้องนาง แต่แม่เขามีปัญหากับคนอื่น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มารดาก่อเรื่อง และทุกครั้งที่เกิดเรื่องขึ้น หลิงซานฉิงก็เป็นคนแก้ปัญหาเสมอ แถมยังต้องมาปลอบโยนเขาทีหลังอีก ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ดูเหมือนหางานมาให้ครอบครัวเขามากขึ้น หากเขาเป็นผู้หญิงจะทำได้เหมือนอย่างนางหรือเปล่า? เขาไม่อาจรับปากได้เลย
หลังจากคิดดูแล้วก็แค่มารดาถูกไล่ออกไป ตัวเขาเองก็รู้สึกผิด ควรพาหลิงซานฉิงมาพูดเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไป
ฉาจื่ออันถอนหายใจออกมา ยิ่งเข้าใจความจริงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ถูกต้อง แต่เขาทำไปแล้ว เวลานี้แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
เมื่อเขาออกจากห้องหนังสือก็เห็นหลิงซานฉิงเก็บของอยู่ในสวน เขาขยับปาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และนางเองก็ไม่ได้อยากจะพูด ทั้งสองทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นธาตุอากาศ
หลิงซานฉิงออกไปแล้ว ฉาจื่ออันไม่รู้ว่านางไปที่ไหนจึงนั่งรออยู่ในสวน เมื่อท้องฟ้ากลายเป็นสีดำแล้วก็ยังไม่เห็นคนกลับมา อดกระวนกระวายใจไม่ได้ และบังเอิญเห็นสวีอิงเอ๋อร์พาเจี่ยนเจี่ยนกลับเข้าห้องไปนอนพอดี จึงถามนาง “แม่นางอิงเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าซานฉิงไปที่ใด?” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตึงเครียดเล็กน้อย
ผู้หญิงที่เอาแต่ทำให้คนอื่นเป็นกังวล มีศัตรูมากมายในหมู่บ้าน ดึกดื่นเพียงนี้ไม่กลับบ้าน ไปทำอะไรอยู่ข้างนอกกัน ?
สวีอิงเอ๋อร์หยุดฝีเท้า คิดครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า “ก่อนซานฉิงจะออกไปก็ไม่ได้บอกข้าไว้ แต่คุณชายฉาไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป ซานฉิงบอกว่านางออกไปตัวคนเดียวบ่อย ๆ จึงคุ้นชินแล้ว ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอก” เมื่อพูดจบก็พาเจี่ยนเจี่ยนเข้าบ้านไป
คำพูดของสวีอิงเอ๋อร์คือความจริง เขาออกไปเป็นเพื่อนนางน้อยมาก แม้ว่าออกไปก็ออกไปซื้อของแค่ในตัวอำเภอ นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรนางเลย เห็นนางยุ่งทุกวันเขาก็ไม่เคยยื่นมือเข้าไปช่วย แม้แต่เจี่ยนเจี่ยนยังรู้จักรินน้ำใส่แก้วให้เป็นบางครั้ง สามีเช่นเขาช่าง...โชคดีที่นางไม่ใช่คนที่ชอบเอาความอะไร แต่มีเรื่องอะไรนางไม่เคยเอ่ยกับเขาเลย
นางเป็นคนเข้มแข็ง แต่ไม่มีส่วนไหนที่เขาช่วยได้เลย เมื่อคิดเช่นนี้ ปมที่ผูกมัดในหัวใจฉาจื่ออันก็คลายออก มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าอยากขอโทษหลิงซานฉิง หากไม่ใช่เพราะมารดาเขามาสร้างปัญหาและถ่วงเวลา นางก็คงไม่ต้องยุ่งอยู่ข้างนอกจนดึกดื่นถึงเพียงนี้
ครั้นคิดได้เช่นนี้เขาก็ไม่สนสิ่งใด เดินออกไปข้างนอกทันที ครั้นเดินไปถึงหน้าประตูก็เห็นนางกลับมาอยู่ตรงหน้าพอดี แต่เมื่อนางเห็นเขาก็ทำเหมือนกับว่าไม่เห็น และเดินอ้อมเข้าไปข้างใน
ฉาจื่ออันคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้จะถูกมองข้ามเขาก็ไม่ได้อารมณ์เสียเลยแม้แต่น้อย พลางมองนางเดินเข้าไปในบ้านและรีบเดินตามหลังไป เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วก็เห็นนางนั่งอยู่ที่โต๊ะอีกด้าน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปพร้อมกระแอมออกมา
ชายหนุ่มนั่งลงตรงข้ามนางอย่างสงบจิตสงบใจ “ซานฉิง เรื่องในวันนี้ข้าเป็นคนผิดเอง ข้าไม่ควรทำเช่นนั้นกับเจ้า” ลูกผู้ชายสามารถยืดและงอได้ อีกอย่าง รับผิดกับภรรยาตัวเองไม่ได้ทำให้เสียหน้าอะไร
หลิงซานฉิงเลิกคิ้ว เขายอมรับผิดเป็นตั้งแต่เมื่อใดกัน? แม้ปฏิกิริยาของนางจะไม่น่าพอใจ แต่ก็เหมาะกับอุปนิสัยนาง ฉาจื่ออันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกอะไร “ซานฉิง ถึงอย่างไรท่านก็เป็นมารดาข้า ข้าไม่สามารถขับไล่คนอื่นออกไปได้เช่นเจ้า แต่ข้าก็ไม่คิดว่าเรื่องที่เจ้าไล่แม่ข้าออกไปจะไม่ถูกต้อง เพียงแต่พวกเราใช้วิธีที่สุภาพกว่านี้ได้หรือไม่”
เมื่อเห็นว่าหลิงซานฉิงยังคงไม่ตอบสนอง ก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ “ซานฉิง เจ้าพูดอะไรออกมาบ้างสิ ยังโกรธข้าอยู่รึ?” เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด “แต่เจ้าโกรธข้ามันก็สมควรแล้ว ทว่าแม่ข้า ท่านเป็นคนเช่นนี้ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ โกรธกับแม่ข้าไปมันเสียเวลาเปล่า เจ้าอย่าเป็นเหมือนแม่ข้าเลยนะ ฮืม”
สุดท้ายน้ำเสียงที่คล้ายกับเด็กน้อยนี้ก็ทำให้หลิงซานฉิงพอใจ
นางมองเขาอย่างจนใจ เขาพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว นางจะยังพูดอะไรได้อีก ปฏิเสธรึ? โกรธรึ? คิดดูแล้วก็ไม่จำเป็นอะไร
“ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจแม่เจ้า เพียงแต่แม่เจ้าทำมากเกินไป เดิมทีทรัพย์สินของครอบครัวก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางอยู่แล้ว มันไม่เป็นไรหากนางมาขอด้วยตัวเอง แต่นี่ยังพาพี่สะใภ้เจ้ามาด้วย เห็นครอบครัวเราเป็นอะไรกัน?”
“แต่ข้าจะพูดเรื่องที่ฟังไม่เข้าหูก่อน หากแม่เจ้าทำเกินไปเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ไว้หน้าเจ้าแล้ว มีครั้งที่หนึ่งครั้งที่สองได้ แต่จะมีครั้งที่สามไม่ได้ เข้าใจไหม?” เข้าใจกับยอมรับมันไม่ใช่เรื่องเดียวกันอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคนอย่างฉาซื่อได้คืบจะเอาศอก คิดแต่อยากจะได้ผลประโยชน์ให้มากขึ้น
ฉาจื่ออันพยักหน้าอย่างหนักแน่นเป็นการตอบรับ
หลิงซานฉิงชำเลืองมองท่าทางของเขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ "เจ้าซื่อบื้อ" นางหยุดไปครู่หนึ่ง “ข้าเคยบอกเจ้าก่อนหน้านี้ว่าเรื่องภายในบ้านเจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าแค่ต้องอ่านหนังสืออย่างสบายใจ อ่านหนังสือเพื่อตอบแทนข้าก็พอ เหตุใดเจ้ายังคิดเรื่องจุกจิกเช่นนี้อีก”
ฉาจื่ออันเกิดมาเพื่อเป็นบัณฑิต ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาโด่งดังแล้ว เมื่อเข้าร่วมการสอบเข้ารับขุนนางต้องแตกต่างกันราวฟ้ากับดินแน่ หลิงซานฉิงมีความคาดหวังสูงมาก
เขาปลุกจิตวิญญาณในการต่อสู้ขึ้นมาอีกครั้ง แต่กลับถามคำถามไร้อนาคตออกมา “ซานฉิง เจ้าดูสิด้านนอกมืดแล้ว เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอากาศก็หนาวขึ้น ข้าว่าคืนนี้จะนอนที่นี่ เจ้าว่าอย่างไร?” ยามนี้เขาเห็นว่านางอารมณ์ค่อนข้างดี จึงรีบเอ่ยขอร้องออกมา
หลิงซานฉิงดึงปกคอเสื้อเขาเข้ามาใกล้ และเอ่ยอย่างช้า ๆ “ได้สิ ข้าจะไปนอนกับเจี่ยนเจี่ยน เจ้าก็นอนที่นี่ให้สบายนะ” เจ้าคนซื่อบื้อนี้เป็นประเภทที่ทำดีให้นิดหน่อยก็มีความสุขมากแล้ว คิดจะฉวยโอกาสปีนขึ้นเตียงนางรึ ฝันไปเถอะ!
ก่อนหน้านี้มันไม่มีที่อื่นให้อยู่ถึงได้นอนเตียงเดียวกันกับเขา แต่ตอนนี้มีแล้วก็ยังคิดที่จะนอนเตียงเดียวกับนาง เจ้าฉาจื่ออันอ่านหนังสือจนสมองเลอะเลือนแล้วรึ ?
ฉาจื่ออันดึงแขนเสื้อนางไว้ “ซานฉิง ดึกเพียงนี้แล้วเจ้าเข้าไปเจี่ยนเจี่ยนต้องตื่นแน่ พวกเราก็แค่นอนบนเตียงเดียวกัน ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย เช่นนี้ก็ไม่ได้รึ?” ถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องปกติที่คู่รักจะนอนเตียงเดียวกัน
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าหลิงซานฉิงที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่หลิงซานฉิงคนเดิมคนนั้นอีกต่อไปแล้ว นางจะนอนร่วมเตียงกับเขาได้อย่างไร
นางยกนิ้วชี้ส่ายไปมาต่อหน้าเขา และทำท่าจะเดินออกไปด้านนอก “ในเมื่อเจ้าชอบที่นี่มาก เจ้าก็พักอยู่ที่นี่ได้ ข้าจะไปหาเจี่ยนเจี่ยน” นางโบกมือ ประหนึ่งนางทำเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว
นางไม่อาจยอมได้ ฉาจื่ออันคือบัณฑิต จะบังคับฝืนใจคนอื่นได้อย่างไร จึงรีบเดินไปข้างหน้า “ซานฉิง เจ้าอย่าเพิ่งวู่วาม หากมีใครต้องออกไปก็เป็นข้าเอง เจ้านอนที่นี่แหละ ข้าจะไปหาเจี่ยนเจี่ยนเอง”
หลิงซานฉิงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เช่นนั้นก็ได้ เจ้ารีบไปเถอะ รีบไปสิ ข้าจะนอนแล้ว” ท่าทางเช่นนั้นดูเหมือนไม่ใช่คนที่อยากจะไป
ฉาจื่ออันตอบสนองทันที เขาถูกหลอกแล้ว ที่แท้นางไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรก นางก็แค่หลอกเขา
ดังนั้นจึงไม่มีทางอื่นนอกจากต้องออกไป เขาปิดประตูห้องให้นาง ไม่รู้ทำไมเขายังรู้สึกมีความสุข แต่หากเขารู้ว่าเวลานี้หลิงซานฉิงกำลังคิดจะทำข้อตกลงกับเขาสามข้อ ไม่รู้ว่าเขาจะยังมีความสุขอยู่อีกหรือไม่
หลิงซานฉิงคิดว่าจะบอกข้อตกลงกับเขาอย่างไร พลางสะลึมสะลือไปด้วยและหลับไป
นางหลับสบายมาก ทว่าทางด้านฉาซื่อกลับนอนไม่หลับ
ในขณะที่หลิวซื่อที่อยู่อีกบ้านได้แต่พลิกตัวไปมา คิดอย่างไรก็รู้สึกไม่สบายใจ