[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    158 เลเวล 7

    “เจ้าแน่ใจใช่ไหมว่ามันแก้ได้”


    ตงฟางหันหน้ามาถามมารกลืนวิญญาณ เขาจำได้ว่าตัวเองพยายามทำความเข้าใจค่ายกลที่กักขังพวกเขาเอาไว้มา 2 อาทิตย์แล้ว แม้จะใช้ความรู้เรื่องค่ายกลที่นิกายโลหิตมี เขากลับหาจุดที่ทำให้ค่ายกลอ่อนกำลังไม่เจอเลยสักนิด ถึงอย่างนั้นการพยายามแก้ค่ายกลที่เกิดจากนักเวทย์นี้ กลับทำให้เขาพัฒนาพลังจิตขึ้นไปทีละนิด เพราะสมองของเขาถูกกระตุ้นให้คิดในกระบวนการที่ซับซ้อนตลอดเวลา


    “นายท่าน การที่ท่านแก้ได้ง่าย ข้าคิดว่าตัวเองก็น่าจะทำได้ สำหรับค่ายกลนี้ถูกสร้างมาจากนักเวทย์สีส้มที่เป็นนักเวทย์สูงสุดที่ข้าเคยเจอ คงไม่สามารถทำได้ง่ายๆแน่นอน”


    “เดี๋ยวก่อนนะ คนที่ขังเจ้าเป็นนักเวทย์สีส้ม”


    “ใช่แล้วนายท่าน”  ตงฟางกุมขมับ การเป็นนักเวทย์สีส้มได้ เขาคนนั้นจะต้องมีความเข้าใจในค่ายกลที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก แม้เขาจะเป็นผู้ใช้พลังจิตยังยากที่จะปลดมัน เนื่องจากเขาไม่รู้เกี่ยวกับค่ายกลนี้มาก่อน


    หากจะให้เขาเปรียบเทียบความยาก เขาคงเปรียบเทียบตัวเองเป็นนักคำนวณระดับโอลิมปิกสามารถคำนวณตัวเลขได้รวดเร็วมาก แต่เขากลับถูกส่งให้มาถอดรหัสโครงสร้างโปรแกรมที่ไม่รู้จักแล้วเขาก็ไม่เคยเขียนโปรแกรมมาก่อน 


    มันจึงถือได้ว่ายุ่งยากมากสำหรับเขา หากอยากให้เขาถอดรหัสโครงสร้างโปรแกรมเขาทำได้เพียงแต่ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ เพื่อให้เขาได้ศึกษาโครงสร้างของมัน ถ้าอยากให้เขาถอดรหัสได้เร็วขึ้น เขาจำเป็นต้องมีหนังสือหรือได้รับการสอนเกี่ยวกับการถอดรหัสโครงสร้างโปรแกรม


    แต่ตอนนี้ตงฟางมีเพียงแค่สมองที่ดีเลิศเท่านั้น เขาไม่มีหนังสือหรือผู้สอนเกี่ยวกับค่ายกลของนักเวทย์  ตงฟางจึงต้องทำความเข้าใจมันด้วยตัวเอง กว่าจะออกไปได้เขาคิดว่ามันคงต้องใช้เวลานาน ยังดีที่ใต้หุบเหวนี้เต็มไปด้วยพลังมารที่ลอยเข้ามาในร่างของเขา คอยเติมเต็มไม่ให้เขาหิวตาย


    “เฮ่อ งั้นเจ้าก็เฝ้าภาวนาให้ข้าทำมันได้เร็วๆก็แล้วกัน”


    “นายท่าน ข้าเชื่อว่าท่านจะทำได้ ข้าเป็นเพียงแค่นักเวทย์สีเหลืองไม่อาจจะเข้าใจค่ายกลนี้”


    “เงียบได้แล้ว ข้าจะพยายาม”


    ตงฟางตั้งสมาธิต่อไป แม้ร่างกายและพลังวิญญาณของเขาจะไม่มีการพัฒนาตลอดระยะเวลาที่พยายามปลดค่ายกล แต่พลังจิตของเขากลับค่อยๆเพิ่ม ทำให้เขาอดทนต่อไปได้ 


    ส่วนพลังจิตยุทธ์ของเขา ตงฟางไม่คิดจะใช้มันเป็นพลังหลัก เนื่องจากเขามีพลังจิตจึงจะใช้มันเป็นเพียงพลังที่เอาไว้เสริมการโจมตีเท่านั้น หากเขาเจอผู้ใช้จิตวิญญาณธรรมดาเขาก็จะสู้ด้วยพลังจิต หากอีกฝ่ายใช้พลังของนักเวทย์เขาถึงจะใช้จิตยุทธ์ ส่วนการพัฒนานั้นตงฟางเห็นด้วยกับมารกลืนกินที่บอกให้เขาดูดซับจากคนอื่นๆผ่านวิธีการฆ่า


    —-------------------------------


    “พบหรือยัง” 


    ซิงเยียนมองไปยังใต้หน้าผาที่เธอเดินทางมาดูบ่อยครั้ง ตลอดหลายเดือนที่เธอส่งคนออกมาตามหาตงฟาง เธอยังไม่ได้รับข่าวดีเลยสักนิด  ไม่มีเบาะแส ไม่มีร่าง ไม่มีโครงกระดูกของตงฟางทิ้งเอาไว้ใต้หุบเหวเลยสักนิดเดียว แม้แต่จุดที่อาจจะเกิดจากแรงกระแทกของร่างที่ร่วงตกลงไปกลับไม่มี


    “คุณหนูซิงเยียน ยังไม่พบคุณชายตงฟางเช่นเดิมครับ คุณหนูออกไปก่อนนะครับ ข้างใต้มีไอพลังมารที่เข้มข้นมาก แม้จะเป็นผู้ใช้ทักษะมารก็ยากที่จะป้องกันได้”


    “บอกคนของเราให้หาต่อไป ถ้าไม่เจอก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับ ข้าจะเพิ่มเงินเดือนให้พวกเจ้าเป็น 3 เท่าและดูแลลูกเมียพวกเจ้าอย่างดี”


    “ขอบคุณคุณหนูซิงเยียน พวกข้าจะพยายามหาคุณชายตงฟางให้เจอ”


    ซิงเยียนเดินขึ้นรถม้าก่อนที่สัตว์อสูรจะลากรถม้าของเธอบินขึ้นไปบนท้องฟ้ามุ่งหน้ากลับเมืองหลงไห่ ปล่อยให้คนของเธอพยายามค้นหาร่างของตงฟางต่อไป ไม่คิดจะปล่อยให้กลุ่มอื่นๆที่กำลังค้นหาเจอก่อนพวกเธอ


    —-----------------------------------


    “ให้ตายสิ ไอ้เด็กเหลือขอ นี่แกไปอยู่ไหนของแกกัน”

    อาจารย์เฟยหงเดินขึ้นมาจากหุบเหวที่ตงฟางตกลงไป ปรากฎว่าการค้นหาที่เขาทำมาตลอด 1 เดือนที่เดินทางตามคนอื่นๆมาดู เขากลับไม่พบร่องรอยของตงฟางเลยสักนิด แม้จะรู้ว่ายังไม่ตายแต่กลับหายหน้าไป เหมือนหลุดไปอยู่ในพื้นที่แปลกๆที่ไม่สามารถตามหาทางเข้าไปช่วยได้


    “หวังว่าแกจะออกมาได้นะเฮ่อ ข้ากลับไปเติมเหล้าก่อน”


    ร่างของอาจารย์เฟยหงพุ่งกลับสถาบันเพื่อรายงานสิ่งที่เขาได้สำรวจ ทางฝั่งกองกำลังอื่นๆที่วิ่งเข้าและออกหน้าผาล้วนแล้วพยายามหาร่างตงฟางให้พบ เพราะทักษะนิกายโบราณเป็นสิ่งที่พวกมันคิดว่าสุดยอดจึงพยายามจะนำมาครอบครอง


    —-------------------------------


    บรึ้ม~!


    “นายท่าน เมื่อครู่นี้มัน~!”


    มารกลืนกินวิญญาณแสดงท่าทางตกใจออกมา หลังจากมันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างระเบิดออกมาจากร่างของตงฟางที่นั่งนิ่งมาเป็นระยะเวลาหลายเดือนมากๆ แต่จู่ๆเขากลับเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรก โดยการเคลื่อนไหวคือการระเบิดพลังออกมาจากร่าง ซึ่งพลังนั้นไม่ใช่พลังวิญญาณและไม่ใช่พลังของจิตยุทธ์ แม้มันจะคล้ายแต่ดูแข็งแกร่งกว่าจิตยุทธ์ของตงฟางมากๆ


    “หึหึหึ”


    “นายท่าน” มารกลืนกินพยายามเรียกสติของตงฟาง มันนึกว่าตงฟางเสียสติไปแล้วเพราะกำลังหัวเราะด้วยท่าทางน่ากลัว ตงฟางกลับหันมองมันด้วยความรู้สึกสะใจและดีใจที่พลังจิตของเขากลายเป็นเลเวล 7 แล้ว


    ตอนนี้เขามีพลังเทียบเท่ากับระดับราชาวิญญาณขั้น 9 หากต่อสู้กับพวกที่ไล่ล่าเขาตงฟางคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องกระโดดลงมาในหุบเหวนี้อย่างแน่นอน 


    “15 กิโลเมตรเลยเหรอ แบกน้ำหนักได้ 250 ตัน ธาตุดินและน้ำมาพร้อมกัน ฮ่าๆๆๆ”


    ตงฟางหัวเราะด้วยความดีใจ ไม่นึกว่าการเป็นเลเวล 7 ของเขาจะโชคดีมากขนาดนี้ นอกจากระยะตาทิตย์ ระยะโทรจิตและระยะการควบคุมวัตถุจะเพิ่มเป็น 15 กิโลเมตรแล้ว 


    พลังจิตรูปแบบธาตุของเขากลับตื่นขึ้นมาสองอย่างพร้อมกัน ได้แก่การควบคุมธาตุดินและการควบคุมธาตุน้ำ กลายเป็นว่ารูปแบบพลังจิต Atmoskinesis ที่ทำให้เขาควบคุมธาตุทั้ง 4 และ Biokinesis ที่เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นธาตุทั้ง 4 จะใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ครบทั้ง 4 ธาตุแล้ว


    “นายท่าน ท่านบาดเจ็บตรงไหนไหม”


    “ไม่ ข้าไม่ได้บาดเจ็บ แต่ข้ามีความสามารถในการทำความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น เอาล่ะได้เวลาแล้วที่ข้าจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้สักที แต่ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะถามเจ้า”


    “นายท่านสงสัยอะไรอย่างนั้นหรือ”


    “วิญญาณของเจ้าอยู่มาหลายพันปีแล้วใช่ไหม งั้นแสดงว่าจะต้องมีคนอายุยืนเป็นพันๆปี มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ”


    “เป็นไปได้นายท่าน หากท่านเข้าสู่ขอบเขตระดับราชันวิญญาณชีวิตของท่านจะเพิ่มมากขึ้นหลายร้อยปี ยิ่งท่านระดับสูงขึ้นอายุของท่านก็จะเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีทักษะ สมุนไพร และของวิเศษอีกมากมายใช้สำหรับเพิ่มอายุไข”


    “งั้นเหรอ ข้าเข้าใจแล้ว งั้นแสดงว่าตอนนี้ที่เมืองหลวงต้องมีคนอายุเป็นพันๆปีแน่นอน ทำไมพวกเขาไม่ตายๆไปนะ”


    “นายท่าน การมีพลังไม่ต่างจากเทพเจ้าเป็นความใฝ่ฝันของผู้บ่มเพาะพลัง แต่มันเป็นไปได้ยากมาก  ผู้บ่มเพาะจึงต้องการอายุไขที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ก้าวเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้นไปได้ ”


    “อืม ข้าพอจะเข้าใจแล้ว เอาล่ะข้าจะเริ่มแล้ว”



    ตงฟางเปิดใช้งานตาทิพย์มองไปยังค่ายกลขนาดใหญ่ จากนั้นเขาก็เริ่มส่งพลังจิตของตัวเองเข้าไปยังค่ายกลที่นั่งดูมาตลอดหลายเดือนเพื่อขัดขวางการทำงานของมัน การศึกษาค่ายกลของเขาจบลงเมื่อ 1 เดือนก่อน แต่เขายังไม่มีพลังพอจะขัดขวางค่ายกลเพื่อออกไป ตอนนี้พลังจิตของเขาที่เพิ่มพลังขึ้นมามากมาย เพียงพอต่อการให้เขาใส่พลังจิตเข้าไปในส่วนเล็กๆของค่ายกลที่จะทำให้ค่ายกลนี้พังลง


    วิ๊ง!


    อักษรของภาษายันต์เขียนด้วยพลังจิตปิดทับลงไปยังจุดที่ตงฟางต้องการแทรกแซงค่ายกล  หลายเดือนมานี้เขาได้ลองปรับเปลี่ยนการเขียนยันต์ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าการใช้นิ้วเขียนกลางอากาศ การที่เขาต้องปรับเปลี่ยนเป็นเพราะว่านักเวทย์สีขาว มีอักขระเพียงแค่ 1 ตัวให้เขาใช้งานในตอนนี้ และมันก็ไม่ใช่อักขระสำหรับปลดค่ายกล เขาจึงต้องใช้พลังจิตของตัวเองผสมกับจิตยุทธ์และพลังวิญญาณในการเขียนยันต์ขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อขัดขวางการทำงานของค่ายกลในจุดต่างๆ


    สาเหตุที่เขาต้องใช้พลังทั้ง 3 นี้เขียนยันต์ก็เพราะว่าเขาต้องการลอกเลียนแบบอักขระ ด้วยการใช้ตัวอักษรของยันต์ แม้มันจะไม่ทรงพลังเหมือนอักขระก็ตาม แต่มันเหมาะกับเขาในตอนนี้มากที่จะแทรกแซงค่ายกลนี้


    แกล็ก~!


    เสียงเหมือนกลไกบางอย่างถูกปลดล็อกดังขึ้นถี่รัว ภายใต้จุดที่ตงฟางกวาดตามมองจ้องไป มารกลืนวิญญาณที่เห็นตงฟางกำลังเคลื่อนไหวดวงตาไปยังจุดมากมายบนค่ายกลและพยายามวางยันต์ ตัวของมันถึงกลับทึ่งไม่คิดว่าตงฟางจะทำได้


    เดิมทีมันคิดว่าตงฟางจะต้องใช้เวลา 50 ปีอย่างน้อยเพื่อเข้าใจค่ายกลของนักเวทย์สีส้ม กลับกลายเป็นว่าเขาใช้เวลาไปเพียง 1 ปีกับอีก 5 เดือนที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ปลดล็อกค่ายกลที่กังขังมัน


    แกล็กแกล็กแกล็กแกล็กแกล็กแกล็กแกล็ก~!


    “นี่มัน”


    ทั่วร่างของมารกลืนกินวิญญาณสั่นเทาไปด้วยความกลัวจากการปลดค่ายกลของตงฟางผสมกับความดีใจเมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้กลับไปยังดินแดนของตัวเองเพื่อเริ่มต้นใหม่


    ขณะที่เสียงของค่ายกลถูกปลดต่อไปเรื่อยๆ ร่างของตงฟางก็เริ่มเปิดใช้งานพลังของสายเลือดจนมีเส้นเลือดสีดำเกิดขึ้นตามตัว ไม่เพียงเท่านั้นไอพลังวิญญาณของเขาที่เคยเป็นสีฟ้ามันก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีดำ จากการที่เขามีความเข้มข้นของสายเลือดที่มากยิ่งขึ้น 


    แม้มารกลืนกินจะไม่เข้าใจสาเหตุที่ตงฟางเปลี่ยนไปใช้พลังของสายเลือด มันกลับลบความสงสัยทิ้งเพราะตอนนี้ค่ายกลที่กักขังมันมาเป็นพันๆปีกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ โดยมีร่างของมันค่อยๆสลายหายไป


    “นายท่าน หากข้าตรวจพบนายท่านที่ดินแดนของข้า ข้ามารกลืนกินวิญญาณจะตามหาท่านเพื่อรับใช้ด้วยชีวิตของข้า”


    “อือ ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนคุย เอาล่ะข้าก็จะไปแล้ว”


    วูฟ~!


    พลังวิญญาณของมารกลืนกินวิญญาณที่ตงฟางสัมผัสได้หายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ไอพลังมารภายใต้หุบเหวแห่งนี้ ตงฟางจึงย่อตัวเตรียมจะกระโดดขึ้นไปบนพื้นดิน ไปสูดอากาศและดูพระอาทิตย์ที่เขาไม่เห็นมาเป็นปี แต่ทันใดนั้นเขากลับหยุดตัวกระทันหัน เมื่อมีกลุ่มคนกำลังเดินตรงมายังตำแหน่งที่เขายืน


    โดยคนกลุ่มนี้และอีกหลายๆกลุ่มที่ตงฟางเห็นตลอดที่เขาอยู่ใต้หุบเหวนี้ พวกมันล้วนแล้วพยายามเดินตามหาตัวเขามาตลอดปี แต่เขากลับอยู่ในค่ายกลที่เหมือนจะเป็นคนละมิติ ทำให้พวกมันไม่เห็นเขาและเดินผ่านเขาไปตลอด วันนี้กลับเป็นวันที่เขาออกมาจากค่ายกลตงฟางจึงหลบแล้วคิดถึงผลกระทบ หากมีคนรู้ว่าเขาออกไปจากที่แห่งนี้


    “อย่าพึ่งเปิดเผยตัวเองดีกว่า ”


    พรึ่บ~!


    ตงฟางใช้พลังจิตดึงใบหน้าของตัวเองให้เปลี่ยนแปลงไป เขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรมาก การอยู่ใต้หุบเหวมาตลอด 1 ปีนอกจากผิวของเขาจะขาวซีดแล้ว ผมของเขายังยาวถึงกลางหลัง เขาเพียงแค่เปลี่ยนชุดให้เป็นสีดำ เพื่อปลอมตัวเป็นคนที่ถูกส่งมาตามหาเขาเท่านี้พอ


    ตุบ~!


    “คนของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเหรอ”


    ตงฟางมองไปยังคนกลุ่มหนึ่งกำลังตั้งค่ายและเปลี่ยนเวรเฝ้ายามดูเหมือนว่าพี่ซิงเยียนจะจัดตั้งให้คนกลุ่มนี้มาตามหาตัวของเขาที่หายไป ตงฟางจึงเดินตรงเข้าไปใกล้แล้วเปิดใช้พลังจิตสะกดไปยังทุกๆคนเพื่อถาม


    “นี่ พวกลุงมาทำอะไรกันอย่างนั้นเหรอ”


    “มาหาตงฟาง”


    “หาทำไม”


    “คุณหนูซิงเยียนให้ตามหา ไม่พบไม่ต้องกลับ”


    “อ๋อ แล้วหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเป็นยังไงบ้างตลอด 1 ปีที่ผ่านมานี้”


    ตงฟางอยากรู้ความเคลื่อนไหวของหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า และข้อมูลของกลุ่มคนที่ดักรอเขาในเมืองหลวงจึงถามคนของพี่ซิงเยียน กระทั่งเขาได้คำตอบที่พอใจตงฟางก็เริ่มบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ปล่อยให้กลุ่มคนอื่นๆตามหาตัวของเขาต่อไป