บทที่ หนึ่งร้อยยี่สิบ
ลมทะเลทรายหมุนกรรโชกผ่านทุกทิศทางในยามรุ่งเช้ากองทัพใหญ่ยังคงตั้งมั่นเป็นแนวโค้งอ้อมกลางทะเลทรายเวลานี้ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้วนับแต่โม่เหวินหานนำทัพเข้าสู่แดนกันดารนี้เพื่อต้านทัพซีเป่ยที่ลอบเคลื่อนพลเข้ามาจากเขตซีซั่วหวังตัดเส้นค่ายล้อมและยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์กลางทะเลทรายให้เป็นจุดกดดัน
แม้ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าเต็มดวงแต่ทั่วทั้งค่ายก็ล้วนมีเสียงเคลื่อนไหว ทหารม้านำพลฝึกซ้อมวิ่งวนรอบค่ายฝั่งกองธนูพันผ้าปิดหน้าฝึกยิงกลางลมแรงภายในกระโจมแม่ทัพหลักกองแผนที่กลางโต๊ะถูกปักธงเล็กสีแดงไว้ทุกทิศ เส้นทางเนินทรายพื้นดินแข็งคล้ายแผ่นหิน จุดแหล่งน้ำเล็ก ทุกตำแหน่งล้วนมีคำบันทึกแนบย่อไว้
แม่ทัพ้หนือเก่อเหยียนยืนมองแนวพรมแดนด้านตะวันตกของแผนผัง“แผนตามรอยของพวกมันชัดเจนขึ้นมากแล้ว” เขากล่าวเสียงหนักพลางเงยหน้ามองโม่เหวินหานที่กำลังเดินเข้ามาภายในกระโจมพร้อมหลัวไท่ขายและนายกองขวาถังลี่ซาน
โม่เหวินหานยังคงอยู่ในเกราะอ่อนของแม่ทัพใหญ่เขาเดินเข้าใกล้โต๊ะวางฝ่ามือใหญ่เหนือผืนแผนที่พลางทอดสายตามอง “เราใช้เวลาหนึ่งเดือนปิดปากช่องลมทั้งสามจุดที่ซีเป่ยใช้แทรกซึมเข้ามาพวกมันเริ่มร่นถอยทุกครั้งที่พลาดกลลวง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
หลัวไท่ขายกล่าวเสริมขณะคลี่แผ่นบันทึกข้อมูลเส้นทาง“ระยะสิบวันหลังซีเป่ยไม่กล้าลอบเข้าพื้นที่อีกเลย ใช้แต่ทัพม้าตีโฉบซ้ายขวามิได้มีแผนจู่โจมตรงเห็นได้ชัดว่าขวัญกำลังใจเริ่มเสื่อมถอยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ถังลี่ซานหัวเราะเย็น“หน่วยเกราะเบาทั้งสี่ที่เราจัดตั้งใช้ล่อได้ผลดีนัก ซีเป่ยไม่รู้ว่าเราปักป้อมสังเกตการณ์ไปถึงชายเนินทรายที่สามแล้ว”
โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆ“เช่นนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะบีบให้พวกมันกลับถิ่น” จากนั้นแผนยุทธการผลักทัพซีเป่ยให้พ้นทะเลทรายก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
กองบัญชาการหลักแบ่งออกเป็นสามขบวนขบวนหนึ่งนำโดยแม่ทัพเก่อเหยียนพร้อมหน่วยนักรบสวมเกราะขบวนที่สองนำโดยเล่าซือผิงและอาเต๋อใช้ความรู้ภูมิประเทศปิดเส้นทางลอบหลบหนีในหุบเขาเนินทรายส่วนขบวนสุดท้ายคือแม่ทัพใหญ่โม่เหวินหานและถังลี่ซานที่คอยสนับสนุน ผู้จะนำกองทหารม้าจู่โจมทะลวงตรงเข้าสู่แนวกลางของทัพซีเป่ยอย่างฉับไว
รุ่งสางของแผนปฏิบัติการนั้นกลิ่นอายความกล้าแห่งเหล็กกล้าและฝุ่นทรายโหมปะทุขึ้นอีกครั้ง เสียงกีบม้ากระทืบพื้นจนทรายสะเทือนใต้เท้าคือทรายที่ยังคงเย็นเยียบยามรุ่ง แต่บนฟากฟ้ากลับเต็มไปด้วยควันรบ ด้านตะวันออกเฉียงใต้ปีกซ้ายที่นำโดยเล่าซือผิงเริ่มเคลื่อนล้อมอย่างเงียบงันทหารในกลุ่มคลุมผ้าปิดหน้าแน่นอาภรณ์สีทรายแนบผืนดินเดินแอบแนวภูมิประเทศเลี่ยงสายตาศัตรู
อาเต๋อที่ยืนหน้าสุดชี้ไม้ชี้มือไปยังเนินลมกลบต่ำแล้วหันมายิ้มบาง“พวกมันยังไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่เหนือบึงทรายถ้าทำให้ทรายทรุดแค่ส่วนหนึ่ง ทัพม้าพวกนั้นจะติดอยู่ไม่ต่ำกว่าชั่วยามครึ่ง”
“ดี! เช่นนั้นข้าจะหลอกให้พวกมันถลำ” เล่าซือผิงยกมือออกคำสั่ง
อีกด้านของทะเลทรายกองธนูของถังลี่ซานเคลื่อนพลแฝงตามแนวคลื่นทรายพวกเขาซุ่มอยู่ใต้แผ่นผ้าคลุมสีเข้ากับพื้นขบวนธนูวางตัวเป็นวงโค้งครอบกลางสนามรบด้านหน้า “เมื่อแม่ทัพใหญ่โจมตีแนวกลางของศัตรูพวกเราจะปล่อยลูกธนูสนับสนุนซ้ำที่แนวหลัง ทำลายเส้นลำเลียงของพวกมัน” ถังลี่ซานกล่าวขณะยกมือสูง
“คันธนูขึ้นสาย!” เสียงสายธนูตึงแน่นสะท้อนขณะม้าศึกของแม่ทัพใหญ่ก็เหยียบฝ่าแนวกลางของสนามในเวลาเดียวกัน
เกราะดำเงาสะท้อนแสงแววตาคมของโม่เหวินหานหาญกล้าพลางชูกระบี่ขึ้นสูงก่อนส่งเสียง “บุก!”
เสียงกระทืบพื้นดังครืนฝุ่นทรายกระจายสู่เบื้องหน้า ค่ายซีเป่ยแนวกลางที่อ่อนแอเริ่มแตกร้าวก่อนทหารม้าของทัพหลวงวิ่งฝ่าผืนทรายอย่างกล้าหาญ อาวุธในมือเปล่งแสงภายใต้แสงอาทิตย์แรก
“กระจาย!” เสียงสั่งการจากเล่าซือผิงตามมาพื้นใต้ค่ายศัตรูที่คล้ายมั่นคงเริ่มยุบตัว ฝุ่นทรายฟุ้งพล่านม้าเหยียบลงไปเริ่มจมติด ขบวนทัพซีเป่ยเริ่มโกลาหลขณะนั้นลูกธนูสายแรกจากถังลี่ซานก็พุ่งเข้าสู่สนาม ลูกแล้วลูกเล่า เสียงฉึกของธนูปักเป้าแผดร้องระคนเสียงโกลาหล
แม่ทัพใหญ่นำกระบี่ฟาดซ้ายเฉือนขวาบุกฝ่าแนวแน่นของซีเป่ยเข้าไปถึงกลางกองบัญชาการศัตรูล้อมแม่ทัพของฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ แม่ทัพศัตรูเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนหลายวันมานี้มีแต่เสียรูปขบวนเพราะทัพจินหยางเชี่ยวชาญรู้ภูมิศาสตร์อย่างดีจึงตัดใจละถิ่นฐาน“ถอย! ถอยกลับ!”
แต่จะถอยอย่างไรก็ไม่ทันเสียแล้วสายธนูซ้ำลูกแล้วลูกเล่าถูกปล่อยไล่หลัง พื้นทรายกลืนร่างม้าและคนลงทีละส่วนสุดท้ายเมื่อพระอาทิตย์ลอยพ้นขอบฟ้าจนสูงเต็มดวง ทัพซีเป่ยที่ยึดครองทะเลทรายแนวนี้มาตลอดหนึ่งเดือนก็ถอยร่นกลับแดนตน
หากเพียงไม่นานหลังศึกเหนือพื้นที่ทะเลทรายที่ถอยรนหกวันต่อมาเสียงกลองศึกดังก้องเหนือเชิงเขาทางเหนือของเมืองซีซั่วคลื่นพลทหารแห่งจินหยางเร่งเดินทาง ตีเหล็กตอนร้อนแรงหึมเหิมนำทัพมาถึงแดนศัตรูกองทัพไหลทะลักเข้าปิดล้อมเมืองราวพายุฤดูแล้งกระหน่ำโขดทราย ความสงบเงียบของทะเลทรายมิได้มีที่ยืนอีกต่อไปโม่เหวินหานก็นำทัพใหญ่เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิสงครามในแผ่นดินซีซั่ว
หน้าประตูเมืองป้อมหน้าที่ตั้งรับอย่างแข็งแรงตลอดแนวหินประตูเมืองมีร่องรอยของการเตรียมพร้อมรับมืออย่างตึงเครียดโม่เหวินหานยืนเหนือหลังม้า ทอดสายตามองกำแพงหินสูงตระหง่านที่เบื้องหลังคือกองกำลังของเซี่ยอ๋องขุนศึกที่ขึ้นครองเมืองซีเป่ยแทนที่ผู้นำคนเก่าไม่กี่เดือนก่อนและบัดนี้กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องโค่นล้มให้ได้
“แม่ทัพเก่อ อาเต๋อจงนำทัพปีกขวาเข้าไล่บีบฝั่งตะวันออกของเมือง นายกองถังลี่ซานคุมแนวซุ่มธนูปีกซ้ายส่วนทัพหน้าให้เดินตามคำสั่งนายกองเล่าซือผิง” โม่เหวินหานสั่งเสียงหนักแน่น
ภายใต้ผืนฟ้าหม่นแผนที่แผ่นใหญ่ถูกคลี่บนโต๊ะล้อมด้วยแม่ทัพนายกองกระดานศึกเต็มไปด้วยหมุดไม้จำลองแนวทัพศัตรูวางแผนอย่างถี่ถ้วนในการจู่โจมประตูเมืองและบีบตีจากด้านข้าง
“ถ้าประตูเมืองเปิดไม่ได้ภายในสองชั่วยามเราจะต้องใช้ป้อมธนูเคลื่อนที่ซุ่มเข้าด้านใน” หลัวไท่ขายเอ่ยเสริม “แล้วอ้อมตีเข้าด้านหลังแนวหอคอยที่โยนหิน”
โม่เหวินหานพยักหน้าท่ามกลางเสียงลมหอบใหญ่ที่พัดกรรโชกเม็ดทรายปลิวว่อนเขาชี้ดาบไปยังแนวกำแพงเมืองแล้วตวาด “วันนี้! เราจะสลักชื่อจินหยางไว้บนกำแพง!”
เสียงโห่ร้องกึกก้องของหมื่นพลสะท้อนแนวเขาฝีเท้าม้าทหารรัวเป็นจังหวะขณะกองหน้าเคลื่อนตัวบุกโม่เหวินหานนำหน้ากระโจนเข้าแนวรบด้วยตัวเอง เงาสะท้อนเกราะดำทองที่เขาสวมพาดแสงอาทิตย์เจิดจ้ากระทบฝุ่นทรายกลายเป็นแสงดุจเปลวเพลิง
ท่ามกลางการต่อสู้พลธนูซีเป่ยปล่อยลูกศรโปรยปรายดั่งพายุใบมีดแต่แนวโล่ของกองทัพจินหยางเคลื่อนพลอย่างมั่นคงเข้าตีรอยแยกของป้อมหน้าด้วยแรงโถมดั่งคลื่นคลั่ง
เมื่อทัพหน้าเข้าใกล้ประตูเมืองท่ามกลางเสียงระเบิดจากศิลาเพลิงตกลงจากกำแพง ดาบในมือโม่เหวินหานสั่นสะเทือนด้วยอาฆาตโขดหินถล่มลงด้านข้างแต่เขาหาได้หลบหนี หากพุ่งทะยานไปยังจุดสูงสุดของประตูเมือง
ที่แห่งนั้นผู้เป็นอริรออยู่แล้วเซี่ยอ๋อง..ชายในชุดเกราะเงินใบหน้าคลุมหน้ากากเหล็กครึ่งซีก มือหนึ่งถือคันศรอีกข้างถือดาบยาว เขามองโม่เหวินหานไม่ต่างจากการประจันหน้าระหว่างฟ้าและดิน
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่าข้าเป็นใคร” เสียงเซี่ยอ๋องเอ่ยผ่านหน้ากากเหล็กกังวานเย็นเฉียบ
โม่เหวินหานเอ่ยกลับเบาๆ“เจ้าที่ยิงธนูใส่นางกลางทะเลทรายวันนั้น” เงาสงครามในดวงตาเขาเข้มขึ้นและมากกว่านั้นในชาติก่อน..ข้าก็รู้ว่าเจ้าเป็นใคร..เจ้าคือนักพรตไท่อี้!
เซี่ยอ๋องหัวเราะเบาๆ“โม่เหวินหาน..จักรพรรดิของจินหยาง วันนี้ข้าจบชีวิตเจ้าแล้ว”
สิ้นถ้อยคำกระบี่กับดาบฟาดฟันปะทะเสียงกัมปนาทคลื่นแรงปะทะทำให้ฝุ่นทรายตลบคลุ้งสูง ทั้งสองเคลื่อนไหวว่องไวดั่งเงาเคลื่อนน้ำหนักดาบของเซี่ยอ๋องแม้หนักหน่วงบวกกับการออกท่าที่รุนแรงแต่กระบวนท่าของโม่เหวินหานอาศัยความแม่นยำและประสบการณ์จากศึกนับไม่ถ้วน
เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังไม่ขาดสายท่ามกลางความโกลาหลของกองทัพด้านล่าง เสียงคำรามปะทะดังก้องบนประตูเมือง
แม่ทัพสูงสุดสองคนประลองฝีมือกันทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าแทรกแซงนี่เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่จะตัดสินชัยแห่งแผ่นดิน หลังการต่อสู้หลายกระบวนท่าใบหน้าชื้นเหงื่อของทั้งสอง แรงหายใจหนักหน่วงของผู้หนึ่งก็ชะงักเสียก่อน กระบี่ของโม่เหวินหานแทงสวนเข้าช่องเปิดเกราะของเซี่ยอ๋องในที่สุด
เลือดสดพุ่งกระจายบนหินเซี่ยอ๋องครางเบาๆ พร้อมเลือดกระอักจากริมฝีปาก
“ให้นี่เป็นครั้งสุดท้าย” โม่เหวินหานเอ่ยนิ่ง ดึงกระบี่ออกช้าๆ“ที่เราจะฆ่าเจ้า”
ร่างของเซี่ยอ๋องคุกเข่าทรุดลงก่อนจะหงายหลังลงเหนือธงซีเป่ยที่เปื้อนเลือดของตนเองจากนั้นธงของซีเป่ยก็ถูกปลิดจากยอดเสาปลิวตกลงพื้น ขณะที่เหนือเมืองซีซั่ว ธงดำแดงแห่งจินหยางโบกสะบัดเหนือประตูชัย
ยามรุ่งอรุณบนแนวกำแพงเมืองซีซั่วแสงแรกของวันฉายทาบบนแผ่นธงสีชาดของจินหยางที่โบกสะบัด ทั้งกลิ่นคาวเลือดยังไม่จางหรือกลิ่นเขม่าดินปืนยังลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบกลับมาเยือนอีกครา
โม่เหวินหานยืนอยู่บนระเบียงหินทอดสายตามองผืนดินที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกลืนโดยเงาของศัตรูบัดนี้กลายเป็นเงาใต้แผ่นดินแห่งจินหยางแล้ว
“นับจากวันนี้” เขากล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา “ซีซั่วเป็นแผ่นดินของจินหยาง!”
เขาระบายลมหายใจแผ่วเบาขณะมองขอบฟ้าสีทองร่างกายคลายเบาลงแทบล่องลอยได้ชั่วครู่ หัวใจบีบรัดแล้วผ่อนคลายพันธะที่รัดแน่นในแกนวิญญาณปลดออกแล้วเสียงหวีดหวิวในโสตแพร่กระจายออกไปพร้อมกลับแสงระยิบระยับที่ลอยจากอก ‘ข้าหมดพันธนาการแล้ว’
“บางเบาเช่นนี้เอง” โม่เหวินหานเอ่ย
หลังประกาศชัยเขาก็ไม่คิดจะอยู่ต่อไม่ทันรอฟังเสียงโห่ร้องหรือเสียงฆ้องกลอง ไม่อยู่พิธีเฉลิมชัยมีเพียงใจเฝ้ารอที่มองไกลลิบเหนือกำแพงเมืองและความคิดที่ยังไม่หยุดร้อนรนไม่ใช่เพราะศึกแต่เพราะสตรีผู้หนึ่งที่ห่างไกล ‘หลิวชิงเซียง..’ นางจะเป็นอย่างไรบ้าง
หลังจากนั้นโม่เหวินหานก็เอ่ยสั่งการกับเก่อเหยียนซึ่งยืนเฝ้าด้านข้าง“ให้เจ้าอยู่รับมือจัดการหลังจบศึกต่อเราจะรีบเดินทางไปจิงเหยียน”
เก่อเหยียนผงะเล็กน้อยแต่ก็เข้าใจในทันที ท่าทีรีบเร่งของฮ่องเต้มิได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่นับตั้งแต่ศึกทะเลทรายเริ่มขึ้นบุรุษผู้นี้ไม่เคยพักแม้เพียงครู่และไม่เคยมีท่าทีใดเร่งร้อนเท่าครั้งนี้
“พ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์เสด็จโดยปลอดภัย”
โม่เหวินหานไม่แม้แต่จะพยักหน้าตัดตรงลงจากหอคอยแห่งนั้น ควบม้าออกนอกเมืองทันทีโดยไม่รั้งรอทิ้งเพียงเสียงฝีเท้าม้าที่สะเทือนพื้นทรายและลมหนาวที่แผดพัดผ่านแนวหอธง
เขาไม่อาจหยุดได้ถึงชนะศึกยึดเมืองขึ้นได้อำนาจมา หากแต่นางไม่อยู่ตรงนี้จะมีประโยชน์อะไร
หลายปีก่อนหน้านี้เขาคิดถึงวันนี้มาตลอดหลังเมื่อหมดพันธะจากโองการสวรรค์เขาจะหานางให้พบ และบัดนี้เขาหลุดพ้นแล้วส่วนนางอยู่ที่ใดเขารู้ดีเวลาที่เขาจะเป็นเพียงชายคนหนึ่งแท้จริงได้กลับไปหาหัวใจของตนเท่านั้น
สามวันให้หลังขบวนเดินทางลัดเลาะเข้าสู่แนวหุบเขาตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นจิงเหยียนภูผาหินทอดแนวยาวตัดกับสันฟ้าสีมรกต ใบสนผลัดใบเหลืองลอยปลิวบนลมธรรมชาติข้างกายโม่เหวินหานมีเพียงองครักษ์ประจำตัวหกคนติดตามมา
ในที่สุดเขาก็มาถึงจวนเฉียนอ๋องในเขตจิงเหยียนเขากระโดดลงจากหลังม้าโดยไม่รอให้ใครเอ่ยแจ้งข่าว ใบหน้าที่ยังเปื้อนฝุ่นศึกทว่าดวงตาแน่นิ่งเปี่ยมด้วยความหวังและความปีติ
ข้ารับใช้ประจำจวนรีบออกมาต้อนรับทว่าเมื่อมองเห็นบุรุษในเกราะนักรบท่าทรงอำนาจก็ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วก้มศีรษะคำนับทันที “คารวะฝ่าบาท”
“ไม่ต้องมากพิธี” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงนิ่ง “หลิวชิงเซียง นางเป็นอย่างไรบ้าง”
ข้ารับใช้มีสีหน้ากระอักกระอ่วนยิ่งนักเงยหน้าขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อยก่อนตอบว่า “แม่นางหลิวฟื้นเมื่อสามวันก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้แผ่นหลังของโม่เหวินหานที่แข็งเกร็งมาตลอดผ่อนลงเล็กน้อยแต่ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถามต่อ อีกถ้อยคำก็สะกิดหัวใจเขาให้แข็งทื่ออีกครา
“แต่แม่นางหลิวเดินทางจากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“..ว่าอย่างไรนะ!”
ข้ารับใช้รีบคุกเข่าก้มหน้า“กระหม่อมขอกราบทูลหลังแม่นางหลิวฟื้นขึ้นในยามสองของสามคืนก่อน กล่าวเพียงว่านางมีเรื่องเร่งด่วนแล้วก็จากไป”มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อของโม่เหวินหานกำแน่นเขาเงียบงันไปชั่วอึดใจ ในใจปั่นป่วนเหมือนลมทะเลทรายโหมกลับอีกครั้งนางฟื้นขึ้นแล้ว..แต่นางจากไปโดยไม่รอพบเขา
หลิวชิงเซียงเจ้าหนีเราหรือ? หรือไม่อยากพบกันอีกแล้ว?
“แต่กระหม่อมให้คนออกไปส่งข่าวให้กองทัพแล้วแต่เห็นทีว่าจะสวนทางกัน”ข้ารับใช้ผู้นั้นยังคงเอ่ยต่อ
“นางไปที่ไหน”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ..” ความเงียบกดทับอยู่กลางลานหินหน้าจวนเฉียนอ๋องแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลง คล้ายโลกทั้งใบกำลังถามเขาในสิ่งเดียวกัน “แต่แม่นางหลิวฝากสารไว้ฉบับหนึ่ง”
โม่เหวินหานเอ่ยเร่งทันที“แล้วทำไมไม่รีบนำมาให้เรา! พูดพร่ำนัก!”
เพียงชั่วอีดใจสารหนึ่งฉบับนั้นก็ส่งมาถึงมือผู้สูงศักดิ์แม้หน้าสารจะไม่ได้เขียนไว้ว่าถึงผู้ใดแต่โม่เหวินหานก็ไม่สนแล้วเขาเปิดออกอ่านทันที อ่านจับก็เก็บสารใส่อกเสื้อแล้วหมุนตัวออกจากจวนเฉียนอ๋องทันที
ขบวนเดินทางมาเหยียบย่างได้ไม่ถึงหนึ่งถ้วยน้ำชาแล้วขบวนเดินทางก็จากไปฮ่องเต้และองครักษ์ทั้งหกยังไม่ได้พักผ่อนหลังจบศึกก็ควบม้าห่อตะบึงลงใต้ทันที