ชื่อเต็มของผมคือ นาธาเนียล ดัสก์บอร์น...และหากจะถามถึงอายุ ผมคงตอบได้เพียงว่าผมเห็นการล่มสลายและรุ่งโรจน์ของอาณาจักรมานับพันปีจนเลิกนับมันไปนานแล้ว
ในโลกของผมมันคือโลกที่หายใจเป็เวทมนตร์ พลังเร้นลับแทรกซึมอยู่ทุกอณูั้แ่เื่ใหญ่อย่างา ไปจนถึงเื่เล็กน้อยอย่างเวทมนตร์ที่ใช้เสกน้ำอาบผู้คนหลงลืมการใช้แรงงาน และหลงลืมความพยายาม
ในอดีตเมื่อหลายพันปีก่อนที่เวทมนตร์ยังเป็เื่ของผู้วิเศษกลุ่มน้อย อาชีพ ‘นักสืบ’อย่างผมเป็ที่้าอย่างมากการสืบคดีด้วยหลักฐานและตรรกะคือศาสตร์ชั้นสูงที่ทำเงินมหาศาลแต่เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ผู้คนเริ่มคิดค้นคาถาตรวจจับ คาถาย้อนรอยอดีต หรือแม้แต่คาถาหาของหายความสะดวกสบายเ่าั้เริ่มทำให้งานของผมกลายเป็สิ่งล้าสมัย...ใครจะอยากจ้างนักสืบที่ต้องเดินสำรวจรอยเท้าในเมื่อพวกเขาสามารถร่ายมนตร์เพียงบทเดียวเพื่อชี้ตัวคนร้ายได้?
ผมอาศัยอยู่ในคฤหาสน์เก่าแก่ใจกลางมหานครเอเลน่า ศูนย์กลางแห่งอารยธรรมมนตรา ก็นะ...ถ้าคุณมีชีวิตอยู่มานานหลายพันปีอย่างน้อยคุณก็ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบจนร่ำรวยพอตัว
เช้าวันนั้นผมนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงเข้มในมือถือหนังสือพิมพ์เวทมนตร์ที่มีรูปถ่ายขยับเคลื่อนไหวได้พาดหัวข่าวใหญ่สีเืเด่นหราเตะตา: “วิกฤต!‘ประตูที่หายใจได้’ ปรากฏขึ้นอีกครั้งกลางเมืองเอเลน่า!”
เนื้อข่าวระบุว่าเกิดเหตุประตูมิติปริศนาที่รู้จักกันในชื่อ‘ประตูที่หายใจได้’ มันจู่โจมอย่างไร้ทิศทางและสูบกลืนผู้คนหายเข้าไปในความมืดมิด
“เอาอีกแล้วหรือ...” ผมพึมพำกับตัวเอง
ผมจำได้ว่าในยุคาประตูนี้จะปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบพันปี ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปช่องว่างของมันกลับสั้นลงเรื่อยๆ จากร้อยปี เหลือสิบปี จนกระทั่งตอนนี้...มันแทบจะเกิดขึ้นทุกวัน และไม่ใช่แค่ในเอเลน่าแต่มันกำลังกัดกินทุกตารางนิ้วของโลกใบนี้ราวกับโลกกำลังเป็โรคร้ายที่รักษาไม่หาย
ผมละสายตาจากข่าวร้ายบนหน้ากระดาษวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะมะฮอกกานีอย่างแ่เบาก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้พลางทอดถอนใจ วันนี้ก็คงเหมือนวันอื่นๆ ที่ผ่านมา...วันที่ไร้เงาลูกค้า
ความจริงผมไม่ได้ทำงานนี้เพราะความขัดสนหากคุณมีชีวิตอยู่มาหลายพันปี การสะสมความมั่งคั่งก็กลายเป็เื่ง่ายพอๆกับการหายใจ แต่ความะมันช่างน่าเบื่อการแก้ไขปริศนาจึงเป็สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าฟันเฟืองในใจยังหมุนอยู่แม้มนตราจะสามารถเนรมิตคำตอบได้ทุกอย่าง แต่การค่อยๆแกะรอยด้วยมือและสมองของตัวเองนั้นมัน "สนุก" กว่าเป็ไหนๆ
ขณะที่ผมกำลังปล่อยใจให้จมอยู่กับเศษเสี้ยวของคดีเก่าๆในอดีต เสียงกริ่งหน้าคฤหาสน์ก็ดังขึ้นสอดประสานเข้ามาในโสตประสาท ผมสะบัดมือเบาๆร่ายเวทมนตร์ฉายภาพหน้าประตูขึ้นมากลางอากาศ
ภาพที่เห็นไม่ใช่ขุนนางผู้มั่งคั่งแต่เป็เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวเจ็ดขวบเสื้อผ้าของเธอขาดรุ่งริ่งและเปรอะเปื้อนฝุ่นผงเธอยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าบานประตูขนาดมหึมาด้วยท่าทางหวาดหวั่น
“มีธุระอะไรกับฉันหรือ?” ผมส่งเสียงผ่านมนตราสื่อสารออกไป
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นดวงตาที่เป็ประกายด้วยน้ำใสๆ จ้องมองมาที่กล้องเวทมนตร์ เธอแบมือเล็กๆ ออกมาในนั้นมีเศษเหรียญเก่าๆ เพียงสามเหรียญ
“หนู... หนูอยากให้คุณช่วยตามหาพี่สาวที่หายไปหน่อยค่ะ”เสียงของเธอสั่นเครือ “หนูรู้มาว่าคุณเป็นักสืบที่ไม่เรียกค่าจ้างแพง...หนูมีเท่านี้จริงๆ ค่ะท่านนักสืบ”
ผมมองเหรียญสามเหรียญในมือเธอนิ่งๆแล้วก็เผลอยิ้มออกมาที่มุมปากไม่นึกเลยว่าท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนใช้เวทมนตร์ส่องดูโชคชะตาจะยังมีคนจดจำนักสืบตกยุคอย่างผมได้ ใช่แล้ว...ผมรับทำคดีด้วยราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพราะสิ่งที่ผม้าไม่ใช่เหรียญทองแต่เป็ความตื่นเต้นของความลับที่รอการถูกเปิดโปง
“เข้ามาข้างในสิเด็กน้อย”
ผมเปิดประตูต้อนรับและเชิญเธอเข้ามาในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของหนังสือเก่าและเครื่องมือกลไกผมสังเกตท่าทางที่ตื่นกลัวของเธออีกครั้ง ก่อนจะรินน้ำอุ่นๆ ให้แล้วถามออกไป“บอกฉันมาสิ พี่สาวของเธอหายตัวไปที่ไหน และั้แ่เมื่อไหร่?”
คำตอบที่หลุดออกมาจากปากเด็กหญิงทำให้ผมถึงกับชะงักงันเป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี
“พี่สาวถูก... ถูกประตูที่หายใจได้ดูดเข้าไปค่ะ เมื่อวานนี้เอง”
ผมขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุดตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาประตูมิติเ่าั้ปรากฏตัวขึ้นและหายไปเหมือนภัยธรรมชาติที่ไร้จิตสำนึกไม่เคยมีใครกล้าเดินมาจ้างนักสืบให้ ‘ตามหาคน’ในดินแดนที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคือที่ไหน
แต่ความในั้นถูกแทนที่ด้วยความสงสัยที่พลุ่งพล่านผมมองเด็กน้อยตรงหน้าแล้วตัดสินใจในทันที... ผมไม่เพียงแต่จะไม่ปฏิเสธแต่ผมเริ่มอยากจะรู้แล้วว่าไอ้ประตูมิติที่โผล่มาเป็พันปีนี่มันส่งคนไปที่ไหนกันแน่ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมองข้ามมันไปเพราะคิดว่ามันเป็แค่ช่องว่างมิติที่ว่างเปล่า
ผมให้เด็กน้อยนำทางไปยังจุดเกิดเหตุสถานที่นั้นเต็มไปด้วยฝูงชนที่มุงดูด้วยความตื่นตระหนกและเสียงอื้ออึงเ้าหน้าที่ตำรวจเวทมนตร์หลายสิบคนยืนเรียงแถว กั้นเขตอาคมไม่ให้ใครรุกล้ำเข้าไปในจุดที่ประตูมิติเพิ่งจะปิดตัวลง
“บอกแล้วไงว่าอย่ามาแถวนี้มันอันตราย!” เ้าหน้าที่คนหนึ่งตะคอกใส่เด็กหญิงอย่างหัวเสียแต่แล้วสายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างของผม เขาชะงักไปครู่หนึ่งขมวดคิ้วเหมือนพยายามรื้อฟื้นความทรงจำที่เลือนราง
ผมจ้องมองใบหน้าของเขา...ใช่ ผมจำเขาได้ แม้เวลาจะผ่านไป 25 ปีแล้วก็ตามตอนนั้นเขาเป็เพียงเด็กชายตัวน้อยที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งมาหาผมเพื่อขอให้ช่วยพ่อของเขาที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็ฆาตกรสำหรับมนุษย์มันคือ่เวลาครึ่งชีวิต แต่สำหรับผมมันเป็เพียงหน้ากระดาษแผ่นหนึ่งที่เพิ่งผ่านตาไปไม่นาน
“ท่านนักสืบ...ท่านนักสืบดัสก์บอร์น!”ในที่สุดเขาก็โพล่งออกมาด้วยความดีใจพลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาผม“ท่านมาทำอะไรที่นี่ครับ?”
ผมปรายตาไปทางเด็กหญิงที่ยืนกำชายเสื้อผมแน่น“ผู้ว่าจ้างของฉันจ้างให้มาตามหาพี่สาวที่หายไปน่ะ”
เ้าหน้าที่หนุ่มมองเด็กน้อยสลับกับผมแววตาของเขาสั่นไหวเหมือนนึกถึงตัวเองเมื่อ 25ปีก่อนที่เคยจ้างผมด้วยความหวังเดียวกัน เขาไม่รอช้ารีบแหวกทางและพาผมฝ่าวงล้อมเ้าหน้าที่เข้าไปยังใจกลางที่เกิดเหตุทันที
บัดนี้'ประตูที่หายใจได้' เลือนหายไปแล้วเหลือเพียงความว่างเปล่า ทว่าในสายตาของช่างสังเกตอย่างผมความว่างเปล่านั้นกลับเต็มไปด้วยเบาะแส
ผมย่อตัวลงสำรวจรอบๆ บริเวณที่ประตูมิติเคยปรากฏ ละอองมานา สีฟ้าจางๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปแต่อย่างหนึ่งที่ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วคือ 'เสียง'...มันมีเสียงลมหวีดหวิวแ่เบาหมุนวนอยู่แค่จุดเดียวทั้งที่รอบข้างไม่มีลมพัดเลยแม้แต่น้อย
ผมหยิบแว่นขยายกลไกขึ้นมาส่องดูละอองมานาที่ลอยอยู่ในกระแสลมนั้นทันใดนั้น ฟันเฟืองในสมองของผมก็เริ่มทำงานเมื่อจุดมานาเ่าั้ไม่ได้เรียงตัวอย่างสะเปะสะปะ แต่มันกำลังสอดประสานกันเป็ 'รูปเรขาคณิตสมมาตร' และมี 'อักษรเวทโบราณ'ขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ในรอยแยกของอากาศ
นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ...มีคนจงใจสร้างประตูนี่ขึ้นมาด้วยอาคมที่ซับซ้อนระดับสูง
“ผมสำรวจพอใจแล้ว”ผมยืนขึ้นพลางปัดฝุ่นที่มือ “กลับไปรอที่พักเถอะหนูน้อยฉันเริ่มเห็นเค้ารางอะไรบางอย่างแล้วล่ะ”
เ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มมองผมด้วยความหวังเปี่ยมล้น“ท่านพบอะไรจริงๆ หรือครับ? ผู้เชี่ยวชาญด้านมิติที่ทางการเชิญมาตรวจสอบหลายปีมานี้ยังหาคำตอบไม่ได้เลยสักคน!”
ผมยิ้มบางๆโดยไม่ตอบอะไร คำว่า 'ผู้เชี่ยวชาญ' ของพวกเขามักจะพึ่งพามนตราในการหาคำตอบแต่สำหรับผมที่อยู่มานานพอจะเห็นการกำเนิดของอักษรเวทเหล่านี้...ผมรู้ดีว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังประตูมิตินั้นไม่ใช่แค่ความว่างเปล่าอย่างที่ทุกคนเข้าใจแน่ๆ
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ผมไม่ได้มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานที่ชั้นบนแต่กลับเดินลึกลงไปยังห้องใต้ดินที่ถูกปิดตายจากสายตาภายนอก เช่นเดียวกับคนรวยคนอื่นที่มีห้องลับไว้เก็บสมบัติแต่ห้องของผมสะสม ‘กาลเวลา’ ที่ยาวนานนับพันปี
ภายในห้องใต้ดินนั้นเต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่โลกอาจลืมไปแล้วั้แ่ไม้เท้าเวทมนตร์ชิ้นแรกที่แกะสลักจากรากไม้โลกไปจนถึงอาภรณ์หลากยุคที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ผมเดินตรงไปยังมุมหนังสือชั้นลึกสุดก่อนจะเอ่ยรหัสลับที่แทบไม่มีใครในยุคนี้รู้จัก
“นิรันดร...”
สิ้นคำพูดหนังสือโบราณนับร้อยเล่มพุ่งทะยานออกจากชั้น พวกมันหมุนวนรอบตัวผมเป็พายุกระดาษผมหลับตาลงชั่วอึดใจและเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผมกำลังยืนอยู่ท่ามกลาง ‘หอสมุดมิติ’สถานที่ที่เวลาหยุดนิ่งและมีหนังสือนับล้านเล่มบินร่อนอยู่ในความว่างเปล่าราวกับมีชีวิต
ผมยกมือขึ้นทำท่าทางราวกับคอนดักเตอร์ผู้ควบคุมวงดนตรีไม่นานนัก หนังสือปกหนังสีดำอมม่วงเล่มหนึ่งก็บินมาหยุดลงตรงหน้าผมเนื้อหาภายในบันทึกเื่ราวอันน่าตระหนัก:
“ในอดีตกาลโลกของเราถูกเชื่อมต่อกับมิติอื่นนับไม่ถ้วนทั้งโลกที่ไร้เวทมนตร์และโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเกินจินตนาการ ทว่าเมื่อ‘ผู้ควบคุมประตู’ สิ้นชีพลง ประตูเ่าั้จึงขาดผู้ดูแลพวกมันเริ่มปรากฏตัวอย่างสะเปะสะปะและหายใจเข้าออกตามความ้าของมิติเอง...”
ผมลูบชื่อผู้เขียนเบาๆเขาคือเพื่อนเพียงไม่กี่คนในชีวิตะของผมที่จากไปเมื่อหลายพันปีก่อนผมเปิดไปหน้าสุดท้ายที่เต็มไปด้วยสูตรเลขาคณิตและวงจรเวทมิติที่ดูวุ่นวายเพื่อนของผมพยายามจะเขียนวิธีหยุดยั้งประตูเหล่านี้ แต่น่าเสียดายที่เขาสิ้นลมไปเสียก่อนที่สูตรจะสมบูรณ์
“ปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันเถอะสหาย...” ผมพึมพำ
ด้วยสมองที่ผ่านการเรียนรู้มานานนับพันปีผมหยิบปากกาขนนกขึ้นมาคำนวณและเติมเต็มรอยต่อของเลขอาคมที่ขาดหายไปผมร้อยเรียงสมการขึ้นใหม่จนในที่สุดสูตรการย้อนรอยพิกัดปลายทางของประตูมิติก็เสร็จสมบูรณ์ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะตามรอยได้ว่าประตูนั้นพัดพาผู้คนไปสู่โลกใบไหน
ผมเดินออกจากหอสมุดมิติกลับขึ้นสู่ห้องรับแขกที่เงียบสงัดพลางหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ที่ลอยมาส่งตรงหน้าผมกวาดสายตามองวันที่ตรงมุมบนแล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หนึ่งสัปดาห์...
เวลาในหอสมุดนิรันดร์ช่างผ่านไปรวดเร็วนักในโลกมิตินั้นผมใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่ในโลกแห่งความจริงผ่านไปแล้วเจ็ดวันเต็มๆผมต้องรีบกลับไปที่จุดเกิดเหตุอีกครั้งเพื่อตรวจสอบเศษเสี้ยวมานาที่อาจยังหลงเหลืออยู่ก่อนที่ร่องรอยปลายทางจะเลือนหายไปตลอดกาล
ผมกลับมายืนที่จุดเดิมอีกครั้งพื้นที่ที่เคยถูกกั้นด้วยเขตอาคมบัดนี้ถูกปล่อยโล่งผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเพราะคิดว่าอันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทว่าสำหรับผม กลิ่นอายของมิติที่บิดเบี้ยวยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
ผมเริ่มร่ายดัชนีเขียนอักขระเรขาคณิตที่เพิ่งถอดรหัสออกมาลงบนความว่างเปล่าวงจรเวทสีทองหม่นสว่างวาบขึ้น มันสั่นะเืตามจังหวะมานาที่หลงเหลืออยู่จนในที่สุดเส้นลวดแห่งอาคมก็ชี้ทิศทางไปไกลแสนไกล... มันไม่ได้ส่งคนไปยังดินแดนลี้ลับที่ไหนแต่มันเชื่อมต่อไปยัง "ประเทศอื่น" ในโลกใบนี้เอง
ผมหันไปเห็นนายจ้างตัวน้อยพอดีเธอยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้นด้วยดวงตาที่เศร้าสร้อยผมกำลังจะอ้าปากบอกข่าวดีแก่เธอว่าฉันรู้แล้วว่าพี่สาวของเธออยู่ที่ไหน...แต่แล้วสัญชาตญาณที่สั่งสมมานับพันปีก็ร่ำร้องเตือนภัย!
ฟิ้ว...
เสียงลมหวีดหวิวที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ด้านหลังของเด็กหญิงบรรยากาศรอบตัวเธอบิดเบี้ยวขยายตัวและหดตัวราวกับปอดของอสูรกายที่กำลังกระหายหิวเพียงพริบตาเดียว หลุมดำขนาดมหึมาก็ฉีกกระชากอากาศธาตุออกมา!
"ถอยออกมา!" ผมะโก้องพลางพุ่งตัวออกไปสุดแรง
ผมสะบัดมือร่ายเวทพันธนาการดึงร่างของเด็กหญิงออกมาจากรัศมีการดูดของประตูมิติได้ทันท่วงทีทว่าประตูนั้นกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มกลืนกินก้อนอิฐ ต้นไม้และทุกอย่างรอบข้างเข้าไปในความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง
ผมไม่รอช้าตัดสินใจใช้ 'สูตรเวทสมบูรณ์' ที่เพิ่งคิดค้นได้ในห้องลับนิ้วมือของผมวาดวงกลมซ้อนทับกันเจ็ดชั้นอักขระโบราณพุ่งเข้าไปอุดรอยรั่วของมิติและสั่งให้ฟันเฟืองของกาลเวลาในจุดนั้นหยุดทำงาน...เสียงดัง เพล้ง! เหมือนแก้วแตก ประตูมิติหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เสียงปรบมือจะดังขึ้นรอบทิศทางผู้คนต่างโห่ร้องแสดงความยินดีในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นภาพของผมปรากฏเด่นหราบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งพร้อมหัวข้อที่โด่งดังไปทั่วอาณาจักร:“ชายคนแรกที่หยุดลมหายใจแห่งมิติได้!”
ชื่อของนาธาเนียลดัสก์บอร์น ถูกกล่าวขานไปถึงหูของเ้าเมืองเอเลน่าผมถูกเชิญเข้าพบและได้รับการแต่งตั้งให้เป็ ‘ที่ปรึกษาาุโผู้พิทักษ์มิติ’อย่างเป็ทางการ ส่วนเด็กหญิงตัวน้อย...ผมได้เห็นรอยยิ้มของเธออีกครั้งเมื่อเ้าหน้าที่นำตัวพี่สาวของเธอกลับมาส่งถึงมือตามพิกัดที่ผมระบุไว้ได้สำเร็จ
หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็'คนปิดประตูมิติ' ผมออกเดินทางไปทั่วอาณาจักรเพื่อกำจัดรอยแยกมิติที่คุกคามผู้คนแม้ผลงานของผมจะช่วยลดจำนวนเหยื่อไปได้มหาศาล แต่นั่นเป็การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุผมเบื่อที่จะต้องไล่ตามหลังมิติที่เปิดออกแล้ว ผม้า 'หยุดมัน'ก่อนที่มันจะทันได้หายใจ
แต่มันไม่ใช่เื่ง่าย...ผม้าผู้ช่วยที่มีประสาทััเหนือกว่ามนุษย์ แม้ผมจะฉายเดี่ยวมานับพันปีแต่ด้วยจำนวนประตูมิติที่เพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ด ผมจึงต้องสร้าง"ดวงตาและใบหู" ส่วนตัวขึ้นมา
ผมจำได้แม่นว่าก่อนประตูมิติจะฉีกอากาศออกมามันจะมีเสียงลมหวีดหวิวที่แหลมเล็กและแตกต่างจากลมพายุทั่วไปผมจึงเริ่มโปรเจกต์ลับในห้องใต้ดินเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถแยกแยะความถี่ของ 'ลมจากมิติ'ออกจากลมธรรมดาได้
ขณะที่กำลังขบคิดเื่รูปลักษณ์ของมันอีกาตัวหนึ่งก็บินโฉบลงมาขโมยเศษขนมปังบนโต๊ะทำงานของผมไป... "นั่นแหละรูปร่างที่เหมาะสม" ผมพึมพำ
ผมใช้เวลาหลายเดือนในการหลอมรวมกลไกที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่อารยธรรมมนุษย์เคยมีมาเข้ากับอาคมเวทที่ผมคิดค้นขึ้นเอง จนในที่สุดผลงานชิ้นเอกก็เสร็จสมบูรณ์...อีกากลไกที่ตัวเป็เหล็กสีทองคำดำสะท้อนแสงเงาวับด้วยเฟืองขนาดจิ๋วนับพันที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน
มันกะพริบตาเลนส์แก้วมองหน้าผมแล้วเอ่ยประโยคแรกออกมา: "ผมมีชื่อว่าอะไร?"
ผมจ้องมองความสลับซับซ้อนของฟันเฟืองที่อกของมัน"นายชื่อ เกียร์ (Gear)"
"เกี๊ยะ..." มันตอบกลับมาสั้นๆ ผมยืนนิ่งไปครู่หนึ่งพลางถอนหายใจ...สงสัยผมจะทุ่มเทกับระบบเซนเซอร์มากไปจนลืมใส่มันสมองส่วนภาษาให้มันสมบูรณ์แบบสินะ
สองปีผ่านไปผมกับเกียร์กลายเป็คู่หูพิฆาตประตูมิติที่เก่งที่สุดเราป้องกันความเสียหายได้นับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งวันนั้นมาถึง...
เกียร์บินว่อนกลับมาหาผมด้วยท่าทางลนลาน"นายท่าน... ลม... ลมแปลก... ไม่เหมือนเดิม... ดังมาก!"
เรามุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุทันทีผมััได้ถึงแรงสั่นะเืในอากาศที่รุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเจอและนี่คือบทเรียนราคาแพงที่สอนให้รู้ว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอแม้กับคนที่มีอายุหลายพันปีอย่างผม
ด้วยแรงดูดที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังผมจึงเริ่มใช้เชือกอาคมมัดตัวผมกับเกียร์ไว้กับสิ่งก่อสร้างที่มั่นคงเพื่อกันการถูกดูดแต่คราวนี้ผมพลาด... ผมปล่อยให้เกียร์เป็คนจัดการมัดเชือกและเ้าเกียร์ก็ดันเอาเชือกไปผูกไว้กับโครงสร้างไม้ผุๆหลังโกดังโดยที่ผมไม่ได้ตรวจเช็คให้ดี
ทันทีที่'ประตูที่หายใจได้' ปรากฏออกมันไม่ได้แค่หายใจ...แต่มัน 'คำราม'
ผมยังไม่ทันได้ขยับมือร่ายอักขระปิดกั้นด้วยซ้ำแรงดูดมหาศาลที่ทรงพลังกว่าเดิมร้อยเท่าก็กระชากร่างของผมจนไม้ผุๆ นั่นหักสะบั้น!
"เกี๊ยะ!!!!" เกียร์ส่งเสียงร้องหลง
ผมกับเกียร์ร่วงหล่นลงมาบนพื้นถนนที่แข็งกระด้างและเฉอะแฉะในตอนแรกผมไม่ได้กังวลนัก เพราะตลอดหลายพันปีผมเคยเดินทางไปที่ไกลๆ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทว่าเมื่อผมพยายามจะยันตัวขึ้นความรู้สึกผิดปกติอย่างหนึ่งก็แล่นเข้าสู่โสตประสาท...
มานา...มานาในอากาศมันหายไปไหนหมด?
ผมพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อร่ายเวทรักษาแผลถลอกง่ายๆแต่มันกลับว่างเปล่า แรงสั่นะเืของพลังเร้นลับที่เคยไหลเวียนอยู่รอบตัวผมแทบจะเป็ศูนย์ผมหันไปมองรอบข้างแล้วหัวใจก็เริ่มเต้นผิดจังหวะเมืองที่เต็มไปด้วยควันดำจากปล่องไฟ อาคารอิฐและผู้คนที่แต่งกายด้วยชุดประหลาดตากำลังจ้องมองผมกับเกียร์ราวกับเป็ตัวประหลาด
“เกียร์... ดูเหมือนรอบนี้เราจะซวยของจริงแล้วล่ะ” ผมพึมพำขณะมองเ้านกเหล็กที่ดูสับสนไม่แพ้กัน
ผมรวบรวมสมาธิเดินไปสอบถามคนแถวนั้นโชคยังดีที่ภาษาพูดของพวกเขาคล้ายคลึงกับภาษาในเอเลน่าจนพอจะสื่อสารกันรู้เื่ผมจึงได้รู้ว่าที่นี่คือ ‘ลอนดอน’ ในปีคริสต์ศักราช 1890 โลกที่ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีสัตว์แฟนตาซี มีเพียงเครื่องจักรไอน้ำและกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์
ปัญหาแรกคือผมไม่มีเงินแม้แต่เพนนีเดียวแถมตัวอักษรบนป้ายร้านค้าพวกนั้นผมก็อ่านไม่ออกสักคำผมจึงตัดสินใจเดินเข้าร้านขายของเก่าตามคำแนะนำของคนท้องถิ่นเพื่อขายสมบัติเล็กน้อยที่ติดตัวมาผมให้คนรับซื้อช่วยสอนเื่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราโดยอ้างว่าตนเองมาจากดินแดนห่างไกล
ก่อนจะออกจากร้านคนขายของเก่าเห็นทักษะการหยิบจับสิ่งของของผม เขาจึงแนะนำว่าร้านซ่อมนาฬิกาข้างๆกำลังขาดคนและมีที่พักให้ ผมไม่รอช้าที่จะไปสมัครงาน
เ้าของร้านวัยกลางคนยื่นนาฬิกาพกสภาพยับเยินให้ผมเครื่องหนึ่งเพื่อทดสอบฝีมือผมยิ้มกริ่ม... สำหรับคนที่มีอายุหลายพันปีและสร้างอีกากลไกมาแล้วการซ่อมนาฬิกาของโลกนี้ก็เหมือนกับการต่อของเล่นเด็กผมใช้เวลาไม่นานก็คืนชีพให้มันเดินได้แม่นยำยิ่งกว่าตอนที่มันผลิตออกมาเสียอีก
“พระเ้าช่วย! ฝีมือคุณมันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!” เ้าของร้านอุทานแต่สายตาเขากลับจ้องมองไปที่เกียร์ “แล้วเ้านี่... มันขยับได้ยังไง? มันพูดได้ด้วยเหรอ?”
“อ๋อ... เวทมนตร์น่ะครับ” ผมตอบไปตามความจริง
เ้าของร้านหัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม“เวทมนตร์รึ? ฮ่าๆๆ พ่อหนุ่ม ที่นี่ลอนดอนนะไม่ใช่ในนิยาย คุณคงเป็ ‘นักมายากล’ ที่เก่งเื่กลไกสิไม่ว่า!”
ผมไม่เข้าใจหรอกว่านักมายากลคืออะไรแต่ผมก็เออออตามไปเพื่อให้ได้งานและที่พักบนชั้นสองของร้าน ในร้านมีเพียงผม เ้าของร้านและช่างหนุ่มไฟแรงอีกคนที่คอยช่วยงานผมขอให้เ้าของร้านช่วยสอนหนังสือให้ผมใน่เย็นตลอดหนึ่งสัปดาห์ผมทุ่มเทเรียนรู้อย่างหนักจนสามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว
ส่วนเกียร์น่ะหรือ?มันกลายเป็ขวัญใจของเด็กๆ ในย่านนั้นไปแล้ว เ้านกเหล็กที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วและขยับปีกได้เองกลายเป็สิ่งมหัศจรรย์ประจำซอยถึงขนาดมีเด็กบางคนแอบทำนาฬิกาพ่อแม่พังเพื่อที่จะได้เอามาซ่อมที่ร้านและนั่งเล่นกับเกียร์
ตอนนี้ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าโลกนี้ไร้ซึ่งมนตราและสิ่งที่เรียกว่า ‘นักมายากล’ ก็คือคำอธิบายเดียวที่คนโลกนี้จะยอมรับได้ว่าเกียร์คืออะไรผมตัดสินใจว่าจะสวมหน้ากากนี้ต่อไป เพราะหากคนพวกนี้รู้ความจริงเื่ที่มาของผมผมอาจจะลงเอยด้วยการถูกล่าเหมือนในประวัติศาสตร์ ‘การล่าแม่มด’ที่ผมเคยอ่านผ่านตามา
ทุกๆเย็นหลังจากแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าลอนดอนผมจะพาเกียร์ออกเดินสำรวจไปตามตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยกลิ่นถ่านหินในสายตาของชาวลอนดอน พวกเขาเห็นเพียงชายต่างถิ่นที่เดินรับลมหนาว แต่ในสายตาของผมผมกำลังมองหา 'รอยแยก' ที่คนโลกนี้ไม่มีวันมองเห็น
พวกเขารู้สึกเพียงลมกระโชกแรงที่พัดผ่านตัวไปแต่ผมกับเกียร์เห็นมันชัดเจน... ประตูมิติที่ยังคงหายใจทิ้งร่องรอยเอาไว้ตามมุมมืดผมพยายามทดลองก้าวเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันกลับทำเพียงแค่ส่งผมข้ามฝั่งถนนหรือพาผมไปโผล่ที่อีกฟากของแม่น้ำเทมส์เท่านั้นไม่มีบานไหนเลยที่พาผมกลับสู่เอเลน่า
สองสัปดาห์ผ่านไปผมตัดสินใจกราบลาเ้าของร้านซ่อมนาฬิกาผู้มีพระคุณผมอ้างว่าไม่อยากเป็ภาระและร้านก็เริ่มมีช่างใหม่เข้ามาเพิ่มแล้วแต่เหตุผลที่แท้จริงคือ... ผมตรวจพบแรงสั่นะเืมหาศาลที่ย่าน 'อีสต์เอนด์' (East End)
“ครั้งนี้แหละเกียร์... ฉันััได้ พลังงานมันเข้มข้นกว่าครั้งไหนๆ”ผมบอกเ้านกเหล็กขณะที่เราเก็บข้าวของย้ายไปยังห้องเช่าซอมซ่อในย่านที่วุ่นวายที่สุดผมยอมทุ่มเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปกับการย้ายที่อยู่และการเตรียมตัวเพราะผมเชื่อมั่นว่าประตูบานนี้คือตั๋วกลับบ้าน
วันเกิดเหตุผมกับเกียร์ยืนอยู่หน้าพิกัดที่ระบุไว้ในแผนที่อากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนวนจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ผมสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะพยักหน้าให้เกียร์
“ไปกันเถอะ... กลับบ้านเรากัน”
ผมตัดสินใจกระโจนเข้าสู่กงล้อแห่งมิติที่กำลังหมุนวนด้วยความหวังเปี่ยมล้นทว่า... ทันทีที่ร่างกายหลุดพ้นจากความมืดมิดผมไม่ได้กลับไปเหยียบพื้นคฤหาสน์ที่เอเลน่าแต่ร่างของผมกลับลอยละลิ่วลงมากระแทกกับพื้นไม้กระดานที่เปียกชื้นของท่าเรือแห่งหนึ่งในลอนดอนตามเดิม!
ผมยันตัวขึ้นด้วยความผิดหวังที่ถาโถมความเงียบของท่าเรือถูกฉีกกระชากด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงของผู้หญิงคนหนึ่งจากในอาคารใกล้ๆ
“ช่วยด้วย! มีคนตาย! มีคนถูกฆ่าตายในห้องสมุด!!!”
ผมมองหน้าเกียร์ที่สภาพมอมแมมไม่แพ้กันเงินในกระเป๋าหมดเกลี้ยง บ้านก็กลับไม่ได้แถมยังตกลงมากลางที่เกิดเหตุฆาตกรรมเสียอีก...
“ดูเหมือนโชคชะตาจะอยากให้เราเป็นักสืบมากกว่าคนปิดประตูนะนายท่าน...”เกียร์พึมพำเสียงสั่น
นั่นคือวินาทีแรกที่ผมเผชิญหน้ากับคดีของภัณฑารักษ์และเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องกลายเป็ที่ปรึกษาของสารวัตรเฮย์สในปัจจุบัน