บทที่ 37 พ่อของคุณถูกลอบฆ่า
ในที่สุดโม่เชียนก็ยุติการสู้รบปรบมือกับเหล่าบรรพจารย์ของตนเอง
หญิงสาวลุกขึ้นจากแท่นบูชา ก่อนจะเดินไปนั่งงุนงงอยู่ตรงขอบเตียง
ใช้เวลาสักพักกว่าเธอจะกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง
เมื่อหันไปมองเฉียวเหอที่ยืนอยู่นอกประตู เธอจึงพองแก้มแล้วถามว่า “ที่บ้านของคุณมีอาหารไหม?”
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนลูกพลัมริมถนนที่ไม่ถูกใครหยิบกลับไป
พอได้ยินแล้วเฉียวเหอก็คล้ายถูกความเศร้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว
โม่เชียนมีรูปร่างที่ผอมและเล็ก เธอสูงเพียง 1.6 เมตร และน้ำหนักก็น่าจะไม่ถึง 40 กิโลกรัมด้วยซ้ำ
แมวตัวอ้วนที่นั่งอยู่ข้างเท้าของเธอยังดูอุดมสมบูรณ์กว่าเจ้าของของมันซะอีก
เฉียวเหอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับครอบครัวกู้ แต่เขาคิดว่าวันนี้อีกฝ่ายคงถูกรังแกมา ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้กินอาหารเช้ามาแบบนี้
แต่เฉียวเหอไม่แปลกใจเลย
เพราะสำหรับตระกูลกู้ เรื่องแบบนี้นับเป็นเรื่องปกติ
ถ้าในตระกูลกู้มีคนที่ปกติอยู่บ้างสักสองสามคน พวกเขาย่อมไม่กลายเป็นค่ายคนโสดอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
เฉียวเหอสั่งให้พ่อครัวของเขาเตรียมอาหารเช้าให้โม่เชียนตามความต้องการของเธอทันที
ไม่นานนักอาหารก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ
ทันทีที่โม่เชียนและเสี่ยวเฮยเห็นอาหาร ทั้งคนและแมวต่างดูมีความสุขขึ้นมาทันที
โม่เชียนหยิบชามเหล็กใบใหญ่ของเสี่ยวเฮยออกมาจากกระเป๋า เติมอาหารจนเต็มแล้วค่อยเริ่มกินส่วนของตัวเอง
ทั้งสองกินพร้อมกันอย่างมีความสุข
เฉียวเหอนั่งอยู่ตรงข้าม มองดูทั้งสองกินโดยที่รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาไม่เลือนหายไป...
…
หลังจากกินอาหารอิ่มแล้วโม่เชียนก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่มีความสุขอีกครั้ง
เธอกอดเสี่ยวเฮยแมวอ้วนแล้วเดินไปหาเฉียวเหอ “ไปพบคนของคุณกันเถอะ”
ช่างเป็นสาวน้อยที่ใจร้อนจริง ๆ
เฉียวเหอหัวเราะเบา ๆ หยิบทิชชู่ออกมาแล้วค่อย ๆ เช็ดใบหน้าของโม่เชียน “คุณจะเอาเศษข้าวพวกนี้ติดตัวไปด้วยรึไง? ”
“เอ๋? ”
โม่เชียนตอบ รีบเช็ดหน้า จากนั้นก็วิ่งไปที่ห้องน้ำเพื่อส่องกระจกให้แน่ใจว่าสะอาดเอี่ยม แล้วค่อยวิ่งย้อนกลับมาอีกครั้ง
“น่าจะพอได้แล้ว”
เฉียวเหอยิ้มและพยักหน้า จากนั้นก็เรียกเยี่ยเฟย ก่อนทั้งคณะจะเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง
40 นาทีต่อมา รถก็ขับเข้าไปในสถานที่ที่สวยงามราวกับสรวงสวรรค์
ทิวทัศน์งดงาม เงียบและดูสงบสุข
นี่คือสถานพยาบาลที่มีชื่อเสียงในเมืองปักกิ่ง มีสภาพแวดล้อมอันยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ แต่ก็แน่นอนว่าราคาค่าบริการย่อมไม่ใช่ถููก ๆ เช่นกัน
เพียงค่าใช้จ่ายรายเดือนก็ปาไปมากกว่าหนึ่งล้านแล้ว
คนธรรมดาย่อมไม่มีทางคิดฝันถึงสถานที่แบบนี้
รถจอดอยู่หน้าอาคารห้าชั้น ลึกเข้าไปในบ้านพักคนชรา เห็นได้ชัดว่า อาคารหลังนี้มีสภาพแวดล้อมที่ดีมากกว่า ซ้ำความหนาแน่นของผู้อาศัยยังนับว่าบางตา
เฉียวเหอพาโม่เชียนตรงไปยังชั้นห้า และทั่วทั้งชั้นนั้นก็มีวอร์ดอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ส่วนห้องอื่น ๆ มีไว้สำหรับผู้ดูแล นักโภชนาการ นักบำบัด และพ่อครัว
เฉียวเหอเดินตรงไปยังห้องชั้นในสุดของทางเดิน เขาเปิดประตูวอร์ด ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกันกับโม่เชียน
ที่นั่นมีเตียงผู้ป่วยอยู่ตรงกลาง และบนเตียงนั้นก็ปรากฏชายร่างผอมนอนอยู่อีกที
เขาดูมีอายุประมาณ 50 หรือ 60 ปี
ชายตรงหน้าดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก แม้เขาจะซูบผอมและทรุดโทรม แต่ก็สามารถบอกได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นชายที่สง่างามและสูงส่งมากแค่ไหน
โม่เชียนเข้าไปใกล้ มองดูชายที่นอนติดเตียง
สัญชาตญาณแรกของเธอคือการพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของอีกฝ่าย
เธอจ้องมองเขาอยู่เป็นเวลานาน และหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที ในที่สุดเธอก็พูดออกมาว่า
“เขาเป็นพ่อของคุณเหรอ? คุณทั้งสองคนดูมีกระดูกที่คล้ายกันมากเลยนะ”
เฉียวเหอไม่ได้คิดจะปิดบังโม่เชียนอยู่แล้ว เขาพยักหน้าและยอมรับคำสันนิษฐานของเธอ
เขาถามกลับ “คุณรู้จักเขาไหม? ”
“ฉันไม่รู้” โม่เชียนตอบอย่างไร้อารมณ์ ดูราวกับว่าเธอไม่รู้อะไรเลย
เธอเดินไปรอบ ๆ เตียงสองครั้ง และจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า “บอกวันเกิดของเขามาหน่อย”
“หืม? ”
เฉียวเหอสับสน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ตัดสินใจบอกเธอ
เมื่อโม่เชียนรู้วันเกิดของชายบนเตียง เธอค่อยหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ ในกระเป๋าออกมา พร้อมเริ่มจดบันทึกประมาณสองสามรายการลงไป
เฉียวเหอจับตาดูสิ่งที่สาวน้อยเขียน
แต่เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏอยู่บนนั้นเลย
ตัวอักษรซึ่งดูเหมือนภาพวาดที่น่ากลัวนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตความรู้ของเขา
โม่เชียนวางสมุดบันทึกไว้ตรงหน้าเฉียวเหอ
จากนั้นค่อยหยิบกระบอกไม้หกแฉกออกมา ข้างในนั้นมีแท่งไม้อยู่ทั้งหมดห้าอัน เธอโค้งคำนับมันอย่างศรัทธา
“ฟ้าดินโปรดอำนวยพรเบิกเนตรให้โม่เชียน! ”
โม่เชียนเขย่าไม้เสี่ยงทายในมือของเธอเหมือนนักพนัน หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งจึงเหวี่ยงกระบอกไม้หกแฉกอย่างแรงแล้วตะโกน
“เปิดดวงชะตา!”
หลังจากพูดคำนี้แท่งไม้สองแท่งที่มีคำสองคำก็กระเด็นออกมา
มันเป็นเขียนไว้ว่า ‘พลิกผัน’ กับ ‘ดีเลิศ’
แต่คำว่าดีเลิศกลับเขียนไม่ถูกต้องเสียทีเดียว มันมีจุดที่หายไป อยู่แถว ๆ ด้านล่าง
เฉียวเหอมองดูอักษร รู้สึกราวกับถูกถังน้ำเย็นราดใส่
สาวน้อยคนนี้จะทำได้ไหมนะ...
แต่โม่เชียนมั่นใจในตัวเองมาก เธอหยิบไม้เสี่ยงทายขึ้นมาและพยักหน้าอย่างแรง
จู่ ๆ เธอก็พูดออกมา
“พ่อของคุณถูกลอบฆ่า”
“โดยใครกัน? ” หัวใจของเฉียวเหอที่เย็นเยียบไปครึ่งแถบอยู่แล้วยิ่งเหมือนถูกทุบตีจนแทบแหลก
อันที่จริง... เขาสงสัยมาโดยตลอดว่าพ่อของเขาถูกวางแผนลอบฆ่า
ในปีนั้นเฉียวเหอล้มป่วยกะทันหัน และพ่อแม่ของเขาก็ไปเสาะหาทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าจะสามารถเอามารักษาเขาได้ แต่หลังจากที่รู้ว่าโรงพยาบาลไม่สามารถทำอะไรกับอาการป่วยได้ พ่อของเขาก็เริ่มหันไปสนใจศาสตร์ทำนองอภิปรัชญา
พ่อของเขาได้ออกตามหาอาจารย์และพระจำนวนมาก ทั้งหมดเพื่อหาวิธีมาช่วยชีวิตบุตรชายเอาไว้
ทว่ากลับมีเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น พ่อของเขาประสบอุบัติเหตุก่อนมีโอกาสพบหนวิธีการรักษาที่กำลังตามหานั้น
อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นที่หมู่บ้านต้าต้าว
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมพ่อถึงไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น บอดี้การ์ดทั้งสี่คนที่ติดตามเขาไปต่างตกจากหน้าผาลงมาตาย
มีเพียงพ่อของเขาเท่านั้นมีชีวิตรอดมาได้ แต่ก็เป็นในสภาพของเจ้าชายนิทรา
ผลการสอบสวนของตำรวจในขณะนั้นคือมีเหตุการณ์โคลนถล่มบนภูเขาต้าต้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย พวกเขาตกลงมาจากหน้าผา
ไม่มีการเฝ้าระวังในหมู่บ้านต้าต้าว นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงบนภูเขาซึ่งนับเป็นสถานที่อันตราย ถนนแคบ แถมมีแนวโน้มที่จะเกิดดินถล่มมาแต่เดิม ไม่มีใครในหมู่บ้านต้าต้าวรู้ว่ามีคนถูกฝังอยู่ที่นั่นกี่คน
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ในที่เกิดเหตุ และผู้ที่ตกจากหน้าผาก็มีเพียงร่องรอยบาดแผลจากการตกจากที่สูงเท่านั้น ไม่มีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้แต่อย่างใด
สุดท้ายแล้วผลสรุปของคดีคือทุกอย่างล้วนเกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น
แต่เฉียวเหอไม่เชื่อ ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้
เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาวผู้อยู่ตรงหน้า เฉียวเหอจึงรู้สึกราวกับว่าในที่สุด เขาก็พบกับใครบางคนที่คิดเห็นเช่นเดียวกันกับตนเองเสียที เขามองไปที่โม่เชียนด้วยความคาดหวัง “ใครทำร้ายเขา? ”
โม่เชียนไม่สามารถตอบคำถามของเขาได้ เธอจึงส่ายหัว
“ฉันก็ไม่รู้ว่าใครพยายามฆ่าเขา แต่ทั้งชีวิตนี้ เขาไม่ควรได้รับอุบัติเหตุใด ๆ เลย”
เฉียวเหอลดสายตาลง จ้องมองที่สร้อยลูกปัดไม้กฤษณาบนข้อมือของโม่เชียน
ตัวเขาเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว