ณ พิภพภูติ
ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ ครอบคลุมด้วยความเงียบสงัด จนกระทั่งเงามืดหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากช่องว่างระหว่างหมอกหนา ร่างของหัวหน้าหน่วยเงาวิรุฬห์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพระราชบัลลังก์ เขาน้อมคารวะลงเบื้องหน้าราชาแห่งพิภพภูติ
“ถวายบังคมฝ่าบาท ข้าน้อยนำข่าวมารายงาน...” เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากหน้ากากดำสนิท ดวงตาสีแดงเพลิงวาววับภายใต้เงามืด
ราชาภูติหมอกเงิน หันไปมองช้าๆ ดวงเนตรของพระองค์ลึกล้ำดุจห้วงรัตติกาล “ว่ามา… อัคคีวิรุฬห์”
“องค์ชายใหญ่...ได้เคลื่อนทัพเข้าสู่สำนักเทพอัสนีย์แล้วพ่ะย่ะค่ะ กองทัพถูกพรางตัวอยู่เหนือฟากฟ้า หลบหลังกลุ่มเมฆ เพื่อปิดล้อมสำนักเทพอัสนีย์ ขณะนี้ได้ส่งตัวแทนเข้าประลอง เพื่อดึงความสนใจของเหล่าเทพในสำนักเอาไว้” หัวหน้าหน่วยเงาวิรุฬห์รายงานด้วยความองอาจ
ราชาภูติหมอกเงินได้ฟังดังนั้นก็พลันสั่นสะท้านในจิตใจ ทรงเอ่ยเสียงแผ่วรำพันดังขึ้น “เช่นนั้น...เจ้าวายุ บุตรของเรา...ก็คงตกอยู่ท่ามกลางเพลิงศึกแล้วสินะ”
หัวหน้าหน่วยเงาวิรุฬห์คุกเข่าลง “ข้าน้อยได้รับการยืนยันแน่ชัดแล้วว่า องค์ชายรองอยู่ที่สำนักนั้นจริงพ่ะย่ะค่ะ เมื่อถูกปิดล้อมไว้รอบด้านก็คงยากที่จะหาทางหลบหนีพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาของราชาภูติหมอกเงินสะท้อนความกังวลที่แทบไม่เคยปรากฏต่อหน้าผู้ใดมาก่อน “เจ้าวายุ...ลูกชายข้าสามพันปีมานี้ไม่เคยเผยตัวมาก่อน เหตุใดเขาจึงกล้าเปิดเผยตัวตนขึ้นมาเช่นนี้”
ทันใดนั้นเสียงอ่อนหวานทว่าเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวก็พลันดังขึ้น “ฝ่าบาท… ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเหตุว่า ลูกชายของเราเขามีภรรยาแล้วนะสิ ได้ยินว่างามพร้อมทั้งสองคนเลยทีเดียว” พระราชินี ผู้เป็นพระมารดาขององค์ชายรอง กล่าวด้วยความอ่อนโยน
“สองคนเลยเชียวหรือ เจ้าได้ยินมาจากไหนกัน” ราชาภูติหมอกเงินยิ้มให้ราชินีของตนเมื่อกล่าวจบ
“วารีวิรุฬห์ นะสิเพคะ นางมารายงานน้องหลายวันแล้ว น้องเห็นเสด็จพี่ไม่ค่อยกล่าวถึงลูกชายคนนี้น้องจึงมิได้แจ้งให้เสด็จพี่ทราบ”
ราชาภูติหันขวับ ไปทางหัวหน้าหน่วยเงาวิรุฬ “หน่วยของเจ้ามี อัคคีวิรุฬห์ วารีวิรุฬห์ ปฐพีวิรุฬห์ เพียงสามคนแค่นี้กลับต่างคนต่างทำงาน เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รายงานข้า แล้วเจ้าปฐพีวิรุฬห์ บัดนี้อยู่ที่ใดกัน”
“ขอพระองค์ทรงโปรดพิจารณา ข้าน้อยสั่งให้เขากับวารีวิรุฬห์คุมเชิงดูเหตุการณ์ไว้ที่สำนักเทพอัสนีย์เงียบๆ หากเกิดสิ่งใดเกินการคาดเดา ให้พวกเขารีบยื่นมือเข้าช่วยองค์ชายรองและพระชายาทั้งสองทันที”
ดวงเนตรของราชาภูติส่อแววลังเล “ที่นั่นกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิ… ระหว่างพี่กับน้อง”
“เจ้าวายุเป็นลูกชายแท้ๆ พ่อแม่อย่างพวกเราจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยได้เช่นไร” ราชินีภูติกล่าวพลางหันหน้าไปทางราชาภูติพร้อมกับโปรยยิ้มละไม “จริงไหม… ฝ่าบาท”
ความเงียบครอบงำอีกครั้ง ก่อนที่ราชาภูติหมอกเงินจะค่อยๆ หลับตา ถอนหายใจยาว “ช่วยน่ะช่วยได้ แต่เวลาล่วงเลยมาถึงสามพันปีแล้ว สิ่งที่อยู่ในกายเขามิครอบงำเขาไปแล้วหรือ”
“เช่นนั้น...เราจะไปด้วยกัน ไปดูให้เห็นกับตา” เสียงพระราชินีรับสั่งก้องกังวาน
“หากร่างนั้นถูกครอบงำไปแล้ว ทุกคนก็มิอาจเป็นคู่ต่อสู้กับสิ่งนั้นได้เลย ลูกชายคนโตก็อาจจะมีภัยถึงชีวิตเลยทีเดียว” ราชาภูติหมอกเงินกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
หัวหน้าหน่วยเงาวิรุฬห์ก้มศีรษะลงต่ำ “หน่วยเงาวิรุฬห์ทั้งสาม พร้อมจะถวายการอารักขาฝ่าบาทและพระราชินี ทรงอย่ากังวลเลยพะยะค่ะ”
บรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดันและความลึกลับราวกับพายุใหญ่กำลังจะโหมกระหน่ำ ชะตาขององค์ชายทั้งสอง และศึกสายเลือดอันลึกลับระหว่างพวกเขา กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว…
ณ สำนักเทพอัสนีย์
องค์ชายใหญ่ ก้าวเข้ามายืนเบื้องหน้าเทพีน้ำค้างเหมันต์ ใบหน้าเข้มขรึมของเขาฉายรอยภาคภูมิ ขณะนำดาบอัสนีที่เปล่งประกายระยิบระยับยื่นให้เทพีน้ำค้างเหมันต์
“ดาบเล่มนี้ เดิมทีเป็นของสำนักเจ้า ข้าขอมอบคืนให้ ตามสัญญา” น้ำเสียงหนักแน่น ทว่าลึกลงไปกลับซ่อนความเย่อหยิ่งที่กดดันบรรยากาศโดยรอบ
เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวออกมารับ ย่อตัวลงพลางกล่าวอวยพร “ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
องค์ชายใหญ่แย้มยิ้มบางๆ แล้วหันไปทาง องค์ชายรองผู้มีใบหน้าอันเรียบสงบ “น้องชายของข้า…ช่างมีเสน่ห์ดังมวลเมฆที่สูงส่ง” เสียงคล้ายคำชม แต่ประกายตากลับแฝงเจตนาร้ายลึกซึ้ง รอยยิ้มชวนขนลุกยิ่งกว่าคมมีด
เจ้าวายุ เพียงยิ้มตอบอย่างระแวดระวัง รอยยิ้มอันเย็นเยียบของสองพี่น้องประจันหน้ากันราวกับมีม่านพิษบางๆ กั้นกลางระหว่างเขาทั้งสอง องค์ชายใหญ่หัวเราะเบาๆ แต่สายตาของเขาเลื่อนไปยัง เทพีเอวา นัยน์ตาฉายประกายหมายจะครอบครอง “วันหน้าข้าจะมาเยี่ยมเจ้าอีก อย่าลืมมาต้อนรับข้าด้วยนะ” คำพูดเปี่ยมเลศนัยราวกับโซ่ตรวนที่กดทับนางไว้
หัวใจของเทพีเอวาสั่นสะท้าน นางหลบตา ได้แต่เพียงนึกในใจ “ฝันไปเถิด เจ้าจะไม่มีวันได้ครอบครองข้า แม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งปลายเล็บ”
เสียงคำนับก้องทั่วลานประลอง “ขอทรงอายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
องค์ชายใหญ่ทอดสายตามองรอบกายด้วยความยินดี ก่อนก้าวทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าจนร่างของเขาค่อยๆ เลือนหายไปในกลุ่มเมฆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันครอบคลุมเวทีประลอง
เทพีเอวามองตามด้วยแววตาเคียดแค้น ดวงใจเพรียกร้องคำสัตย์ “ชีวิตเพื่อนข้าที่เจ้าพรากไป สักวันหนึ่ง…หนี้นี้ต้องชดใช้ด้วยชีวิต” เมื่อนึกเช่นนี้ขึ้นมาน้ำตาก็พลันหยาดรินลงบนแก้มของนาง
ฟากฟ้าเบื้องบน ณ กลุ่มเมฆเหนือสำนักเทพอัสนีย์ องค์ชายใหญ่ เจ้าสมุทร ลอยตัวท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมเหนือหมู่เมฆ เงาร่างผู้หนึ่งลอยตัวในท่าคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เขาก็คือ ภูติไร้เงา แม่ทัพภูติในผ้าคลุมสีดำสนิท ใบหน้ามืดมิดจนไม่สามารถมองเห็นส่วนใด นอกจากนัยน์ตาสีแดงที่ส่องประกายลุกโชน
มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วพิภพวิญญาณว่า เขาผู้นี้มิใช่มนุษย์ มิใช่ภูติ หากแต่เป็นหมาป่าสีเงินที่บำเพ็ญตบะจนมีภูมิปัญญา จนร่างกลายเป็นภูติผู้ลึกลับ