เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือตัวเมืองถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาหม่นที่ลอยต่ำ ลมอุ่นชื้นพัดกรรโชกผ่านพื้นถนนภายนอก นนท์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดขมับหนึบจากความฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน ชายหนุ่มก้าวลงจากเตียงสปริงเก่าๆ
ในห้องพักชั้นลอยด้านหลังสตูดิโอ จัดการทำความสะอาดร่างกายอย่างลนลานก่อนจะเดินออกมาที่หน้าร้าน ทว่าเขายังไม่ทันได้เอื้อมมือไปดึงผ้าม่านมูลี่ขึ้น สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้ม้านั่งไม้ผุพังหน้าร้านผ่านบานกระจกฝ้า
ร่างบางสวมเสื้อกันหนาวมีฮู้ดสีเหลืองสดใสที่ดูขัดกับสภาพอากาศอึมครึม นั่งกอดเข่าตัวสั่นน้อยๆ ใบหน้าซีดเซียวซบลงกับหัวเข่าของตัวเอง นนท์ชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตู เขากำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกงก่อนจะตัดสินใจเดินหันหลังกลับเข้าห้องมืด แสร้งทำเป็ว่าวันนี้ร้านของเขาปิดทำการและไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ
เขาหวังว่าความเฉยชาของเขาจะทำให้เธอถอดใจและเดินจากไปเองในที่สุด
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่บ่ายแก่ๆ อากาศภายนอกร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ จนไอร้อนแผ่ซ่านสะท้อนขึ้นมาจากพื้นถนนด้านนอกจนดูระยิบระยับปานภาพลวงตา รินยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับไปไหน ทว่าสภาพร่างกายของเธอเริ่มทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดไร้สีเื
แผ่นอกบางกระเพื่อมขึ้นลงถี่ยิบจากการหอบหายใจติดขัดสั้นกะท่อนกะแท่น เธอพยายามยกมืออันสั่นเทาขึ้นซับหยาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นตามหน้าผากและไรผม ขณะที่สองมือยังคงโอบกอดสมุดบันทึกปกหนังเล่มนั้นไว้แแ่กับแผ่นอกเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นผงภายนอกตกกระทบมัน
พายุฝนปลายฤดูเริ่มตั้งเค้าอย่างรวดเร็ว เสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังสะท้อนมาแต่ไกล และฝนเม็ดแรกเริ่มทิ้งตัวลงมากระทบหลังคาสังกะสีหน้าร้าน นนท์ที่ลอบมองผ่านช่องมูลี่เห็นอาการสั่นสะท้านและการหายใจติดขัดของริน เธอดูราวกับกำลังจะหมดสติลงได้ทุกเมื่อ
ชายหนุ่มรู้สึกหัวใจบีบรัดแน่นจนอึดอัด ความรู้สึกผิดและการกลัวเหตุร้ายแล่นพล่านในอก เขาไม่อาจเพิกเฉยต่อไปได้อีก ชายหนุ่มกระชากบานประตูกระจกเปิดออกอย่างแรง เสียงกระดิ่งลมดังกริ๊งรัวเร็วปะปนกับเสียงลมพัดโหม
"เข้ามาข้างใน!" นนท์คว้าข้อมือเล็กของรินที่เย็นเฉียบและเปียกละอองฝนบางๆ ดึงร่างบางเข้ามาภายในสตูดิโอก่อนที่พายุฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
ชายหนุ่มกระชากประตูปิดตามหลัง เสียงลมฟ้าร้องภายนอกถูกปิดกั้นเหลือเพียงเสียงฝนกระทบสังกะสีดังอื้ออึงสม่ำเสมอ รินยืนตัวสั่นระริกอยู่บนพื้นปูน ใบหน้าหวานซีดสลดคล้ายคนจับไข้ ลมหายใจขาดห้วงน่ากลัวจนหน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรง แต่สองมือยังคงกอดสมุดบันทึกแห้งสนิทไว้แ่าประหนึ่งเป็เครื่องยึดเหนี่ยวเดียวในชีวิต
นนท์หันหลังเดินหายเข้าไปหลังร้านชั่วครู่ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนเก่าโทนสีเทาเข้ม เขาโยนมันใส่หัวของหญิงสาวอย่างไม่เบามือนัก
"เช็ดตัวซะ ถ้าคุณมาล้มพับหน้าร้านผม มันจะเป็เื่วุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น"
คำพูดเ็าและกระด้างของเขาไม่ได้ทำให้รินแสดงความน้อยใจออกมาเลย เธอใช้มือสั่นๆ ดึงผ้าเช็ดตัวลงมาคลุมไหล่ พลางขยับริมฝีปากที่สั่นจนพูดแทบไม่เป็ภาษา
"ขะ- ขอบคุณ... ค่ะ..."
เธอพยายามส่งรอยยิ้มสลัวๆ มาให้เขา ทั้งที่เนื้อตัวยังสั่นระริกไม่หยุด นนท์จ้องมองเธอด้วยสายตาตึงเครียดอย่างหงุดหงิดระคนกังวล ก่อนจะเดินไปหยิบแก้วน้ำอุ่นแล้วยื่นให้เธอ รินรับแก้วน้ำไปด้วยสองมือสั่นเทา ละอองความร้อนเหนือน้ำช่วยให้ใบหน้าของเธอมีสีเืฝาดคืนกลับมาบ้างเล็กน้อย
"คุณบ้าหรือเปล่า มานั่งทนแดดทนฝนอยู่ได้ทำไมไม่กลับบ้านไป ร่างกายตัวเองเป็ยังไงก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ" นนท์กอดอกยืนพิงชั้นวางกล้องไม้ สายตาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของคนตรงหน้าอย่างระแวดระวัง
รินจิบน้ำอุ่นช้าๆ ลมหายใจของเธอเริ่มกลับมาเป็จังหวะสม่ำเสมอขึ้นบ้าง แม้ว่าเสียงไอแห้งๆ จะดังขึ้นมาขัดเป็ระยะ "ก็ฉันกลัวคุณจะหนีนี่คะ ถ้าฉันกลับไปรอบนี้ฉันต้องไม่ได้เจอคุณอีกแน่ๆ" เธอกล่าวกลั้วเสียงไอ ปลายจมูกขึ้นสีแดงก่ำคล้ายคนเป็ไข้หวัด "หมอบอกว่าฉันเหลือเวลาอีกไม่ถึงปีเองนะคะคุณนนท์ ถ้าฉันไม่รีบทำตอนนี้ วันหลังฉันอาจจะเดินไม่ไหวจนอดไปเลยก็ได้"
นนท์นิ่งอึ้งไปกับถ้อยคำตรงไปตรงมาเ่าั้ ความรู้สึกหม่นหมองแล่นเข้าจับหัวใจอีกครั้ง เขามองดูรินที่ค่อยๆ เปิดสมุดบันทึกออกเปิดไปยังหน้าแรกที่มีภาพวาดจำลองรูปต้นไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะท้ายเมืองด้วยดินสอสี ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะตัดสินใจพูดทำลายความเงียบขึ้นมา
"แค่ครั้งเดียว" นนท์เอ่ยเสียงเรียบแต่เด็ดขาด "ผมจะยอมถ่ายรูปให้คุณแค่ครั้งเดียว ทริปเดียวเท่านั้น ถ้าหลังจากล้างฟิล์มออกมาแล้วรูปมันใช้ไม่ได้ หรือถ้าคุณคิดว่าสไตล์ผมไม่ตรงตาม้า คุณต้องสัญญาว่าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก และห้ามพูดเื่จ้างงานนี้กับผมอีกเป็อันขาด
ตกลงไหม?"
นนท์ยื่นข้อเสนอที่เขาคิดว่าดีที่สุดเพื่อสลัดหญิงสาวคนนี้ออกไปจากชีวิต เพราะเขาเชื่อมั่นว่าฝีมือการถ่ายรูปมนุษย์ของเขาในตอนนี้มันได้สูญสลายไปพร้อมกับอดีตอันปวดร้าวแล้ว และรินจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน
"ตกลงค่ะ!"
รินตอบรับทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว แววตาของเธอเปล่งประกายยินดีอย่างล้นเหลือจนบดบังความซีดเซียวบนใบหน้า รอยยิ้มของเธอกว้างและสว่างไสวจนนนท์ต้องเบนสายตาหลบหลีกไปมองชั้นวางกล้องไม้แทน
วันต่อมา ท้องฟ้าหลังพายุฝนกลับมาใสกระจ่าง แดดยามบ่ายสาดส่องลงบนพื้นหญ้าเปียกชื้นในสวนสาธารณะท้ายเมือง นนท์เดินสะพายกระเป๋ากล้องผ้าใบสีหม่นนำหน้ารินไปตามทางเดินที่มีใบไม้ร่วงเกลื่อนกลาด นนท์สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ใบหน้าคมยังคงบึ้งตึงไร้ความรู้สึก
ขณะที่รินเดินตามหลังมาอย่างเชื่องช้า สองมือของเธอจับชายเดรสสีขาวก้าวข้ามแอ่งน้ำขังบนพื้นหญ้าอย่างระมัดระวัง ลมหายใจของเธอค่อนข้างหอบถี่จากการเดินระยะไกล แต่นนท์ก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงหรือหยุดรอ เขาเพียงแค่เดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงใต้เงาไม้ใหญ่ของต้นก้ามปูโบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง
แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ตกลงบนพื้นดินเป็จุดๆ ราวกับดวงดาวระยิบระยับ
นนท์หยุดยืนใต้ร่มไม้ เขาถอดฝาครอบเลนส์กล้องฟิล์ม Nikon FM2 ตัวเก่าออกอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วแตะลงบนวงแหวนปรับโฟกัส ความเย็นของเนื้อโลหะสเตนเลสสตีลใต้ปลายนิ้วทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ ชายหนุ่มยกกล้องขึ้นแนบชิดใบหน้า ดวงตาข้างขวาจ้องมองผ่านช่องมองภาพทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ
ภาพตรงหน้าถูกแบ่งออกเป็สองฝั่งตรงกลางช่องมองภาพ ก่อนจะค่อยๆ ซ้อนตรงกันเมื่อโฟกัสเข้าเป้า นนท์หันกล้องไปทางรินที่กำลังยืนเอามือปัดปอยผมออกจากแก้ม ทันทีที่ใบหน้าของเธอปรากฏเข้ามาในช่องมองภาพ แผ่นอกของนนท์พลันบีบรัดอย่างรุนแรง
ภาพความทรงจำยามที่เขามองผ่านช่องมองภาพตัวเดียวกันนี้แล้วเห็นใบหน้าของพี่ชายขยับเข้ามาแทนที่ ความรู้สึกคลื่นไส้และใจสั่นจู่โจมเขาอย่างกะทันหัน ปลายนิ้วชี้ที่แตะอยู่บนปุ่มชัตเตอร์สั่นระริกจนไม่สามารถกดลงไปได้
"คุณนนท์คะ... เป็อะไรหรือเปล่าคะ?" เสียงของรินดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของเขาอย่างนุ่มนวล
นนท์ลดกล้องลงทันที ลมหายใจของเขาหอบถี่ ใบหน้าคมเข้มมีเหงื่อซึมตามไรผม เขามองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตากังวลของริน "ไม่มีอะไร... แค่ปรับแสงสว่างยังไม่ได้"
นนท์โกหกเสียงเรียบพลางแสร้งทำเป็หมุนวงแหวนปรับรูรับแสงเพื่อซ่อนปลายนิ้วที่ยังคงสั่นเทาอยู่ ชายหนุ่มกวาดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์และขับไล่เงาปีศาจในอดีตออกไปจากความคิด
รินไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอก้าวถอยหลังไปพิงแผ่นหลังบางเข้ากับลำต้นใหญ่ของต้นก้ามปู สองมือประสานกันไว้ที่หน้าตัก หลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรับไอดินและลมเย็นหลังฝนตก แสงแดดอุ่นๆ ตกกระทบลงบนเส้นผมสีน้ำตาลและใบหน้าด้านข้างของเธอ เผยให้เห็นแพขนตายาวระยับและโครงหน้าอ่อนละมุน
นนท์เฝ้ามองภาพนั้นอยู่นาน ความสงบและงดงามตามธรรมชาติของรินทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเขาค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมอ ชายหนุ่มยกกล้องขึ้นอีกครั้งอย่างช้าๆ หมุนปรับวงแหวนโฟกัสจนกระทั่งร่างบางของรินคมชัดในเฟรมภาพ เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวเพื่อควบคุมปลายนิ้วชี้ไม่ให้สั่นเทา
เสียงกลไกม่านชัตเตอร์ลั่นดังสนั่นทำลายความเงียบใต้ร่มไม้ รินลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงชัตเตอร์ เธอส่งยิ้มกว้างที่สดใสที่สุดมาให้เขาทันที รอยยิ้มที่สว่างไสวเสียจนทำให้นนท์เผลอกดชัตเตอร์ภาพที่สองตามไปโดยไม่รู้ตัว นนท์ลดกล้องลงพลางมองดูหญิงสาวที่กำลังเดินยิ้มร่าเข้ามาหาเขาด้วยหัวใจที่เริ่มปั่นป่วนอย่างประหลาด
มันไม่ใช่ความกลัวในอดีต แต่เป็บางสิ่งบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้ สิ่งแปลกใหม่ที่กำลังแทรกซึมผ่านหน้าเลนส์เข้ามาสู่หัวใจอันมืดมิดของเขาอย่างช้าๆ ชายหนุ่มยื่นสมุดบันทึกคืนให้รินและออกเดินนำทางเธอกลับโดยไม่มีคำพูดใดๆ แต่ในใจกลับเริ่มมีเสียงกระดิ่งลมดังกังวานแ่เบาขึ้นแทนที่ความเงียบงัน