ตอนที่ 50 เอเบิร์ก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ผู้หมวดเฟิร์สวันวันนี้เป็นการปฏิบัติงานครั้งแรกของคุณ ทางเราได้ให้เจ้าหน้าที่เอเบิร์กมาเป็นพี่เลี้ยงของคุณในครั้งนี้” เจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดคนนั้นเอ่ย
ภารกิจในครั้งนี้เขาเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด โดยจะควบคุมสั่งการทุกอย่างในเขตพื้นที่ภายนอก
เฟิร์สมองชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำด้านข้างที่ชื่อเอเบิร์กแล้วพนักหน้าเล็กน้อย กลางอกของเขามีเข็มติดดาวใหญ่สองดวง นั่นหมายความว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับที่ห้า ซึ่งต่ำกว่าเฟิร์สอยู่ระดับหนึ่ง
“สวัสดีคุณเอเบิร์ก” เฟิร์สเอ่ยทักทาย
แน่นอนว่าชื่อเอเบิร์กนั้นเป็นแค่ฉายานามไม่ใช่ชื่อจริงของเขา
ชายร่างกำยำเหลือบตามองเด็กหนุ่มร่างผอมบางด้านข้างครั้งหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
“สวัสดี”
ท่าทางของเขามองเฟิร์สอย่างดูแคลน
สายตาที่เขามองร่างบางมีแววเหยียดหยาม
‘เบื้องหลังของเด็กคนนี้คงใหญ่โตไม่น้อย เขาถึงเติบโตได้เร็วขนาดนี้’ เอเบิร์กคิดในใจด้วยความริษยา
แม้เขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับห้า แต่ก็มีการบ่มเพาะถึงดาราขาวแปดแฉก การที่เด็กคนหนึ่งมายืนขี่บนหัวของเขา มันก็ไม่น่าพึงพอใจอยู่แล้ว
“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว หวังว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้นด้วยดี เฟิร์สวันคุณคงอ่านคู่มือการทำงานมาแล้ว หน้าที่ในครั้งนี้คุณแค่บันทึกภูมิประเทศและสังเกตความสามารถของเวเนเตอร์เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปพัวพันกับการต่อสู้กับคนเหล่านั้น” เจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดเอ่ยแนะนำ
“ในกรณีที่ผมสังหารมอนสเตอร์ได้ สิทธิ์ในการรับแกนสปีริตก็จะเป็นเหมือนเวเนเตอร์ทั่วไปใช่หรอไม่ครับ?” เฟิร์สกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
เจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดพยักหน้าพร้อมกับตะลึงกับคำถามนี้ไปเล็กน้อย
“ใช่ แต่คุณต้องไม่ลืมว่าหน้าที่ของคุณคือสังเกตการณ์ ไม่ใช่ล่ามอนสเตอร์”
“ครับ ผมทราบ”
เอเบิร์กฟังการสนทนานี้พร้อมกับยิ้มเยาะขึ้นเล็กน้อย ในสายตามีความดูถูกเด็กหนุ่มซ่อนอยู่
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกคุณก็ไปพักผ่อนเถอะ เมื่อเจ้าหน้าที่เตรียมการเปิดเทรดเรียบร้อยแล้ว ภารกิจจะเริ่มทันที”
“รับทราบ”
ระหว่างช่วงพักไม่กี่สิบนาทีนี้ เอเบิร์กไม่ได้ต้องการทำความสนิทสนมกับเฟิร์สเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเฟิร์สเองก็ไม่ได้สนใจในท่าทีของอีกฝ่ายเช่นกัน
ไม่นานเสียงการติดตั้งเครื่องมือการตรวจจับของเทรดซึ่งเป็นเทคโนโลยีของนิวโฮปก็ดังขึ้น
เฟิร์สเองก็พอจะมีประสบการณ์นี้บ้างแล้วจึงรุดไปที่หน้าวังวนอบิสสีขาวแห่งนั้นในทันที
สายตาของเขาสำรวจไปที่เวเนเตอร์แต่ละคน ซึ่งเขาเองก็ได้รับข้อมูลของคนเหล่านี้มาก่อนหน้านี้แล้ว
‘คนพวกนี้เก้าคนคือทาสนักโทษ อาชญากรที่ถูกจับมาทำหน้าที่แนวหน้า นอกจากต้องจับตาดูพวกเขาแล้วต้องระมัดระวังพวกเขาไม่ให้เล่นตุกติกด้วย มิน่าล่ะเบี้ยเลี้ยงของวอชเชอร์ในการทำงานแต่ละครั้งถึงได้มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของพ่อที่เป็นหมอเสียอีก’ เฟิร์สลอบคิดในใจ
เมื่อเทรดเปิดออกพลังสปีริตภายในอบิสก็โหมซัดออกมา
“ทาสนักโทษไปได้!” เสียงของเจ้าหน้าที่แผดดังขึ้น
แน่นอนว่าหน้าที่เสี่ยงอันตรายเหล่านี้ย่อมเป็นของทาสนักโทษ แม้ที่นี่จะเป็นเพียงอบิสสีขาวระดับต่ำ แต่ก็ไม่รู้ว่ามีอันตรายแบบใดซ่อนอยู่
ทาสนักโทษคืออาชญากรเวเนเตอร์ที่ทำผิดและถูกลงโทษให้มาทำหน้าที่นี้
ความเสี่ยงนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาควรได้รับเพื่อลุแก่โทษของตนเอง
เมื่อเหล่าทาสนักโทษเข้าไปข้างในวังวนสีขาวแล้ว เหล่าเวเนเตอร์ทั้งหลายจึงตามเข้าไป เฟิร์สและเอเบิร์กที่สวมชุดสูทสีขาวของนิวโฮปตามไปท้ายสุด
เอเบิร์กที่ไม่ได้ตั้งใจจะที่เป็นพี่เลี้ยงของเด็กหนุ่มอยู่แล้ว ก้าวเข้าไปโดยไม่เอ่ยคำใดออกมา
เฟิร์สนั้นยังคงสงบเหมือนดังเริ่มแรก เขาไม่ได้สนใจในกิริยาเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อร่างอันผอมบางเข้าสู่อบิส เบื้องหน้าของเขาก็กลายเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่สูงใหญ่ตระการตา แต่ละต้นนั้นมีความสูงไม่ต่ำกว่าสิบเมตร ทำให้พวกเขาที่เข้ามาเหมือนมดตัวน้อยที่กำลังท่องเที่ยวในป่าใหญ่
“ที่นี่เป็นอบิสสีขาวระดับต่ำแน่หรอ ทำไมบรรยากาศของมันถึงทำให้ฉันไม่รู้สึกเป็นแบบนั้น” ชายในชุดเสื้อกั๊กสีเขียวเอ่ยขึ้น
“ไอ้ขี้ขลาดเอ้ย ทำอย่างกับพึ่งเคยลงเทรดครั้งแรก พลังสปีริตในอากาศเบาบางขนาดนี้มันจะมีมอนสเตอร์อันตรายได้ยังไงกัน ยังไงนิวโฮปก็ระบุไว้แล้วว่าที่นี่เป็นเพียงอบิสสีขาวระดับต่ำเท่านั้น” ชายผู้มีแผลเป็นรอยบากบนใบหน้าเอ่ยขึ้น แน่นอนว่าเขาคือหนึ่งในทาสนักโทษทั้งเก้าที่ถูกส่งมาที่นี่
“รีบจัดการกับสถานที่เสงเคร็งที่นี่เร็วๆ เถอะ ยังไงที่นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้แกนสปีริตอยู่แล้ว” ทาสนักโทษสาวผมแดงเอ่ยขึ้น
สำหรับผู้เป็นทาสนักโทษแล้ว พวกเขาจะสวมเครื่องแบบสีน้ำตาลของทาสนักโทษเอาไว้ ทำให้ผู้คนสามารถระมัดระวังกับคนกลุ่มนี้ได้
“นั่นเป็นงานของพวกคุณอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็รีบๆ ทำกันเถอะ” ชายรูปร่างสูงใหญ่เรียกขวานสงครามของเขาออกมาแล้วพาดเอาไว้บนบ่าเอ่ยขึ้น
เฟิร์สมองไปที่ชายคนนั้นก็จำได้ว่าเขาคือโจเซฟ เวเนเตอร์ที่มีระดับสูงสุดของที่นี่
เขาคือเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉก หนึ่งในตัวตนที่อยู่ในระดับดาราขาว แต่น่าเสียดายที่เขาติดอยู่ในขั้นบ่มเพาะนี้มาหลายปีแล้ว หลายคนล้วนเป็นเช่นนี้ การเข้าสู่ขอบเขตดาราแดงไม่ใช่เรื่องที่ใครทุกคนก็สามารถทำได้
วอชเชอร์อย่างเฟิร์สย่อมมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ก็ยังเป็นข้อมูลที่ยังไม่อัพเดท ดังนั้นวอชเชอร์จึงมีหน้าที่เก็บข้อมูลกับคนกลุ่มนี้
เหล่าทาสนักโทษมองไปที่โจเซฟด้วยสีหน้าที่กัดฟันกรอด พวกเขาต้องการที่จะขัดขืน แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลของโจเซฟที่แจ้งไว้พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
“ไป” โจเซฟเอ่ยย้ำอีกครั้งหนึ่ง
ภารกิจกวาดล้างมอนสเตอร์โดยปกติแล้วจะใช้ทาสนักโทษไปตายเอาดาบหน้า นั่นทำให้กลุ่มเวเนเตอร์ทั่วไปและวอชเชอร์ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โทษของพวกเขาจึงไม่ต่างอะไรไปจากโทษประหารมากนัก แต่ถึงอย่างนี้โลกก็ไม่เคยขาดแคลนอาชญากรอยู่ดี
ทาสนักโทษทั้งเก้าคนต้องลุยไปข้างหน้าด้วยสีหน้าที่จนใจ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ใช่ตัวตนที่อ่อนแออยู่แล้ว ภารกิจกวาดล้างนี้จึงไม่นับว่าเป็นอะไรนักสำหรับพวกเขา
วอชเชอร์เอเบิร์กไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพูดคุยของพวกเขา ระหว่างนั้นทั้งเขาและเฟิร์สต่างก็เปิดกระเป๋าที่นำติดตัวมา
โดรนขนาดเล็กจำนวนสี่ลำบินออกมาจากกระเป๋าของพวกเขาทั้งสอง
พวกเขาป้อนข้อมูลเข้าไปในกำไลข้อมือของตน
เอเบิร์กมองเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งอย่างประหลาดใจ
‘ไม่ใช่ว่าเขาพึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกไม่ใช่หรอ?’
ท่าทางของเฟิร์สในตอนนี้ดูไม่เหมือนมือใหม่เลยแม้แต่น้อย ต้องรู้ไว้ว่าเขาเคยเห็นการทำงานของวอชเชอร์สาวชื่อรินมาครั้งหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังมีเวลาว่างที่จะดูคลิปที่อธิบายขั้นตอนและหน้าที่ของวอชเชอร์ที่ได้รับมา
ตัวตนที่เคยมีชีวิตอยู่มานับร้อยปี อ่านหนังสือเพียงแค่รอบเดียวก็สามารถทำความเข้าใจทั้งหมดได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นผู้ใช้อักขระอีก การทำความเข้าใจในหน้าที่การงานเช่นนี้จึงนับว่าไม่ได้เป็นอะไรสำหรับเขาเลย
เหล่าเวเนเตอร์ที่มาด้วยแม้จะแปลกใจเล็กน้อยที่มีวอชเชอร์อายุน้อยขนาดนี้อยู่ในทีม แต่เมื่อพวกเขาเห็นท่าทางที่คล่องแคล่วของชายหนุ่มร่างผอมบางแล้ว พวกเขาจึงไม่ใส่ใจอีกต่อไป
เมื่อทาสนักโทษออกเดินทาง เฟิร์สที่ปล่อยโดรนเพื่อบันทึกข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็ติดตามไป
คนทั้งสามสิบสามคนเคลื่อนที่ไปตามป่าใหญ่นี้อย่างรวดเร็ว
พวกเขาเดินทางไปหลายกิโลเมตร แต่ก็น่าแปลกที่ไม่เจอมอนสเตอร์เลยแม้แต่ตัวเดียว
ป่าใหญ่แห่งนี้แม้จะมีแสงจากฟากฟ้าส่องลงมา แต่ด้วยความสูงของต้นไม้ที่บดบังแสงแดดจึงทำให้ทัศนวิสัยของที่นี่ไม่ดีนัก มันเหมือนจะเป็นเวลากลางคืนที่มีแสงไฟสลัวๆ มากกว่า
คนนับสิบไม่ได้กำลังเดิน แต่พวกเขากำลังวิ่งมาตลอดทางราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นั่นเพราะศักยภาพทางด้านการบ่มเพาะแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา
เอเบิร์กลอบมองเด็กหนุ่มร่างผอมบางอยู่ตลอดเวลา น่าแปลกที่ทางนิวโฮปไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรของเด็กหนุ่มมาเลย มีเพียงแต่ฉายานามและตำแหน่งเท่านั้น
‘เด็กบ้านี่มีการบ่มเพาะอะไรกันแน่?’ เอเบิร์กอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ เมื่อเขาเห็นว่าเฟิร์สไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังสามารถรักษาความเร็วของกลุ่มได้อย่างคงที่ การเคลื่อนไหวของเขายังมีท่าทีที่สบายมากอีกด้วย
เมื่อพวกเขาเดินทางมาหลายสิบนาที แต่ทว่ากลับไม่มีวี่แววของมอนสเตอร์เลยสักตัว
“แปลกเกินไปแล้ว นี่ยังใช่อบิสที่พึ่งเปิดออกมาจริงๆ หรอ? ทำไมมันถึงไม่มีมอนสเตอร์โผล่ออกมาสักตัว” หนึ่งในทาสนักโทษเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยุดเท้า
เมื่อมีคนหนึ่งหยุด หลายๆ คนจึงหยุดตามไปด้วย
ไม่มีใครต่อว่าเขา เพราะทุกคนก็คิดเช่นเดียวกับชายคนนั้น
“สภาพภูมิประเทศระแวกนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่นับร้อยไมล์ น่าแปลกจริงๆ ที่ไม่เห็นอย่างอื่นในจุดนี้” เอเบิร์กที่ตรวจสอบโดรนที่ออกสำรวจเอ่ยขึ้น
เฟิร์สที่อยู่ข้างๆ เองก็ตรวจสอบโดรนที่บินออกไปเช่นกัน
“แปลกจริงๆ ด้วย”
ตอนนั้นเองหนึ่งในทาสนักโทษที่มีอารมณ์รุนแรงก็ปะทุความหงุดหงิดออกมา
“โถ่โว้ย! ไม่มีมอนสเตอร์สักตัว ถ้าอย่างนั้นจะมาที่นี่ทำซากอะไรกันวะเนี้ย!”
ปัง!
ชายคนนั้นเหวี่ยงดาบยักษ์ของเขาไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ จนความคมของมันจมลึกเข้าไปด้านในของต้นไม้
ทว่า ...
จุดที่ดาบยักษ์นั้นฝังเข้าไปนั้นเองก็มีของเหลวสีม่วงไหลหลากออกมา
ชวีด ...
ชวีด ... ชวีด ....
ชวีด ... ชวีด ... ชวีด ...
เสียงกรีดร้องประหลาดพลันดังออกมาจากต้นไม้ต้นนั้น
จากนั้นเสียงนั้นก็ถูกส่งต่อออกไปเรื่อยๆ จนต้นไม้หลายๆ ต้นพลันปรากฏดวงตามหึมาสีแดงขึ้นมา
ต้นไม้แต่ละต้นล้วนมีดวงตามหึมาสีแดงต้นละหนึ่งดวง
ทว่าดวงตาสีแดงเหล่านั้นกลับถูกเปิดออกไปเรื่อยๆ
จนกลายเป็นว่าเวเนเตอร์กลุ่มนี้ได้ตกอยู่ในวงล้อมของพวกมันหมดแล้ว
“แย่แล้ว! ต้นไม้เหล่านี้คือมอนสเตอร์!”