เช้าวันพุธของสัปดาร์ที่สอง หลังจากเปิดภาคเรียนแรก ฉันกำลังนั่งเล่นบอร์ดเกมพร้อมกับเพื่อนอีกสี่คน อยู่ในห้องสมุดที่สุดจะคับแคบของวิทยาลัย ที่มุมห้อง วันนี้ทางวิทยาลัย ได้ประกาศงดการเรียนการสอนใน่เช้า ทำให้ทั้งวิทยาลัยเงียบเป็ป่าช้า เพราะไม่มีใครมาเลยสักคน ไม่มาแม้กระทั่งครู ยกเว้นพวกเราห้าคน สาเหตุมาจาก ไม่มีใครในกลุ่มพกมือถือเลยสักคน นั้นทำให้พวกเราไม่รู้ข่าว ว่าจะมีการงดการเรียนการสอน จนถึงเช้าวันนี้ ฉันพึ่งจะมาเห็นใบประกาศ ที่ติดอยู่หน้าแผนก แต่มันก็สายเกินไปแล้ว จะกลับก็ใช่เื่ บ้านของฉันไกลจากวิทยาลัยหลายกิโล ฉันก็เลยเข้ามานั่งรอในแผนก หวังว่าจะมีใครหลงมาสักคน แล้วก็มากันจริง ๆ
ภายในห้องสมุดของวิทยาลัยในตอนนี้ มีนักศึกษาอยู่เพียงห้าคน คนที่แรกมีชื่อว่าโป้ง เขากำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาหน้าชั้นหนังสือ ตรงข้ามกับประตูทางเข้า คนที่สองมีชื่อว่าโอปอ เขากำลังนั่งเล่นบอร์ดอยู่บนเก้าอี้ไม้โยก ตรงข้ามกับฉัน โอปอเป็ผู้ชายหน้าตาดีที่สุดในกลุ่ม หน้าออกไปทางเกาหลี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวเหมือนก้อนซาลาเปา เขาเป็เพื่อนที่ฉันสนิทมากกว่าใครในกลุ่ม เพราะเราอยู่จักกันมาั้แ่ตอนเป็เด็ก ทำให้ฉันรู้ว่าโอปอเป็เพื่อนที่เบื่อง่าย และเอาแต่ใจสุด ๆ
คนที่สามมีชื่อว่าบีมเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ทางซ้ายมือ บีมเป็เพื่อนที่ฉันพึ่งมาสนิทใน่เรียน ปวส. บีมมีหน้าตาตรงกันข้ามกับโอปอโดยสิ้นเชิง แต่ก็เป็คนที่ตลก ชอบหัวเราะเฮฮา บีมเป็ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อฮู้ดสีขาวทับชุดนักศึกษา แต่ถึงจะบอกว่าเป็คนที่อารมณ์ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เขาชอบพูดจาจิกกัดเพื่อนที่ชื่อว่าบี ส่วนคนที่สี่มีชื่อว่าบี เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ทางซ้ายขวา บีเป็ผู้ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป หนักไปทางอ้วนเสียด้วยซ้ำ บีเป็เพื่อนที่ค่อนข้างจะพูดมาก ทำให้มีบ่อยครั้งที่ผิดใจกับบีม และคนสุดท้าย คือฉันเอง
ฉันมีชื่อว่าปาร์ค ฉันมีหน้าตาที่ออกจะธรรมดาหาได้ตามตลาดนัดทั่วไป แต่ก็ยังดีที่ ฉันยังมีดั่งที่คม คงเป็สมบัติเดียวที่ได้มาจากพ่อ ฉันมีรูปร่างใกล้เคียงกับี เพียงแต่ตัวเล็กกว่านิดหน่อย ถ้าบังเอิญมีใครมองพวกเราสองคนจากทางด้านหลัง แล้วทักพวกเราว่าฝาแฝดคงไม่ผิดอะไร
ในระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งเล่นบอร์ดเกมกันอย่างสนุกสนาน โอปอเขาได้ยืนขึ้น แล้วขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
“พักเกมนี้ไว้ก่อนได้หรือเปล่า ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”
พูดจบโอปอก็วิ่งออกไปในทันที
“ปวดหนักขนาดนั้นเลยเชียว” บีมตระโกนไล่หลังโอปอ แล้วจากนั้นทุกคนในกลุ่มก็พากันหัวเราะ
พวกเรานั่งรอให้โอปอกลับมา เพื่อจะเริ่มเกมในรอบต่อไป แต่ก็ยังไม่กลับมาสักที บีมลุกออกจากวงบอร์ดเกม ไปเดินเล่นหน้าชั้นหนังสือเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ด้วยความเบื่อที่ต้องมานั่งรอสักคนนาน ๆ พวกเราจึงหากิจกรรมอย่างอื่นมาเล่นฆ่าเวลา พวกเราในกลุ่มออกความเห็นกันเป็สองเสียง เสียงแรกจะไปเตะฟุตบอล ได้แก่ บีมกับโป้ง ส่วนเสียงที่สองจะไปเล่นบาสที่ด้านหลังวิทยาลัย ก็คือฉันกับบี พวกเราจึงจะตัดสินกันอย่างลูกผู้ชาย ด้วยการเล่นงัดข้อ มันเป็ธรรมเนียมของกลุ่มของพวกเรา ทุกครั้งที่ความคิดเห็นในกลุ่มเราแตกเป็สองเสียง หรือมากกว่านั้น เราจะใช้การงัดข้อเป็การตัดสินเสมอ
งัดข้อคู่แรก เปิดด้วยฉันกับบีม บีมเป็คนที่ค่อนข้างแรงเยอะ แต่ก็แล้วแต่อารมณ์
“นายไม่ถอดถุงมือก่อนเหรอ” บีมถามฉัน
ฉันลืมไปสนิทใจเลย เกี่ยวกับเื่ที่ฉันต้องใส่ถุงมือมาในวันนี้ ต้องย้อนกลับั้แ่ตอนที่ฉันพึ่งตื่นนอน ฉันลุกไปเข้าห้องน้ำเหมือนทุกเช้าที่ปกติ แต่ฉันก็ต้องเจอกับเื่น่าประหลาดใจ เพราะว่ามือของฉัน มันดันมีควันสีขาวลอยออกจากบริเวณฝ่ามือ จะถามพ่อกับแม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็ดันไม่อยู่บ้านทั้งคู่ ฉันเลยวางแผนว่าจะไปหาหมอหลังจากเลิกเรียน ในระหว่างวันก็ใส่ถุงมือไว้อย่าให้ใครรู้ เพราะถ้ารู้แล้ว ต้องมีคนมารุมมองฉันทั้งวันแน่ ซึ่งฉันไม่ชอบเลย แล้วดันต้องมางัดข้อ มีหวังความลับแตกแน่ จะยอมแพ้ให้บีมก็ไม่ได้ เสียชื่อนักซูโม่ระดับภาคกันพอดี
“ไม่ล่ะ ฉันจะใส่ไว้อย่างนี้ เพราะมันทำให้มีพลัง” ฉันตอบอย่างมั่นใจ ทั้งที่ในใจพะวงจนทำอะไรไม่ถูก
“ตามใจนายก็แล้วกัน”
ฉันเริ่มงัดข้อกับบีม เราสองคนเริ่มด้วยการจับมือกันอย่างนุ่มนวล จนกระทั้งบีเริ่มนับถอยหลัง บีมก็บีบมือฉันแรงขึ้นเพื่อเป็การทักทาย แล้วฉันก็ตอบกลับด้วยการบีบคืนในทันที ในระหว่างที่พวกเรา กำลังข่มขวัญกันและกัน ฉันก็มองเห็นควันจาง ๆ ที่ลอยออกมาตามซอกนิ้วของฉัน
สิ้นเสียงนับสามจากบี ฉันใช้แรงทั้งหมดตบมือบีมใส่โต๊ะในทันที
“โอ้ยยยย!” บีมร้องอุทานออกมาเสียงดัง เสียงหลังมือของบีมที่ฟาดลงไปบนโต๊ะ ทำเอาโป้งกับบีใไม่ใช่น้อย ฉันรีบปล่อยมือจากบีม แล้วรีบยัดมือทั้งสองข้างลงไปในกระเป๋าแจ็คเก็ต “เจ็บนะเนี้ย รู้อยู่ว่าแรงเยอะ ไม่เห็นต้องใส่เต็มขนาดนี้ก็ได้” บีมพูดอย่างน้อยใจ
“โทษทีเพื่อน ฉันเผลอออกแรงมากไปหน่อย” ฉันขอโทษเขาอย่างอ้อมแอ้ม
หลังจากการงัดข้อของฉันกับบีมจบลง โป้งกีบบีก็เริ่มงัดข้อรอบใหม่ในทันที ทั้งคู่ดูสูสีกันมาก บีดุดันดูเหมือนหมีที่กำลังโกธร ส่วนโป้งก็ดูเหมือนกับสิงโตหนุ่ม ฉันหมายถึงทรงผมของโป้ง มันดูเหมือนกับสิงโตหนุ่มที่พึ่งจะตื่นนอน
ในระหว่างที่การงัดข้อของทั้งสองคน กำลังเป็ไปอย่างดุเดือด ฉันก็มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นฝนที่กำลังตกพอดี
“เฮ้เพื่อน พวกนายไม่ต้องงัดกันต่อแล้วก็ได้นะ ข้างนอกฝนตก” ฉันบอกกับทุกคน
“อ้าว” บีมอุทาน “งั้นฉันก็เจ็บมือฟรีสิ”
ฉันยักไหล่ใส่บีม
โป้งกับบีปล่อยมือกัน และพวกเราสี่คนก็กลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิม โดยมีโป้งนั่งแทนที่โอปอ ระหว่างที่พวกกำลังตัดสินใจกันว่า จะเริ่มเล่นบอร์ดเกมกันใหม่ดีไหม บีก็พูดไม่ยอมหยุดเกี่ยวหนังเื่ใหม่ของค่ายมาเวล
“บี แกช่วยเงียบสักห้านาทีจะได้ไหม หูฉันมันจะพังอยู่แล้ว” บีมหันไปตะคอกใส่บี
“แค่หนึ่งนาทียังยากเลย” โป้งบ่นพึมพำ
“แล้วแกมีปัญหากับฉัน หรือยังไง” บีตวาดใส่บีมกลับ
“มีสิ ก็แกพูดไม่หยุดสักทีไง ไอ้อ้วน”
“แล้วมันหนักหัวแกขนาดนั้นเลยหรือยังไง”
“พอได้แล้วทั้งสองคน อยากถูกจับขึ้นห้องปกครองอีกหรือยังไง ขอร้องล่ะ ให้ฉันหัวเสียกับเื่มาเรียนผิดวันก็พอแล้ว” ฉันบอกกับทั้งสองคน แล้วหยิบตัวละครจากกระดาน และโชว์ให้ทั้งสามคนดู “เราจะเริ่มเกมใหม่กัน”
“แล้วเกมนี้จะเอายังไง โอปอมันยิ่งเอาแต่ใจอยู่” บีมถาม
“เราจะย้ายไปเล่นที่ห้องโถงใหญ่ ในมุมชั้นหนังสือจนกว่าโอปอจะมา ฉันจำได้ว่าที่นั้นมีโต๊ะสำหรับเล่นบอร์ดเกมอยู่ ส่วนเกมนี้ก็มันทิ้งไว้อย่างนี้แหละ ไว้ให้รอโอปอกลับมาก่อน ค่อยว่ากัน” ฉันตอบ และชูมือขวาขึ้นเล็กน้อย เผื่อมีใครอยากจะโหวต
“เอางั้นก็ได้ ไม่ต้องโหวตหรอก” บีมพูด
“ใช่ ๆ ไม่ต้องโหวตหรอก” บีพูดตาม
หลังจากที่ตกลงกันได้ พวกเราก็เข้ามานั่งที่โต๊ะ ที่รายล้อมด้วยชั้นวางหนังสือ มันเป็มุมที่ใช้แอบงีบได้ดีเลยทีเดียว แต่ข้อเสียเสียอย่างเดียวของที่นี่คือ เวลาเข้าออก ต้องกลั้นลมและแขม่วพุงให้สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทางเข้ามันสุดจะคับแคบ มันเป็ช่องระหว่างชั้นหนังสือ และกำแพงห้อง ฉันเรียนอยู่ที่นี่มาห้าปี ไม่เคยเข้าใจเลย ว่าวิทยาลัยจะออกแบบมันมาแบบนี้ทำไม
ในระหว่างที่บอร์ดเกมของพวกเราเต็มไปด้วยความสนุก ฉัน้าที่จะพักสายตา เลยหันหน้าไปที่หน้าต่าง มองออกไปดูฝนที่กำลังตกหนัก มันคงจะเป็พายุ เพราะมันทั้งตกหนักและลมแรง เห็นได้จากกิ่งไม้ที่หักเต็มพื้น ฉันหันกลับมามองโป้งที่กำลังชูมือขึ้นเหนือหัว โป้งทอยลูกเต๋าสิบหน้า สองลูก ลงบนโต๊ะ หลังจากลูกเต๋าหยุดหมุน บีมก็ร้องะโ พร้อมกับะโโลดเต้นเป็การใหญ่ บีรีบบอกให้บีมนั่งลง แล้วเริ่มเกมใหม่ในทันที
ในระหว่างที่พวกบีมกับบี กำลังเตรียมกระดานใหม่ ฉันก็ได้ยินเสียงกระดิ่งเปิดประตูดังขึ้น นั้นคงจะเป็เสียงของคุณครู หรือไม่ก็เป็บรรณารักษ์ เพราะคนที่จะขับรถผ่าฝนมาวิลัยได้ คงจะมีแค่คณะครูอาจารย์ ไม่มีทางเป็นักศึกษาแน่นนอน
ฉันบอกให้โป้งเดินไปดู ว่าใช่บรรณารักษ์จริงไหม โป้งทำสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็เดินไปดูให้อยู่ดี โป้งยื่นหน้าผ่านชั้นวางหนังสือ เพื่อมองไปที่ประตู โดยที่ไม่ต้องเดินไกล โป้งหันหน้ามามองฉัน พร้อมกับทำหน้างง ๆ
ฉันถามกับโป้งว่า “นายทำหน้าอย่างนั้นทำไม”
แต่บีมก็ได้พูดแทรกล้อเลียน และหัวเราะโป้งที่ทำหน้าแบบนั้น ส่วนบีหัวเราะออกมาตามบีมด้วยความตลก แต่ดูเหมือนว่าโป้งจะไม่ได้ตลกด้วย โป้งทำหน้าจริงจัง และบอกให้พวกเราลดเสียงลง หลังจากนั้นโป้งก็กวักมือเรียกฉันให้ไปหา
ด้วยความสงสัย ฉันจึงลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปนั่งข้างโป้ง โป้งบอกให้ฉันยื่นหน้าออกไปดู และก็ห้ามส่งเสียงอะไรเด็ดขาด ฉันก็ทำตามที่โป้งบอก ฉันยื่นหน้าผ่านชั้นหนังสือแล้วมองไปที่ประตู แล้วฉันก็เจอกับเื่ประหลาดครั้งที่สองของวัน
ถ้าตอนนี้ดวงตาของฉันไม่ได้ฝาดไป ฉันว่าฉันกำลังเห็นคนในชุดเกราะอัศวินสีดำ สวมทับด้วยเสื้อโค้ทขนสัตว์สีครามตัวใหญ่ ยืนอย่างสง่าผ่าเผย กำลังพูดคุยอยู่กับชายอีกคนอย่างคน ส่วนชายอีกคนที่ว่า เขาเป็ผู้ชายผิวสี สวมหมวกปีกเก่า ๆ สวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำคลุมถึงเข่า เหมือนกับพวกมือปืนรับจ้างในหนังแฟนตาซีสักเื่ คนพิลึกพวกนี้เป็ใครกัน ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
ฉันหันกลับมามองโป้ง ด้วยสีหน้าที่งงหนักกว่าเดิม ก่อนจะหันไปบอกบีกับบีม ให้หยุดหัวเราะ แต่ทั้งสองคนยังคนหัวเราะกันต่อ จนกระทั้งฉันทำสายตาดุดันใส่พวกเขาทั้งสองคน
โป้งสะกิดไหล่ฉัน ก่อนจะกระซิบถาม “นายคิดว่าคนพวกนั้นเป็ใคร ดูไม่เหมือนครูในวิทยาลัย”
“ฉันก็ไม่รู้” ฉันกระซิบตอบ “ให้บีลองเข้าไปถามดูไหมล่ะ”
ฉันเพียงแค่พูดเล่นกับโป้ง แถมยังพูดเบา ๆ เลยด้วยซ้ำ แต่บีดันได้ยิน เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินมานั่งที่ข้างโป้ง บีไม่พูดพร่ำทําเพลง เขายื่นหน้าใหญ่ ๆ ผ่านชั้นหนังสือในทันที ฉันพยายามจะห้าม แต่ก็ห้ามไม่ทัน บีะโเสียงดัง ถามว่าสองคนนั้นเป็ใคร ฉันกับโป้งจ้องหน้ากันด้วยความใ ก่อนจะรีบดึงบีกลับมาข้างใน
“แกทำอะไรบ้าของแก ไอ้อ้วน” โป้งตะคอกใส่บี
ฉันอยากจะช่วยโป้งซ้ำเติม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะที่ขมับด้านซ้ายของฉัน กำลังถูกปืนพกสีเงินจ่ออยู่ ฉันเห็นมันจากเงาสะท้อนของกระจก เขายื่นปืนผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือเข้ามา
ฉันยกมือขึ้นสองข้างตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็นั่งนิ่ง ๆ
ฉันรู้สึกใ เพราะไม่เคยโดนปืนจ่อหัวมาก่อน หัวใจของฉันเต้นแรงมาก จนกระทั้งได้ยินเสียงจากชายคนหนึ่ง “ใจเย็นก่อนลูเซี่ยน พวกเขาเป็แค่เด็ก” มันเสียงที่สุขุมและนุ่มหูชวนฟัง ดังมาจากอีกฝั่ง
ส่วนชายอีกคนก็ตอบด้วยเสียงที่หนักแน่น “ฉันไม่ชอบกลิ่นของไอ้เ้าเด็กนี่เลย” นี่คงจะเป็เสียงของคนถือปืน
นั้นคือทั้งหมดที่ฉันได้ยิน ก่อนที่ฉันจะรู้สึกว่าหูของฉันมันอื้อขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ได้ยินเสียงอะไร ไม่ใช่แค่หูของฉันที่ไม่ได้ยินเสียง แต่ทั้งร่างกายของฉัน มันรู้สึกอ่อนแรง และสมองของฉันก็กำลังประมวลผลคำพูดเป็ล้านคำ เพื่อจะพูดขอชีวิต แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะความกลัว ว่าถ้าพูดอะไรไม่เข้าหูชีวิตของเราก็คงจะจบลงแค่นี้
ชายในชุดเกราะคงจะพูดอะไรสักอย่าง ทำให้ชายที่ถือปืน เอาปืนออกจากขมับของฉัน ฉันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้โอกาสในการมีชีวิตต่ออีกครั้ง
“ช่วยออกมาคุยกันข้างหน่อยจะได้ไหม ฉันมีเื่อยากจะถามพวกเธอสักหน่อย” นี่น่าจะเป็คำพูดของคนที่สวมชุดเกราะ
พวกเราเดินออกไปยืนต่อหน้าพวกเขาอย่างว่าง่าย ฉันจิกตาใส่บีอย่างเอาเป็เอาตาย แต่บีกลับทำหน้าเป็ทองไม่รู้ร้อน นั้นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปอีก ถ้ารอดจากตรงนี้ไปได้ ฉันสาบานเลยว่า ฉันจะแกล้งมันจนร้องไห้เลยคอยดู
“เอาล่ะ ไม่ต้องเครียดไป หายใจเข้าลึก ๆ พวกเราสองเป็มิตร ไม่ใช่สิ่งที่พวกนายต้องกลัว” ชายในชุดเกราะพูด “ขอแนะนำตัวก่อน ฉันมีชื่อว่าเซน ซีก้า เป็หัวหน้านักรบจากเกาะที่ไม่ปรากฏบนแผนที่ ส่วนผู้ชายที่กำลังยืนพิงกำแพงอยู่นั้น มีชื่อว่าลูเซี่ยน พวกเรากำลังตามหาอะไรบางอย่าง ที่มันมีลักษณะคล้ายเศษกุญแจ มีใครเคยเห็นมันบ้างหรือเปล่า”
ในตอนนี้คนที่มีสติพอจะตอบคำถามได้คงมีแค่ฉัน ส่วนโป้งกับบีมดูจากสายตาแล้ว คงจะกำลังช็อกอยู่ ต้องตอบให้ระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่ครับ พวกเราไม่เคยเห็นของแบบนั้น” ฉันตอบโดยที่ก้มหน้ามองพื้น
“นั่นก็ดีแล้ว” เซนพูด
ในระหว่างที่ฉันกำลังก้มหน้ามองพื้น ห่างตาของฉันก็เหลือบไปเห็นลูเซี่ยน เขากำลังยืนพิงกำแพง ดูนาฬิกาไขลานที่อยู่ในมือขวา ใบหน้าของเขาดูวิตกกังวลไม่ใช่น้อย อะไรที่ทำให้ผู้ชายพกปืนกังวลได้ถึงขนาดนั้น
ลูเซี่ยนพับฝานาฬิกาลง และยัดมันใส่กระเป๋า ก่อนจะเดินมากระซิบบางอย่างให้เซนฟัง จากนั้นก็เดินไปที่หน้าต่างของห้องสมุด
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างก็ต้องประหลาดใจเป็ครั้งที่สามของวัน เพราะท้องฟ้าด้านนอก มันดูราวกับท้องฟ้าในยามกลางคืน ทั้งที่ตอนนี้มันคือตอนกลางวัน
เมื่อลูเซี่ยนเดินไปถึงที่หน้าต่างบานใหญ่ เขาก็ทำท่าเหมือนกับเขียนอะไรบางอย่าง ลงไปที่กระจกหน้าต่าง ไม่ใช่แค่บานเดียว แต่เป็ทุกบานในห้องสมุดนี้ ในระหว่างที่หันตามลูเซี่ยนทุกอย่างก้าว ด้วยความสงสัย และเมื่อฉันหันหน้ากลับมาที่เดิม ก็ไม่เจอเซนแล้ว
พวกเราสี่มองหน้ากัน โดยที่ไม่จำเป็ต้องพูดอะไร ก็รู้ว่าสามคนนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าฝนมันจะตกหนัก แต่ในตอนนี่คงไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าบ้าน ฉันทำปากนับหนึ่งถึงสามเพื่อให้สัญญาณว่าพวกเราจะวิ่งออกไปจากที่นี่พร้อมกัน
ในระหว่างที่ฉันนับสอง ฉันก็ได้ยินเสียงระฆังดังสนั่น เสียงนั่นมันทำให้หูแก้วหูของฉันแทบแตก และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกง่วงนอนอย่างมาก เหมือนไม่ได้นอนมาหลายวัน ยังดีที่ฉันพอจะฝืนมันได้ แต่สามคนนั้นลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว ในตอนนี่ ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ พอ ๆ กับการที่ฉันไม่รู้ว่า ลูเซี่ยนมาอยู่ที่ด้านของหลังฉันั้แ่เมื่อไหร่
“ยังมีสติเหลืออยู่ไหม ไอ้หนู” ลูเซี่ยนถาม
“แค่นี้ยังไหว สบายมาก” ฉันตอบ
“งั้นก็ดี นายดูแลเพื่อน นายเองก็แล้วกัน”
“หมายความว่ายังไงที่บอกว่าให้ดูแล แล้วตอนนี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ลูเซี่ยนไม่ได้ตอบอะไร เขาใช้มือขวาควักปืนพกสีเงิน ออกมาจากซองปืนที่อกด้านซ้าย และเขาก็วาดเป็ตัวอักษรอะไรบางอย่าง ไปบนอากาศ ด้วยมือซ้าย ตัวอักษรพวกนั้น เหลืองแสงสว่างสีขาว ก่อนที่มันจะกลายมาเป็ดาบสั้นสีเงิน ลอยอยู่ต่อหน้าของลูเซี่ยน มันเป็ดาบสั้นสีเงิน ปลายตัด ด้ามดาบมีสีเดียวกันกับใบดาบ และทั่วทั้งดาบก็ถูกสลักลายสวยงาม
ลูเซี่ยนคว้าดาบเล่มนั้นไว้ และหลังจากนั้นไม่นาน เสียงระฆังดังก็ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ เสียงระฆัง มันไม่ได้ทำให้ฉันง่วงแต่อย่างใด แต่พอฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เจอเข้ากับดวงไฟสีส้มนับร้อยดวง ลอยอยู่ที่ด้านนอกห้องสมุด
“พาเพื่อนของนายไปหาที่ซ่อน และรอจนกว่าฉันจะกลับมา ในระหว่างนั้นห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด” ลูเซี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
หลังจากพูดจบ ลูเซี่ยนก็วิ่งออกไปทางประตูอย่างรวดเร็ว ฉันใช้โอกาสที่ลูเซี่ยนไม่อยู่ พยายามปลุกโป้งให้ตื่น แต่ไม่ว่าฉันจะเขย่าแรงแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมตื่นสักที ฉันนั่งลงกับพื้น คิดทบทวนกับเื่ที่ขึ้น ก่อนจะได้ยิน เสียงกระจกแตก มาจากทางด้านหลังของห้องสมุด
แสงสว่างเดียวที่มีในห้องสมุดนี้ ที่มาจากหลอดไฟนีออนเก่า ๆ ได้ดับลง ทำให้ที่นี่มืดจนมองอะไรไม่เห็น ฉันได้ยินเสียง คนเดินมาจากได้หลังของห้องสมุด มันเป็เสียงเหมือนกับคนใส่รองเท้าคอมแบทหนา ๆ เดินมาอย่างช้า ๆ และกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ฉันบอกตัวเองว่าควรทำตามที่ชายคนนั้นบอก จากนั้นฉันก็ลากโป้งกับบีม มาหลบที่มุมชั้นหนังสือ ฉันลากพวกเขาสามคน พร้อมกันไม่ไหว เพราะบีตัวหนักเกินไป เลยจำเป็ต้องทิ้งเขาไว้อย่างนั้นก่อน และพอฉันกำลังจะกลับไปลากเขาเข้ามาในนี้ เ้าของเสียงเดินนั้น ก็เข้ามาถึงในห้องโถงนี้เสียแล้ว
เขาเป็ชายสวมหน้ากากสีขาว หลังค่อม รูปร่างสูงใหญ่ ถือคบเพลิง สวมชุดคลุมทั้งตัว กำลังเดินขากะเผลก เข้าไปใกล้บี ฉันเดาว่าเขาเป็ผู้ชาย เพราะท่าทางที่เดิน เขานั่งลงตรงข้างบี ก่อนจะชักมีดออกมาจากแขนเสื้อ ข้างที่ถือคบเพลิง ฉันเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจ ปาหนังสือปกแข็งแสกหน้าชายในหน้ากากไปอย่างแรง แต่ชายในหน้ากากใช้มือข้างที่ถือมีดปัดหนังสือได้ทัน ฉันวิ่งเข้าไปใกล้ชายคนนั้น ก่อนจะปล่อยหมัดเสยไปที่หน้าเขา หมัดที่ต่อยออกไปมันไม่ได้ออกแรงเต็มที่นัก เพราะชายในหน้ากากก็แทงมีดสวนมาในจังหวะที่ฉันวิ่งเข้าไป ทำให้ฉันต้องโยกตัวหลบ
ถึงหมัดเมื่อกี้มันจะเบา แต่มันก็ทำให้ฉันมีจังหวะดึงตัวบีมาจากชายในหน้ากาก ฉันรีบลากบีมาที่ชั้นหนังสือ แต่ไม่ได้พาเขาเข้าไปที่มุมชั้นหนังสือ เพราะมีเวลาไม่มากพอ และอาจทำให้ชายในหน้ากากรู้ว่าในห้องสมุดนี้ ไม่ได้มีพวกเราสองคน
ชายในหน้ากากยังคงนั่งอยู่ถ้าเดิมหลังจากที่โดนต่อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ
“แกเป็ใคร ้าอะไร” ฉันะโถามอย่างฉุนเฉียว
เขาไม่ตอบคำถามของฉัน เขายื่นหน้ามาทางฉันเล็กน้อย พร้อมกับเอียงหัวไปมา เหมือนกำลังพิจารณาฉันอยู่ ฉันพึ่งสังเกตว่ามือของชายในหน้ากากนั้นไม่ได้สวมถุงมือ เพราะนาทีแรกที่ฉันเห็นมือของเขานั้น มันมีสีดำเหมือนกับถุงมือ แต่พอมองดูดี ๆ มันเป็มือของเขาจริง ๆ แถมยังมีก้อนเนื้อตะปุ่มตะป่ำทั่วทั้งมือ
ชายในหน้ากากเก็บมีดเข้าไปไว้ในแขนเสื้อ และหยิบบางอย่างออกมา สิ่งนั้นมันเหมือนกับขลุ่ยไม้ที่มีขนาดเท่าบุหรี่สามอันผูกติดกัน เขาทำท่าเหมือนว่าจะเป่ามัน ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรออกมา ชายในหน้ากากเก็บขลุ่ยไม้เข้าไปไว้ที่เดิม ก่อนจะชักมีดออกมาอีกครั้ง พร้อมกับเดินตรงมาหาฉัน
ฉันกำหมัดตั้งการ์ดอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยฝึกวิชาการป้องกันตัวแขนงอื่นเลย นอกจากซูโม่ แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องป้องตัวแล้ว ฉันก็พอรู้ว่าจะต้องทำยังไง ฉันเดินเข้าไปประจันหน้ากับชายในหน้ากาก เพื่อรักษาระยะห่างจากบี และเมื่อชายในหน้ากากเดินเข้ามาใกล้ฉัน เขาก็ตวัดคบเพลิงไปมาอย่างสะเปะสะปะ ฉันพยายามหลบการโจมตี และหาโอกาสเข้าประชิดตัว โดยที่ไม่ให้ตัวเองโดนย่างเป็หมูหัน และไม่ให้โดนแทงจนไส้ทะลัก
ฉันหลบการโจมตีมั่ว ๆ นั่น มันค่อนข้างใช้พลังงานเยอะ และทำให้ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อย ฉันรู้สึกได้ว่าขาของฉันมันล้าจนแทบจะขยับต่อไม่ไหว ถ้าขืนทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ มีหวังได้ลงไปนอนหอบกับพื้น ก่อนที่จะได้เข้าไปประชิดตัวแน่
เพราะความเหนื่อย ฉันจึงคิดหนทางสุดท้ายให้กับตัวเอง ในจังหวะที่ชายในหน้ากากตวัดคบเพลิงออกมาสุดแขน ฉันตัดสินใจ จับไปที่ด้ามของคบเพลิง เพื่อแย่งมันจากมือของเขาอย่างเป็ไงเป็กัน ในระหว่างที่ยื้อแย่งกันอยู่ เขาก็แทงมีดสวนมา ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าเขาต้องแทงมาแน่ ตามแผนที่ฉันคิดไว้ แต่ทุกอย่างที่คิดมักไม่เป็ไม่อย่างที่ใจหวัง แผนที่ฉันคิดไว้คือ หลังจากที่เขาแทงมา ฉันก็จะใช้มือซ้ายจับที่ข้อมือเขาไว้ และภาพในหัวต่อจากนั้นก็คือ มือขวาของฉันจะจับอยู่ที่ด้ามคบเพลิง มือซ้ายของฉันจับอยู่ที่ข้อมือขวาของเขาที่กำลังถือมีด และจากนั้นฉันก็จะเอาตัววิ่งกระแทกเขาให้ติดกำแพง เหมือนที่ในหนังของนักมวยปล้ำชอบทำ ฉันคิดว่าฉันต้องทำได้ เพราะเื่แรงอย่างเดียวฉันไม่แพ้ใครอยู่แล้ว
และพอชายในหน้ากากแทงมีดเข้ามา ฉันยื่นมือซ้ายไปตามแผน แต่มันดันพลาด เพราะชายในหน้ากากแทงมีดทะลุมือของฉัน แล้วฉันก็ร้องด้วยความเ็ป าแที่มือข้างซ้ายทำให้ฉันอ่อนแรง แต่ฉันก็ยังกัดฟันทนกำด้ามคบเพลิงไว้แน่น เพราะอย่างน้อยมันก็ตรงกับแผน ต่างกันตรงที่มือข้างซ้ายของถูกแทงทะลุด้วยมีดที่อยู่ในมือขวาของเขา ฉันเรียกแรงเฮือกสุดท้าย กระแทกเขาชนกำแพง
และเมื่อหลังของชายในหน้ากากกระแทกเข้ากับกำแพง ฉันก็รีบปล่อยมือจากด้ามคบเพลิงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประเคนหมัดใส่หน้าของเขาอย่างไม่ยั้งมือ หน้ากากของเขามันไม่ได้แข็งอย่างที่ฉันคิดไว้ แต่มันกลับนิ่มอย่างบอกไม่ถูก แถมยังเหนียว ๆ ลื่น ๆ อย่างกับเมือกปลา
ฉันรู้สึกสะใจ และรู้สึกเจ็บจนอยากจะร้องไห้ จากาแที่มือซ้าย ฉันรัวหมัดใส่หน้าของชายในหน้ากากอยู่อย่างนั้น จนเขาปล่อยมือจากคบเพลิงและมีด จากนั้นร่างกายของเขาก็กลายเป็ฝุ่น หายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงผ้าคลุม คบเพลิง และมีดที่กำลังปักมือฉันอยู่ ฉันรู้ว่าฉันควรประหลาดใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่ฉันต้องรีบทำอะไรสักอย่างกับมีดเล่มนี้
ฉันนั่งลงกับพื้นมองมือของตัวเอง ที่เต็มไปด้วยควันที่มันทะลักออกมาจากาแ ก่อนจะตัดสินใจดึงมีดออกจากมืออย่างเ็ป และร้องโอดโอยออกมาอีกครั้ง โดยที่ไม่กลัวว่าใครจะได้ยิน ฉันโยนมีดออกห่างจากตัว และมองดูมันอย่างคับแค้นใจ าแที่ฝ่ามือซ้าย มันยังคงเจ็บและยิ่งเจ็บขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อขยับมือ ทำให้ฉันต้องถอดถุงมือออก เพื่อทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วฉันก็ต้องเจอกับเื่น่าประหลาดใจอีกครั้ง เพราะมือของฉันมันไร้ซึ้งาแใด ๆ ไม่เหลือแม้กระทั้งความเ็ป และควันที่เคยออกมาจากมือ ก็หายไปด้วยเช่นกัน
“มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย” ฉันพึมพำออกมาเป็คำพูด ก่อนจะเอนหลังลงไปนอนกับพื้น ทำเหมือนว่าเื่ทั้งหมดมันจบแล้ว