อัลเบิร์ตมองหรั่งอยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าหนุ่มหล่อเริ่มกู่ไม่กลับ เขาก็ค่อยๆชักดาบยาวออกจากฝัก ก่อนจะยกมันขึ้นมา เพื่อตัดศีรษะของอีกฝ่ายให้ขาดในทีเดียว
“ ข้าขอทำตามสัญญานะ เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่ท่านหรั่งร้องขอ ”
ถึงนาทีนี้ ยูมิโกะยกมือขึ้นกุมหน้าผาก พร้อมส่ายหัวไปมา เธอกะไว้แล้วว่าเหตุการณ์จะต้องเป็นเช่นนี้ ส่วนวอนจองยิ่งสะอื้นมากกว่าเดิม ด้วยสงสารหนุ่มหล่อจับจิตจับใจ
“ ต่อให้ยอมเสียสละขนาดนี้ มันก็ยังจบลงด้วยความล้มเหลว ถ้าเรามีพลังมากกว่านี้ อาจช่วยคุณหรั่งได้ แต่…เอ๊ะ!......เดี๋ยวสิ ” คิ้วเรียวของวอนจองกระตุกเล็กน้อย เป็นนัยว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบร้องห้าม
“ คุณอัลเบิร์ตอย่าเพิ่งฆ่าคุณหรั่ง ชั้นนึกอะไรขึ้นมาได้แล้ว ”
พอสิ้นคำ อัลเบิร์ตก็หยุดดาบทันควัน พร้อมหันมามองวอนจอง แน่นอนว่ายูมิโกะเองก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน
ตามปกติ วอนจองเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่คราวนี้นับว่าวิกฤติจริงๆ เธอเลยทิ้งนิสัยเดิม แล้วรีบเข้าไปค้นกระเป๋าเงินของหรั่ง
“ นั่นเธอกำลังทำอะไร ” อัลเบิร์ตและยูมิโกะคิดตรงกัน แต่ก็ไม่ได้ถาม ไม่นาน ทั้งสองก็เริ่มล่วงรู้ถึงเจตนา เพราะมีพลังอ่านใจ
“ เอ๊ะ! หรือว่า…แต่วิธีนั้นอาจได้ผลก็ได้ ”
วอนจองใช้เวลาไม่นาน ก็พบสิ่งของที่ตามหา นั่นก็คือ…รูปถ่ายของหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูจากความสะสวยบนใบหน้า ก็เดาได้ไม่ยากว่าคนในนั้นต้องเป็น…เก๋อย่างไม่ต้องสงสัย
“ เฮ…เจอแล้ว” วอนจองลอบดีใจ ก่อนจะรุดเข้ามาหาหรั่ง แล้วยื่นรูปภาพนั้นให้หนุ่มหล่อดู
“ กรร….” หรั่งแยกเขี้ยวที่ทั้งยาวและคม แต่ท่วงท่าโดยรวมดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ประกายตาฉายแววสงสัย คล้ายจะจดจำผู้หญิงในรูปได้ วอนจองเลยตอกย้ำด้วยคำพูดอีกครั้ง หวังจะดึงความเป็นคนของหนุ่มหล่อกลับคืน
“ คุณหรั่งจำคุณเก๋ได้มั้ยคะ เธอคือคนรักของคุณไง ”
“ อา…..” หรั่งดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัด สองแขนและสองขาเริ่มคลายอาการแข็งขืน พร้อมเพ่งมองรูปเก๋แบบจริงจัง ไม่นานก็มีน้ำใสๆไหลจากดวงตา
“ เก๋……ชะ…ชั้นทะ…ทรมานหะ…เหลือเกิน”
ยูมิโกะรีบเงยหน้าขึ้นมองหรั่ง ส่วนอัลเบิร์ตก็ลดดาบยาวลงข้างลำตัว สีหน้าของพวกเขาออกอาการดีใจผสมงงงวย เพราะเห็นหรั่งเริ่มจดจำคนรักของตนเองได้
“ ไม่น่าเชื่อ แทบไม่เคยมีมนุษย์ที่ติดเชื้อคนไหน สามารถครองสติเอาไว้ได้”
“ ใช่แล้ว คุณต้องกลับมาให้ได้ เพื่อคนที่คุณรัก ” วอนจองยิ้มทั้งน้ำตา และพยายามปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ทั้งที่กระแสเสียงทั้งสั่นเทาและสะอึกสะอื้นด้วยความเศร้าโศก
ทว่าดวงตาที่เคยสดใสของหรั่งกลับมีม่านหมอกสีดำเคลื่อนตัวมาครอบคลุม ทำให้ประกายเจิดจรัสแบบหนุ่มทะเล้นหมดสิ้นในบัดดล ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจโลหิต ปากก็ร้องตะโกนประหนึ่งคนคลั่ง
“ แฮ่….เลือด….”
และในเสี้ยววินาทีแห่งการเปลี่ยนแปลง มือขวาที่ถูกพันธนาการก็ฉุดกระชากสายรัดจนขาดกระจุย ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปคว้าลำคอบางของวอนจอง จากนั้นก็กระชากสาวสวยเข้ามาหา เพื่อหวังจะดูดเลือดให้สมใจ
“ เฮ้ย! อันตราย พี่วอนจอง ” ยูมิโกะร้องดังลั่น และเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย ทว่าก็ช้ากว่าอัลเบิร์ตที่ได้ชักดาบยาวขึ้นมา พร้อมเล็งไปที่ลำคอ หวังเด็ดชีพหรั่งก่อนที่จะกัดสาวหน้าสวยจากเกาหลี
และในช่วงเวลาดับจิตนั้นเอง สายตาของหรั่งก็พลันมองเห็นสีหน้าของวอนจอง ซึ่งดูสงบอย่างประหลาด พร้อมรอยยิ้มที่แย้มออกมาหน่อยๆ ทั้งที่สาวสวยผู้นี้ใกล้จะถูกคมเขี้ยวของแวมไพร์ฝังบนลำคอ เสี้ยววินาทีต่อมา พลังบางอย่างก็พลันตื่น ทำให้ได้ยินเสียงในหัวใจ
“ ถ้าเลือดของเราจะทำให้คุณหรั่งกลับมาได้ มันก็น่ายินดี แต่ถึงไม่สำเร็จ การตายด้วยน้ำมือของชายที่แสนดีแบบนี้ ก็นับว่าอบอุ่นมิใช่น้อย”
“ กรร….”
“ ฉึก…..”
เสียงขู่คำรามดังยาว ก่อนที่เสียงเขี้ยวฝังลงบนเนื้อหนังจะตามมา สิ่งสุดท้ายที่บังเกิดก็คือ…เลือดแดงฉานที่พุ่งกระฉูดจนหลั่งเลอะเตียงนอนหนานุ่ม ทว่าเจ้าของโลหิตกลับไม่ใช่วอนจอง แต่เป็นหรั่งต่างหาก ด้วยสิ่งที่เขากัดก็คือ….แขนขวาของตนเอง
“ ว้าย…..นั่นมัน” วอนจองตกตะลึง เพราะในเสี้ยววินาทีที่จะถูกหรั่งกัด หนุ่มหล่อก็ดันผลักเธอออกจนล้มกลิ้งลงไปนั่งพับเพียบ แม้แต่ยูมิโกะและอัลเบิร์ตก็ตกใจไม่แพ้กัน เลยได้แต่นิ่งงัน
“ กรร….” หรั่งดึงคมเขี้ยวออกจากแขนของตัวเอง ทำให้เลือดแดงสาดกระจายยิ่งกว่าเดิม จากนั้นก็หันกลับมาพูดกับสามสหาย
“ ทุกคนอย่าเพิ่งเข้ามาครับ ไม่รู้เป็นยังไง อารมณ์มันพลุ่งพล่านจนอยากฉีกกระชากทุกสิ่ง แถมยังกระหาย…ละ…เลือดเป็นที่สุด คุณอัลเบิร์ตรีบจัดการผมเถอะ ก่อนที่จะเกิดอันตรายกับผู้คนมากกว่านี้”
วอนจองค่อยๆลุกขึ้นยืน ดวงตาจ้องมองหรั่งเป็นเชิงพิจารณา ส่วนสองคนที่เหลือก็ทำแบบเดียวกัน ไม่นาน อัลเบิร์ตได้เก็บดาบเข้าฝัก พร้อมทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นก็คือส่งยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ ท่านหรั่งได้ก้าวพ้นจากห้วงเหวแห่งอมนุษย์ ซึ่งก็นับว่ายากยิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้ เพราะเกือบทุกชีวาที่ได้ลอง ถ้าไม่คลุ้มคลั่ง ก็จะหลงใหลในพลังอำนาจจนโฉดชั่วไปซะทุกคน ”
“ งั้นก็แปลว่า…..” วอนจองเริ่มยิ้มทั้งน้ำตา น้ำเสียงสดใสขึ้นเป็นกอง
“ แปลว่าพี่ชายเอาชนะด้านมืดของตัวเอง และยังคงความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ ” ยูมิโกะกล่าวยืนยันอีกคน ทำให้วอนจองดีใจจนรีบตรงรี่เข้ามากอด ปิดท้ายด้วยการร้องไห้ขี้มูกโป่ง
“ เย้…..ดีใจจังเลย คุณหรั่งทำได้แล้ว อึก….ฮื้อ…..”
“ ฮะ ฮะ ฮะ ขวัญเอยขวัญมา พี่วอนจองอย่าร้องไห้ไปเลย พี่ชายไม่เป็นไรแล้ว” ยูมิโกะรีบลูบหลังอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ราวกับผู้ใหญ่กำลังปลอบเด็ก ทำให้เริ่มไม่แน่ใจว่าระหว่างสองคนนี้ ใครอายุมากกว่ากัน โดยทิ้งให้บุคคลที่น่าเป็นห่วงที่สุด นอนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียงตามลำพัง ซึ่งคนๆนั้นก็คือ….นายหรั่ง เจ้าตัวเลยแอบโวยดังอยู่ในใจ
“ นี่ตกลงจะไม่มีใครมาสนใจชั้นหน่อยเหรอ หิวชะมัด อยากเลือดจังโว้ย ”
……………………………
พอสามสหายกลับมาสงบ พวกเขาก็เริ่มสนใจหรั่ง ซึ่งวอนจองได้ฉีดวัคซีนต่อต้านอาการอยากเลือดที่เธอทุ่มเทคิดค้นมาเป็นแรมปี และพอน้ำยาสีแดงฉานในเข็มขนาดใหญ่ถูกส่งเข้าไปในร่างกายของหนุ่มหล่อจนหมด สาวสวยเย็นจากเกาหลีก็เอ่ยถาม
“ คุณหรั่งเป็นยังไงบ้างคะ ”
หรั่งสำรวมใจ เพื่อสำรวจตัวเองอยู่พักนึง ก็รู้สึกว่าความทุกข์ทรมานที่มี ได้พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งที่ตามมาคือ……พละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง
“ โอ้…..นี่มัน….”หรั่งลองลงจากเตียง พอได้หยัดยืนเต็มสองเท้า ก็รู้สึกว่าตัวเบากว่าที่คิด อันที่จริง เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักเสียด้วยซ้ำ
“ ใช่แล้ว คนที่กลายพันธุ์จะประกอบไปด้วยพละกำลังที่มากล้นและความรวดเร็วเหนือมนุษย์ แต่ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งลองของ เพราะพี่ชายน่าจะยังไม่ชินกับพลังใหม่ที่ได้รับ” ยูมิโกะเสนอแนะ แต่ไม่ทันพูดจบ ร่างของหรั่งก็หายไปจากจุดที่ยืน ก่อนจะไปโผล่อีกทีที่กำแพง
“ โครม…….”
“ โอ๊ย….เจ็บชะมัด นี่ขนาดวิ่งเหยาะเท่านั้นนะ ” หรั่งเอามือกุมหัวไหล่ ด้วยเขาออกตัวแรงเกินไปจนปะทะกำแพงปูน ทว่าตรงจุดที่กระแทกก็เกิดรอยแตกร้าว คล้ายถูกรถพ่วงพุ่งชนมาหมาดๆ
“ เฮ้อ…..ก็บอกอยู่หยกๆว่าอย่าเพิ่งลองของ พี่ชายนี่ดื้อชะมัด ” ยูมิโกะกุมขมับ เธอนึกทำใจว่าแก๊งของตนอาจจะได้ตัวป่วนรายใหม่มาร่วมทีม
“ ฮะ ฮะ ฮะ ร่าเริงสมกับเป็นคุณหรั่งเลยนะคะ แต่คุณเพิ่งฟื้นตัว ยังไงก็พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ จากนั้นเราจะได้ตรวจดูให้แน่ใจ เผื่อว่าจะเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีนที่ฉีดไป” วอนจองหัวเราะเบาๆ ก่อนจะออกคำสั่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหมอประจำกลุ่ม
“ ใช่แล้ว ท่านควรปฏิบัติตามคำสั่งของท่านวอนจองนะ เพราะฝีมือทางด้านเยียวยาของนางอยู่ในขั้นล้ำเลิศ พอพักฟื้นโดยสมบูรณ์ ค่อยมาทดสอบกันอีกคราว่าขีดความสามารถของท่านอยู่ในระดับไหน”
“ ฮะ ฮะ ฮะ ได้ครับ ” หรั่งหัวเราะแหยๆ ส่วนยูมิโกะและวอนจองก็ปั้นหน้าไม่ค่อยถูก ด้วยไม่รู้ว่าจะยิ้มดีหรือหนักใจดี ทว่าก็มีสิ่งที่พวกเขาคิดตรงกัน นั่นก็คือ…….
“ คำพูดของคุณอัลเบิร์ตนี่โบราณชะมัด เมื่อไหร่จะใช้ศัพท์ของมนุษย์สมัยนี้ ”
……………………………..
(เวลาเที่ยงคืนในวันเดียวกัน)
ณ.ดาดฟ้าสูงของตึกแห่งหนึ่ง สายลมเย็นกระโชกแรง บนท้องฟ้าปรากฏม่านหมอกแห่งความมืดปกคลุมไปทั่ว มีเพียงแสงนวลจากดวงจันทราที่ส่องสว่างอยู่กลางนภา เมื่อสำรวจตรงริมขอบ ก็พบบุรุษร่างสูงโปร่งหยัดยืนอยู่ ดูเขาไม่แยแสว่าตัวเองจะตกลงไปหรือไม่ ชายผู้นั้นก็คือ……สเตฟาน หลุยส์ นายเหนือหัวของเหล่าแวมไพร์
อมนุษย์รูปงามได้แต่มองตรงไปข้างหน้า สองมือกอดแนบอก พร้อมยืนตัวตรงแน๊ว สีหน้าแลสงบ แต่ดวงตาสีฟ้ากลับสั่นไหวเบาๆ คล้ายมีความนัยซ่อนอยู่ในใจ พอเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ล้วงบางสิ่งออกจากกระเป๋ากางเกง มันคือล็อกเก็ตเงินที่ดูโบราณและมีราคา
สเตฟานค่อยๆปลดล็อกออกอย่างทะนุถนอม อันบ่งบอกว่าสิ่งนี้น่าจะมีคุณค่าสูงยิ่งจนบางทีอาจสำคัญกว่าชีวิตของเขา พอสลักเลื่อนหลุด ฝาล็อกเก็ตก็เปิดออก ทำให้พบกับรูปเล็กๆของสาวนางหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
ใบหน้าของสาวคนนี้แลสะสวยจนหาตัวจับยาก และถ้าดูให้ดี ก็คล้ายเก๋ซึ่งเป็นชาวเอเซียอยู่หลายส่วน ทว่าเส้นผมยาวสลวยบนศีรษะกลับเป็นสีทอง แถมผิวพรรณก็ขาวจัดแบบคนยุโรป
สเตฟานจ้องรูปสาวในล็อกเก็ตอยู่นานสองนาน ดวงตาฉาวแววอาดูร อันบ่งบอกถึงความห่วงหาที่ไม่อาจหยั่งถึง ประดุจห้วงเหวลึกกลางมหาสมุทร ไม่เกินอึดใจ นายเหนือหัวของเหล่าแวมไพร์ก็ปิดมัน แล้วหย่อนลงไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ พร้อมรำพันกับตัวเอง
“ หรือว่าเจ้าจะกลับชาติมาเกิดเป็นนางคนนั้น อลิตเซีย……”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
