[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 190 จำต้องสร้างฐานะใหม่ขึ้นมา ยังจะมีผู้ใดคัดค้านอีกหรือไม่

    ตอนที่ 190 จำต้องสร้างฐานะใหม่ขึ้นมา ยังจะมีผู้ใดคัดค้านอีกหรือไม่

             ณ ขณะเดียวกัน ในเขตแดนของตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนเซียนโบราณ

            ระหว่างขุนเขาและหุบเหว มีที่ราบต่ำทอดยาวประดุจงูเลื้อยผ่านสายธารแห่งกาลเวลาชั่วนิรันดร์ ท้องนภาด้านบนปกคลุมไปด้วยเมฆดำทมิฬ ม่านหมอกมืดคลุ้งล่องลอยดั่งควันวิญญาณ ทุกหนทุกแห่งล้วนเป็นผืนแผ่นดินโคลนเลน ซุกซ่อนพิษร้ายที่แผ่กระจายออกมาเป็นม่านควันหมุนวนในอากาศ

            ในบึงมรณะอันเงียบงัน ฟองสีเทาหม่นลอยปุดขึ้นมาจากใต้โคลนเลน ก่อนจะแตกกระจายกลางอากาศ และเผยกลิ่นอายชวนสะท้านใจ ปานเสียงครวญครางของความตาย

            เบื้องนอกบึงพิษ ในป่าทึบใกล้เคียง มีร่างสูงใหญ่ที่แข็งแกร่งของสมาชิกในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์หลายคน ซึ่งกำลังลาดตระเวนไปมา สายตาคู่งามแฝงไว้ด้วยแววเหี้ยมเกรียมใต้หมวกเกราะทองคำ สีทองอร่ามสะท้อนให้เห็นประกายอันล้ำลึกจากดวงตาที่แน่วแน่ดั่งศรทองคำเข้มมืด ซึ่งกำลังสอดส่องป่าดงและขุนเขาโดยรอบ ด้วยความระแวดระวังต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่กล้าย่ามกรายเข้ามาใกล้

            มิใช่เพียงแค่คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แม้แต่ตระกูลอสรพิษโบราณก็เตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเคลื่อนไหวอย่างเคร่งขรึม พวกเขาเฝ้าจับตามองไปยังทิศทางของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลอย่างมิลดละ

            เมื่อมินานมานี้ หลังจากที่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้ครอบครองคัมภีร์เซียนอันล้ำค่า คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์และตระกูลอสรพิษโบราณ ต่างก็เริ่มลงมือฝึกฝนกันอย่างจริงจัง

            คัมภีร์เล่มนี้เต็มไปด้วยความลี้ลับและพลังอันเกรียงไกร แม้แต่ผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาก็ยังมีความก้าวหน้าในพลังบำเพ็ญ

            การค้นพบนี้ได้ปลุกไฟแห่งความหวังในจิตใจของเผ่าพันธุ์ทั้งสอง ราวกับเห็นแสงแห่งการฟื้นคืนอำนาจ หลังจากที่ถูกตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลกดดันกันมาอย่างเนิ่นนาน ความสงสัยเกี่ยวกับความลับของคัมภีร์เซียนที่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้ครอบครองเอาไว้ก็เริ่มก่อตัวขึ้น

            ในมิช้า ผู้อาวุโสในขั้นว่าที่มหายุทธ์สูงสุดของทั้งสองตระกูลก็ได้ออกจากการปิดด่านบำเพ็ญ เพื่อมาร่วมสำรวจคัมภีร์เซียนลี้ลับนี้

            เพียงก้าวแรกสู่คัมภีร์นั้น พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงความลึกซึ้งที่ยากเกินกว่าจะบรรยายได้ พลังอันลี้ลับนั้นทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน ราวกับวิถีเซียนแห่งฟากฟ้ากำลังโอบกอดพวกเขาเอาไว้

            สมาชิกในตระกูลทั้งสองที่ได้พบกับความลับที่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลปกปิดเอาไว้โดยบังเอิญ ต่างก็ได้รับการให้ความสำคัญจากบรรพชน จนฐานะและอำนาจเพิ่มพูนขึ้นจนยากที่ผู้ใดจะเทียบเคียงได้

            ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ แม้แต่ผู้นำของทั้งสองตระกูล ต่างก็มุ่งมั่นฝึกฝนในคัมภีร์นี้ จนแทบจะหลงลืมตัวตนในโลกที่แท้จริง

            ณ เชิงเขาใกล้บึงมรณะ คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่ง ผู้มีร่างกายใหญ่โตกำยำและสวมเกราะเงินยืนหยัดเหนือผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยอันตราย เขามองไปรอบตัว พลางกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยความลึกลับ

            “ครั้งนี้ คัมภีร์เซียนที่ได้มาจากตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นช่างลึกล้ำและเปี่ยมล้มด้วยอานุภาพเกินคาดนัก! เมื่อคืนข้ายังสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทวะสวรรค์ขั้นกลางได้แล้ว บรรลุผ่านคอขวดที่ข้าติดค้างมาเนิ่นนานหลายร้อยปี...”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชนเผ่าผู้ยืนอยู่เคียงข้างก็พยักหน้าเห็นพ้อง ด้วยดวงตาทอประกายแห่งความประทับใจ

            “ข้ารู้สึกว่าอีกมินาน ข้าก็จะบรรลุพลังด้วยเช่นกัน บัดนี้ข้าสัมผัสได้ถึงคอขวดอันเลือนรางแล้ว อย่างมากอีกมิกี่วัน ข้าก็คงจะทะลวงผ่านได้สำเร็จ! ผู้ใดเลยจะคาดคิดว่าตระกูลของเราจะได้ครอบครองคัมภีร์เซียนเช่นนี้ หากสถานการณ์เป็นไปตามนี้ พวกเราก็อาจจะยิ่งใหญ่ถึงขั้นครอบครองดินแดนเซียนโบราณได้!”

            เขากล่าวพลางหัวเราะ ดวงตาฉายความตื่นเต้นอย่างลึกซึ้ง บัดนี้การฝึกฝนมีแรงผลักดันแตกต่างจากเดิม และมิใช่เพราะถูกจำกัดด้วยพรสวรรค์อันต่ำต้อยอีกต่อไป

            คัมภีร์เซียนเล่มนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมและสร้างร่างใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม พลังบำเพ็ญที่คัมภีร์เซียนได้มอบให้นั้นมิใช่เพียงแค่คำกล่าวเกินจริง

            มิเพียงแต่ตัวบุคคล แม้แต่ทั้งตระกูลเองก็อาจจะยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง และก้าวสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ในจุดสูงสุด

            “หากมิใช่เพราะโชคช่วยที่ทำ ให้พวกเราบังเอิญไปพบเจอความลับจากเจ้าโง่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลผู้นั้นเข้า พวกเราก็คงจะยังถูกปิดหูปิดตาอยู่จนถึงบัดนี้...”

            “ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นมีจิตคิดร้ายและล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง ข้าเกรงว่าหากพวกเรามิได้รู้ซึ้งถึงความจริงล่วงหน้า พวกมันก็คงจะลงมือกับพวกเราในมิช้า ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นโลภมากจนเกินกว่าจะคาดคิด!”

            “นับว่าเป็นโชคดีที่เราได้ค้นพบแผนการร้ายนี้ก่อน!”

            ทั้งสองกล่าวพลางทอดถอนหายใจ รู้สึกว่าความโชคดีที่ได้พบนั้นช่างน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน

            คัมภีร์เซียนนี้มีเพียงคนในตระกูลที่บรรลุถึงขอบเขตเทวะศักดิ์สิทธิ์ และผู้มีพรสวรรค์อันสูงส่งบางคนเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ฝึกฝน ส่วนผู้อื่นนั้น แม้แต่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของคัมภีร์นั้นก็ยังมิอาจจะทำได้

            การให้ความสำคัญนี้สะท้อนถึงความล้ำค่าของมันโดยแท้

            พวกเขามิมีวันเชื่อว่าตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้จงใจเปิดเผยเรื่องนี้ ผู้ใดที่มีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ ก็ย่อมจะต้องยอมเก็บงำเอาไว้สุดชีวิต เหตุใดจึงจะปล่อยให้หลุดมือไปได้เล่า

            ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะความหลงมัวเมาในสุรา จึงทำให้พวกมันเผลอหลุดปากออกมาได้

            คัมภีร์เซียนระดับนี้ มิสมควรจะปรากฏขึ้นในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลตั้งแต่แรก เพียงแต่พวกมันได้รับมาเมื่อใดนั้นก็ยังคงเป็นปริศนา

            ยิ่งไปกว่านั้น พลังอำนาจของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลที่เพิ่มพูนขึ้นนั้น ชัดเจนยิ่งในสายตาของพวกเขา แม้ปากของพวกเขาจะมิกล่าวถึงเรื่องนี้ ทว่าในใจก็กลับอิจฉาริษยาจนยากที่จะปิดบังได้

            “เจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดจึงได้บุกเข้ามาในเขตแดนของตระกูลเรา!”

            เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับความสั่นสะท้านในน้ำเสียง สายตาทั้งสองคู่ที่สาดประกายด้วยนัยน์ตาตั้งตรงสีทองหม่น แฝงเอาไว้ด้วยแววตระหนกและมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น

            เบื้องนอกแนวเทือกเขา ชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ก้าวย่างเข้ามาด้วยท่วงท่าที่ดูราวกับมิได้รีบร้อนอันใด แต่ละก้าวย่างนั้นราวกับข้ามผ่านระยะทางนับพันลี้

            ชายหนุ่มผู้นั้นมีร่างกายสูงเพรียว เขาเดินทอดน่องขณะที่นำมือไขว้หลัง รอบกายนั้นมีแสงสีสันหลากหลายแผ่กระจาย ราวกับสวมอาภรณ์แห่งเซียนห้าสี เส้นแสงแห่งมรรคาลอยวนอยู่รอบตัว

            ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น เบื้องล่างก็ดูคล้ายกับเกิดระลอกคลื่นในห้วงอากาศ แต่ละก้าวนั้นคล้ายกับข้ามผ่านทั้งภูผาและสายน้ำไปอย่างง่ายดาย ท่าทางเรียบง่ายดั่งเดินเล่นในสวนนั้น กลับแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ฟ้าดินแปรปรวน

            “เฮือก!”

            “เป็นเขา!”

            “กู้ฉางเกอ! เขามาที่นี่ได้อย่างไร”

            เมื่อเห็นโฉมหน้าของผู้มาเยือน สมาชิกในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองก็ต่างนิ่งงันราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เสียงสั่นไหวขณะเอ่ยคำ

            ชายหนุ่มผู้ซึ่งในช่วงเวลามินานที่ผ่านมาได้ก่อความปั่นป่วนไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณ ทุกตระกูลต่างล้วนสั่นสะท้านเมื่อได้ยินนามของเขา

            มิมีทางที่พวกเขาจะจำคนผิดไปได้ หากถามว่าในบรรดาตระกูลเซียนโบราณทั้งหมด คนที่พวกเขาเกลียดชังที่สุดเป็นผู้ใด นามของกู้ฉางเกอก็จะต้องถูกเอ่ยถึงเป็นอันดับแรก

            ด้วยอุบายของเขาเพียงลำพัง ก็ก่อให้เกิดการปั่นป่วนที่ลามไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณ และยังเป็นตัวการที่นำพาตระกูลปักษาให้พบเจอกับจุดจบ

            เหล่าชนรุ่นเยาว์แห่งตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ต่างล้วนแล้วแต่หวาดหวั่นต่อบุรุษผู้นี้จนมิกล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ และทั้งสองคนตรงหน้าก็มิใช่ข้อยกเว้น

            เพียงแค่เห็นกู้ฉางเกอก้าวมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าในเขตแดนของพวกเขา ความเย็นยะเยียบก็พลันแล่นผ่านไปทั่วทั้งแผ่นหลัง ขาทั้งสองข้างของพวกเขาก็ถึงกับอ่อนแรง

            ชายหนุ่มผู้นี้ แม้จะปราศจากผู้ติดตามใดๆ ทว่าเพียงรัศมีที่เขาแผ่ออกมา ก็กลับสร้างแรงกดดันอันยากจะทัดทานได้

            ทั้งสองยืนตัวแข็งค้างอยู่กับที่ ความตื่นตระหนกฉายชัดอยู่บนใบหน้า รอยยิ้มเลือนหายไปโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ลืมแม้กระทั่งส่งข่าวกลับไปยังตระกูลเพื่อแจ้งเตือนถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้

            "เหตุใดท่าทีของพวกท่านจึงดูเหมือนกับมิต้อนรับข้าเล่า"

            เสียงนั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา ทว่ากลับแฝงเอาไว้ด้วยรอยยิ้มบางบนใบหน้า กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้น

            เพียงชั่วขณะเดียว พื้นที่โดยรอบด้านก็กลับพร่ามัว คล้ายกับบิดเบี้ยวไปในห้วงอากาศ ฝีเท้าของเขาเบาหวิวดุจกลายเป็นดั่งเมฆา เพียงก้าวย่างเดียว เขาก็มาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาอย่างมิทันตั้งตัว

            เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา กู้ฉางเกอได้ดำเนินแผนการอย่างเงียบงัน ในที่สุดวินาทีที่ตาข่ายถูกดึงขึ้นก็มาถึง เป้าหมายแรกของเขานั้นย่อมหนีมิพ้นคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์

            ด้วยประสบการณ์จากการพิชิตตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล กู้ฉางเกอนั้นย่อมมีความมั่นใจในทุกย่างก้าวของแผนการ ด้วยเพราะสำหรับเขาแล้ว กระบวนการนี้ก็มิต่างอันใดจากการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงดิน แล้วปล่อยให้รากแก้วนั้นแทงลึก แตกหน่อ ก่อกำเนิดลำต้น และจนในที่สุดก็บังเกิดผลอันงามงดพร้อมให้เขาได้เก็บเกี่ยว

            สำหรับบทบาทที่ต้องสวมใส่เพื่อลวงสายตาผู้อื่นมิให้ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงนั้น กู้ฉางเกอก็ได้ครุ่นคิดถึงฐานะอันเหมาะสมเอาไว้แล้ว เขาตัดสินใจจะใช้ฐานะศิษย์สายตรงแห่งมหาเทพวัฏสงสารในการจัดการเรื่องราวต่างๆ

            หลังจากการตายของเย่หลิง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยได้ครอบครองก็ได้ตกอยู่ในกำมือของกู้ฉางเกอ ทั้งอาวุธลับ คฤหาสน์พกพาแห่งวัฏสงสาร มหาสมุทรแห่งวัฏสงสาร รากวัฏสงสาร รวมถึงหุ่นเชิดที่ทรงพลังระดับมหาศักดิ์สิทธิ์

            ด้วยสิ่งของเหล่านี้ การประกาศตนว่าเป็นศิษย์ของมหาเทพวัฏสงสารจึงมิใช่สิ่งที่กระอักกระอ่วนใจเกินไปนัก แม้ว่าในสายตาของมหาเทพวัฏสงสาร สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องหยามเกียรติจนเขาแทบจะเดือดดาล หากว่าเขาได้รับรู้ความจริง

            การที่กู้ฉางเกอสังหารศิษย์ที่มหาเทพวัฏสงสารทุ่มเทเลือกเฟ้น พร้อมกับช่วงชิงทุกสิ่งไปเป็นของตนเอง แล้วกลับกลายมาแอบอ้างว่าเป็นศิษย์โดยตรงของตน ผู้ใดเล่าจะกล้าหน้าด้านถึงเพียงนี้กัน หากมหาเทพวัฏสงสารล่วงรู้เข้า ก็ย่อมจะพิโรธถึงขีดสุดจนยากจะพรรณนา!

            “กู้… กู้ฉางเกอ เจ้าบุกมาถึงถิ่นของพวกเราด้วยเหตุอันใดกัน”

            ทันทีที่ตระหนักว่ากู้ฉางเกอ กำลังเอ่ยคุยกับพวกตน ชายจากตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก ร่างกายสั่นสะท้านเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นไหว

            ในยามนั้น ทั่วทั้งร่างกายของพวกเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น ความเปียกชื้นกระจายไปจนถึงแผ่นหลัง แม้จะพยายามฝืนต้านทาน ทว่าก็แทบจะยืนมิไหว

            พวกเขาเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตเทวะสวรรค์ ย่อมถือว่าอยู่ในจุดสูงสุดแห่งนครหนึ่ง ครอบครองสิทธิ์ในการตัดสินชีวิตและความเป็นความตายของผู้ฝึกบำเพ็ญนับพันหมื่น

            แต่กระนั้น พวกเขากลับหวาดกลัวบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า จนแทบจะลืมสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ก็ย่อมจะเป็นที่โจษจันในหมู่ผู้คนอย่างแน่นอน

            ทว่าความจริงก็คือความจริง แม้กระทั่งศาสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ก็มิอาจจะทำอันตรายต่อกู้ฉางเกอได้ เขาย่อมมีวิธีปลิดชีพพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

            “โอ้ ยังจดจำข้าผู้แซ่กู้ผู้นี้ได้อีกหรือ เช่นนี้ก็นับว่าเรื่องราวง่ายดายขึ้นมากนัก”

            “ทว่าคำถามเมื่อครู่นั้นช่างไร้เดียงสานัก เปลี่ยนเป็นคำถามใหม่เสียเถิด”

            “แน่นอนว่าข้าขอแนะนำว่าควรหุบปากเอาไว้เสียเถิด เงียบเข้าไว้เสียจะดีกว่า”

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอย่างมิใส่ใจ ใบหน้าเรียบเฉยดั่งสายลม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปโดยที่มิรอคำตอบ “เช่นนั้นก็พาข้าไปยังจุดหมายด้วย มิเช่นนั้น พวกเจ้าทั้งคู่ก็จะต้องสิ้นชีพ”

            น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่ากลับเย็นยะเยียบไปถึงกระดูก ชายทั้งสองถึงกับหนาวสะท้านจับขั้ววิญญาณ มิกล้าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ราวกับแม้แต่จิตวิญญาณนั้นก็ยังสั่นไหวรุนแรงเสียใกล้จะแตกสลาย

            ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!

            บุรุษหนุ่มผู้นี้หาได้ธรรมดาอย่างในคำเล่าลือไม่ จนเมื่อได้เผชิญหน้าด้วยตนเองเท่านั้น ถึงจะสัมผัสได้ถึงความน่าหวาดหวั่นที่แทบจะทำให้กลั้นลมหายใจมิอยู่

            พวกเขามิกล้าแม้แต่จะเอ่ยคำ ใบหน้านั้นเผือดขาว ร่างกายสั่นเทา พลางก้าวนำทางเข้าไปข้างหน้า

            การเดินเคียงข้างกู้ฉางเกอ ก็คล้ายกับการเดินเคียงข้างกับความตาย ทุกย่างก้าวทำให้ศีรษะร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

            “พาข้าไปพบกับผู้นำตระกูลของพวกเจ้า หรือหากจะเป็นบรรพชนก็ย่อมได้ แจ้งไปยังตระกูลของพวกเจ้าเถิด แล้วบอกพวกเขาว่า… เจ้านายคนใหม่ของพวกเจ้าได้มาถึงแล้ว”

            “หากมิอยากจะสิ้นชีพ ภายในหนึ่งก้านธูป จงมาพบข้าที่นี่ให้ครบถ้วน”

            “หากเวลาชั่วหนึ่งก้านธูปผ่านไป หากผู้ใดยังมามิถึง คนผู้นั้นก็มิมีเหตุผลอันใดที่สมควรจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”

            ระหว่างทางที่มุ่งสู่ส่วนลึกของดินแดนตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ กู้ฉางเกอก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย สบายอารมณ์ ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มบางประดับเอาไว้ตลอดเวลา ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องที่ไร้ซึ่งความสลักสำคัญ

            “ว่าอันใดนะ!”

            คำกล่าวนั้นทำให้สองผู้ติดตามหยุดนิ่งดั่งต้องมนตร์ ดวงตาเบิกโพลง ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นจากกระดูกสันหลังขึ้นมาอย่างฉับพลัน

            กู้ฉางเกอผู้นี้ มีความมั่นใจใดกันแน่ถึงกล้าเอ่ยคำเช่นนี้ เขาบ้าไปแล้วหรือ หรือว่าจริงๆ แล้ว… เขามีวิธีการเช่นนั้นอยู่ในมือ

            เจ้านายหรือ นั่นหมายความว่าอย่างไร

            ถึงอย่างไร ชีวิตของพวกเขาก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยคำถามใดออกไป แม้ในใจยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสับสนราวกับมีเสียงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัว

            ชายผู้มีจิตใจเย็นชา โหดเหี้ยม ทว่าเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา หากปราศจากความมั่นใจอย่างแน่วแน่แล้ว เขาจะกล้าบุกเข้ามาสู่เขตแดนของตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์เพียงลำพังเช่นนี้หรือ

            กู้ฉางเกอดูเหมือนคนโง่เขลาหรืออย่างไร ในเมื่อเขากล้าที่จะก้าวเข้ามา เช่นนั้นก็ย่อมจะต้องมีแผนการอันรัดกุม

            เพียงคิดถึงจุดนี้ ก็ทำให้ผู้ติดตามทั้งสองมีสีหน้าซีดเผือด ความมั่นใจที่ได้รับมาจากการฝึกฝนคัมภีร์เซียนเมื่อเร็วๆ นี้ พลันถูกกลบมิดด้วยความกลัวที่แล่นผ่านจิตใจ

            มินานนัก ก็มาถึงภายในเขตแดนของตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์

            เมื่อผู้คนมองเห็นคนในตระกูลทั้งสองของตนที่นำพาชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้าสู่เขตแดนตระกูลจากภายนอก ทุกสายตาก็ต่างจับจ้องอย่างนิ่งงัน

            ทั้งเขตแดนตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนกับห้วงสมุทรลึกที่ถูกอุกกาบาตขนาดยักษ์กระแทกเข้าอย่างแรง เสียงสะเทือนเลือนลั่นดังก้องไปทั่ว

            โดยเฉพาะเมื่อคำกล่าวของกู้ฉางเกอนั้นถูกถ่ายทอดซ้ำอีกครั้งโดยสองผู้ติดตามที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดหวั่น

            ตูม!

            บรรดาภูเขาและเกาะเทพทั้งหลายทั่วทั้งเขตแดนตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ราวกับถูกจุดไฟลุกโชนขึ้นในทันที

            กระทั่งค่ายกลพิทักษ์ตระกูลก็ถูกปลุกใช้งาน ฟ้าดินปกคลุมไปด้วยแสงสว่างวูบวาบ ลวดลายอักขระเปล่งประกายเจิดจ้า สว่างเรืองรองดั่งเปลวสุริยันในราตรีกาล

            "อันใดนะ มีผู้บังอาจบุกเข้ามายังเขตแดนของข้าโดยที่มิเกรงกลัวหรือ"

            "เป็นผู้ใดที่ช่างกล้าหาญถึงเพียงนี้กัน"

            "มิเพียงแค่กล้าหาญ ทว่ากลับถึงขั้นมิรู้จักความตาย! ทั้งยังกล้าประกาศตนว่าเป็นเจ้านายของตระกูลของข้าด้วยอย่างนั้นหรือ! บุรุษผู้นี้มาจากที่ใดกันแน่ ถึงได้อวดดีถึงเพียงนี้"

            เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งแนวขุนเขา บรรดาคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังบำเพ็ญเพียรต่างก็ปรากฏกายขึ้นในทันที ดวงตาของพวกเขาเปี่ยมล้นไปด้วยโทสะ ลุกโชติช่วงด้วยความเดือดดาล

            พวกเขายังมิรู้ว่าผู้บุกรุกนั้นเป็นผู้ใด ทว่าเพียงได้ยินข่าวในคราแรก ก็ต่างเร่งรุดมาในทันทีราวกับพายุพัดผ่าน

            มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า กู้ฉางเกอนั้นชำนาญในศิลปะแห่งการปลุกเร้าความเคียดแค้นอย่างถึงขีดสุด ด้วยการเอ่ยเพียงมิกี่วาจา ก็ได้จุดเพลิงโกรธแค้นในดวงใจของคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ให้ลุกโชติช่วง

            คนในตระกูลทั้งหมดใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาเปล่งประกายด้วยความอำมหิต ราวกับจะกลืนกินโลกา ท่าทีอหังกาของกู้ฉางเกอเกินกว่าจะหาคำใดมาเปรียบเปรยได้

            ในดินแดนเซียนโบราณนั้น ตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นหนึ่งในตระกูลอันยิ่งใหญ่ที่ทรงอำนาจ ด้วยเพราะมีรากฐานที่ล้ำลึกและพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ แม้แต่ผู้แทนแห่งตระกูลมังกรโบราณก็ยังต้องแจ้งล่วงหน้าหากต้องการเข้ามาเยือน

            ทว่าการที่มีผู้ใดกล้าบุกรุกฝ่าเข้ามาเช่นนี้ จะนับว่ามีจุดมุ่งหมายใดกันเล่า

            นี่มิใช่เป็นเพียงการท้าทาย ทว่ากลับเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างเปิดเผย

            ไม่! นี่มิใช่การท้าทายธรรมดา ทว่าราวกับเป็นการที่มีผู้กล้ายื่นเท้าเข้ามาหยามเกียรติกันถึงใบหน้าของพวกเขาโดยตรง

            ในเวลานี้ พวกเขามิมีสิ่งใดที่จะต้องใคร่ครวญอีกต่อไปว่าผู้บุกรุกนั้นเป็นผู้ใด

            ครืน!

            ในชั่วพริบตา แสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าพลันถาโถมขึ้นสู่ฟากฟ้า แรงกดดันแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกมาดุจมหานทีแห่งดวงดารา ก่อนจะสะท้อนคลื่นพลังราวกับจะกลืนกินสรรพสิ่ง

            เงาร่างของคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ในขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้น เขายืนอยู่บนถนนสายทองคำที่ทอดยาว ดั่งสะพานแห่งกฎเกณฑ์ของจักรวาล แสงระยิบระยับแห่งสัจธรรมถักทออยู่เบื้องหลัง ดุจดั่งเทพบนสรวงสวรรค์เหยียบย่างลงมาด้วยอำนาจอันเกรียงไกร แผ่กลิ่นอายสั่นสะท้านไปทั่วทั้งผืนแผ่นดิน

            “ผู้ใดกันที่บังอาจเหิมเกริมถึงเพียงนี้! ถึงกับกล้าบุกรุกเข้ามายังเขตแดนของตระกูลเรา!”

            เสียงคำรามดังกึกก้องออกจากปากผู้อาวุโสของตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ ดวงตาคมกริบจ้องมองตรงไปยังกู้ฉางเกอ ทว่าเพียงครู่เดียว ดวงตานั้นก็กลับหดแคบลงอย่างสั่นสะท้าน

            “กู้ฉางเกอ! เป็นไปได้อย่างไรที่เป็นเขา”

            เหล่าผู้คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบข้างต่างพากันจ้องมองมายังเขา ก่อนจะอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมิอยากจะเชื่อและความตกตะลึง

            “เหิมเกริมอย่างนั้นหรือ”

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นเจือเอาไว้ด้วยความเหยียดหยาม ราวกับคำกล่าวหานี้เป็นเพียงเรื่องน่าขัน เขายกมือขึ้นเบาๆ พลันนั้น พื้นที่อันว่างเปล่าท่ามกลางอากาศพลันบิดเบี้ยวพังทลาย แรงกดดันอันมหาศาลพลันบดบังท้องฟ้า ก่อนจะปรากฏรอยฝ่ามือยักษ์อันน่าสะพรึงกลัว พุ่งลงมาสังหารคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่บังอาจรนหาที่ตาย

            ทันทีที่ฝ่ามือนั้นปะทะเข้ากับเป้าหมาย ร่างกายของพวกเขาก็แหลกสลายกลายเป็นหมอกโลหิตที่ ปราศจากทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ทุกสิ่งแตกดับท่ามกลางท้องนภาอย่างไร้ร่องรอย

            “ข้ามาเพื่อทวงคืนของที่เป็นของข้าคืน เช่นนี้จะเรียกว่าเหิมเกริมได้อย่างไร”

            น้ำเสียงของเขาช่างเรียบง่าย ทว่ามั่นคง ราวกับประกาศิตของเทพเจ้า แม้แต่ทั้งตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ก็มิอยู่ในสายตาของเขาแม้แต่น้อย

            “กู้ฉางเกอ เจ้าช่าง…” ผู้อาวุโสแห่งขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์พลันเผยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไป หัวใจล้วนหนักอึ้งไปด้วยความหวาดหวั่นที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ

            ตูม!

            ลำแสงสีทองและสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า เสียงกึกก้องกระจายไปทั่วทุกทิศทาง

            มินานนัก เหล่าผู้คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ยินข่าวต่างก็เร่งรุดมายังที่เกิดเหตุ บนยอดเขาหลายแห่งปรากฏร่างนักรบของตระกูล โดยเฉพาะคนรุ่นเยาว์ที่เป็นความหวังของตระกูล ซึ่งรวมไปถึงผู้สืบทอดของตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์

            ครั้งหนึ่ง เขาเคยร่วมมือกับเฮยเหยียนอวี้เพื่อหวังใช้โอกาสที่กู้ฉางเกอบาดเจ็บ บุกเข้าไปเพื่อปลิดชีพเขา

            ทว่าสิ่งที่เขาได้พบเห็นกลับมิเป็นเช่นนั้น แม้ในยามที่กู้ฉางเกอ บาดเจ็บหนัก เขาก็ยังคงแข็งแกร่งเกินกว่าจะต้านทานได้ แม้แต่อัจฉริยะผู้ที่มีพรสวรรค์จากตระกูลมนุษย์ปักษาผู้ถือครองศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ก็ยังถูกเขาสังหารอย่างไร้ปรานี

            ภาพนั้นฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเขา ทำให้เขาตระหนักได้ว่า กู้ฉางเกอนั้นเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าหลงเถิงนับพันเท่า ชนิดที่เขามิกล้าจะลองดีหรือยั่วยุอีกต่อไป

            “กู้ฉางเกอ เขามิได้จากดินแดนเซียนโบราณไปแล้วหรือ เหตุใดถึงได้กลับมาที่นี่กัน แล้วยังบุกเข้ามาในดินแดนของพวกเราอีก”

            ผู้สืบทอดแห่งตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีนามว่าเอ้อเจิ้งหยางเอ่ยขึ้น ร่างของเขานั้นสูงใหญ่กำยำ ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำดั่งเหล็กกล้าชั้นดี รูปลักษณ์ดูเงียบขรึมมั่นคง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นผู้ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความกล้าหาญและสติปัญญาอันล้ำลึก

            สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของกู้ฉางเกอ พลางครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ย ความหนาวเย็นแผ่ซ่านขึ้นในจิตใจของเขาอย่างมิอาจจะห้ามได้

            “กู้ฉางเกอมิใช่คนเขลาอย่างแน่แท้ หากกล้าบุกเข้ามาอย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้ หากจะบอกว่าเขามิมีสิ่งใดรองรับความมั่นใจ เช่นนั้นข้าก็คงมิอาจจะทำใจเชื่อได้”

            ภายในใจของเอ้อเจิ้งหยางเต็มไปด้วยความกริ่งเกรงและมิสงบ ในความคิดของเขา เบื้องหลังของกู้ฉางเกอนั้น อาจจะมีเงาร่างของบรรพชนผู้ทรงพลังที่ยิ่งใหญ่ผู้นั้นซ่อนเร้นอยู่ มิเช่นนั้นแล้ว กู้ฉางเกอก็คงมิกล้าจะกระทำเช่นนี้

            ด้วยเหตุนี้เอง แม้ว่าตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์จะมีบรรพชนขั้นว่าที่มหายุทธ์สูงสุดคอยประทับอยู่ สถานะและพลังอำนาจของพวกเขาจึงมิใช่สิ่งที่ตระกูลมนุษย์ปักษาจะเทียบเคียงได้

            “กู้ฉางเกอ เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่”

            ในขณะนั้น ผู้อาวุโสแห่งตระกูล ผู้บรรลุถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเคร่งขรึม พร้อมกับแสดงอาการยับยั้งมิให้เหล่าผู้สืบสายโลหิตรุ่นเยาว์กระโจนเข้าโจมตี

            “ก่อนจะรู้ถึงเป้าประสงค์ของกู้ฉางเกอ ข้ามิอาจจะลงมือโดยประมาทได้” ภาพความพินาศของตระกูลมนุษย์ปักษาเมื่อคราวก่อนนั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ

            กู้ฉางเกอที่ยืนสงบนิ่ง ขณะนำมือทั้งสองไขว้หลัง เผยท่าทีที่กำลังจ้องมองไปยังเขตแดนเบื้องหน้า ดั่งทั้งอาณาบริเวณนั้นคือส่วนหนึ่งในอำนาจการปกครองของเขา

            เขายิ้มบาง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าก็แฝงเอาไว้ด้วยความลึกซึ้ง “เจ้าถามถึงเป้าหมายของข้าหรือ ข้ามิได้กล่าวไปแล้วหรืออย่างไร”

            ถ้อยคำนั้นแผ่วเบา “ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งของที่เป็นของข้าคืน”

            เขาเคยกล่าวถ้อยคำนั้น เมื่อครั้งที่เข้าสยบตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลมาก่อน ครานี้กลับยิ่งดูชำนาญและแนบเนียนดุจลงมือมาหลายครา

            ถึงกระนั้น กู้ฉางเกอก็ได้คิดวางหมากให้ตนเองเอาไว้แล้วล่วงหน้า ด้วยการสร้างฐานะใหม่ขึ้นมาเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงอย่างแยบยล

            และภายใต้เรื่องราวที่ผู้คนรับรู้กัน เขาก็ได้เลือกเสริมชั้นฐานะอันลึกล้ำเข้าไปอีก โดยอ้างตนว่าเป็นศิษย์ของมหาเทพวัฏสงสาร ซึ่งนับว่าดูเหมาะสมและไร้ข้อกังขายิ่ง

            สิ้นคำพูดของกู้ฉางเกอ เพียงสะบัดชายแขนอาภรณ์ อากาศโดยรอบก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

            ครืน!!

            ลวดลายอักขระสีดำขาวทั้งสองสีทอประกายขึ้นในห้วงอากาศประหนึ่งรูปทรงแห่งหกประตู ซ่อนเร้นพลังอันเร้นลับของการกลืนกินสิ้นซึ่งสรรพชีวิตเอาไว้

            พลังสีดำขาวที่ถักทอสลับไปมา ดุจดั่งการโอบล้อมแห่งการกำเนิดและการดับสูญ ความมีชีวิตและความเป็นความตาย หลอมรวมกลายเป็นวงล้อแห่งวัฏสงสาร

            เพียงปรากฏขึ้น กลิ่นอายแห่งกาลเวลาก็แผ่ซ่านราวกับม่านหมอกปกคลุมรอบทิศ บรรยากาศรอบด้านพลันหยุดนิ่ง

            เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์โดยรอบต่างก็ตกตะลึงอย่างหนัก สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปด้วยความตื่นตระหนก

            “พลังแห่งวัฏสงสาร...”

            ผู้อาวุโสแห่งขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนอยู่ก่อนหน้านั้นถึงกับหลุดปากอุทาน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน ดวงตาจับจ้องไปยังกู้ฉางเกอด้วยความหวาดหวั่น

            พลังแห่งวัฏสงสารที่ปรากฏอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมบ่งบอกถึงอีกฐานะหนึ่งของกู้ฉางเกอได้โดยที่มิต้องกล่าวคำใดเพิ่มเติม

            ตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์มิได้รับรู้ความลับของเย่หลิง หรือมีความคิดที่ละเอียดรอบคอบดุจเฮยเหยียนอวี้ ดังนั้น การที่กู้ฉางเกอเปิดเผยพลังนี้ ก็ทำให้ผู้คนรอบด้านต่างนิ่งงัน ราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยมนต์สะกด

            “เป็นไปได้อย่างไร กู้ฉางเกอถึงกับเป็นศิษย์แห่งมหาเทพวัฏสงสาร!”

            “เช่นนี้… พวกเราก็คงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบรรพชนแล้ว...”

            ความเงียบงันพลันปกคลุมบรรยากาศไปชั่วครู่ ก่อนที่ทุกคนจะตกตะลึงงันจนไร้คำใดจะเอ่ยกล่าว

            กระนั้น เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว กู้ฉางเกอที่มีพรสวรรค์สูงส่ง มีภูมิหลังอันน่าเกรงขาม พร้อมทั้งพลังและกลอุบายที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ การเป็นศิษย์แห่งมหาเทพวัฏสงสารก็หาใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดไม่ ยิ่งไปกว่านั้น หากความจริงเป็นเช่นนี้ ก็ดูจะสมเหตุสมผลยิ่งนัก

            “กู้ฉางเกอถึงกับมีฐานะเช่นนี้ได้… พวกเราจักต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบรรพชน ยอมสยบต่อเขาอย่างนั้นหรือ”

            ภายในใจของเอ้อเจิ้งหยางบังเกิดพายุโหมกระหน่ำ เขามิเคยคาดคิดว่าภาพเหตุการณ์เบื้องหน้านี้จะเกิดขึ้น

            หากกู้ฉางเกอมิเปิดเผยถึงสิ่งเหล่านี้ออกมา ผู้ใดจะไปล่วงรู้ถึงความลับอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้ซ่อนเร้นเอาไว้เล่า

            “ตระกูลของพวกเรานั้น ในอดีตกาลล้วนถูกมหาเทพวัฏสงสารประทับตราทาสเอาไว้ ซึ่งหมายความว่า อิสรภาพของพวกเรานั้นหาได้อยู่ในเงื้อมมือของพวกเราเองไม่…”

            เสียงของเอ้อเจิ้งหยางเต็มไปด้วยความขมขื่น ขณะที่สายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความขัดแย้งจะทอดมองไปยังกู้ฉางเกอ แววตานั้นปะปนไปด้วยความมิยินยอม ฉายสีซีดหม่นแห่งความสิ้นหวัง และอารมณ์หลากหลายเกินกว่าจะเอ่ย

            “หากพวกเราต้องทำตามคำสั่งของบรรพชน นี่หมายความว่าพวกเราจะต้องสยบต่อเขาอย่างนั้นหรือ ข้ามิอาจจะยอมรับได้!”

            เสียงกู่ร้องสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของผู้คนในตระกูลมากมายที่อยู่โดยรอบ

            โดยเฉพาะในยามนี้ เมื่อพวกเขาได้ครอบครองคัมภีร์เซียนอันล้ำค่า ที่ซึ่งซ่อนความลึกลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้ ความล้ำลึกในคัมภีร์นั้นได้นำพาพวกเขาให้รอดพ้นจากพันธนาการแห่งขอบเขตพลังเดิม เปี่ยมล้นด้วยโอกาสสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่าเดิม

            ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาย่อมมิอาจยอมรับผู้เป็นนายที่ปรากฏขึ้นโดยมิคาดฝันเช่นนี้ได้

            “เจ้าเป็นศิษย์แห่งมหาเทพวัฏสงสารแล้วอย่างไร พวกเราจะยอมสยบต่อเจ้าได้เยี่ยงไรกัน! กู้ฉางเกอ เจ้าจงเลิกเพ้อฝันไปเสียเถิด!”

            ในทันใดนั้น คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งซึ่งท่วมท้นไปด้วยโทสะดุจเพลิงที่แผดเผา ผู้มีดวงตาสีแดงฉาน ก็กู่ร้องขึ้นเสียงดังกึกก้องดั่งเสียงคำรามของสัตว์ร้าย เขาปฏิเสธชะตากรรมที่มิอาจจะยอมรับได้

            โลหิตแห่งพลังมหาศาลพลุ่งพล่านไปทั่วร่างกายของเขา ราวกับดวงตะวันอันเจิดจ้าท่ามกลางท้องนภา อักขระแสงส่องสว่างไหลเวียนดั่งมหาสมุทร ก่อตัวขึ้นเป็นพลังคลื่นทะลักอันเกรียงไกรพุ่งทะยานตรงไปยังกู้ฉางเกอ ความตั้งใจที่จะปลิดชีพเขานั้นชัดเจนยิ่งนัก

            “อย่าลงมือ!”

            ผู้อาวุโสที่มีพลังในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลที่เบิกตากว้าง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เขาหวังจะห้ามปรามการกระทำนี้ ทว่าก็สายเกินกว่าจะยั้งมือได้

            “ช่างโง่เขลานัก การมีชีวิตอยู่โดยสันติสุขนั้นมิดีตรงไหนกัน ชีวิตมีเพียงหนึ่งเดียว ทว่ากลับมิรู้จักหวงแหน”

            เสียงของกู้ฉางเกอดังกังวานก้อง ถ้อยคำที่แฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกเสียดายยิ่ง ขณะที่เขาส่ายหน้าอย่างไร้ความปรานี

            ครืน!

            เสียงกระเพื่อมอันแผ่วเบาในความว่างเปล่าดังขึ้นราวกับสายใยไร้รูปที่ถูกกระชากอย่างรุนแรงในเพียงครั้งเดียว ทว่าก็กลับสั่นสะเทือนไปทั่ว

            ร่างสูงสง่าของชายผู้นั้นยังคงยืนนิ่ง มิแม้แต่จะกะพริบตา อาภรณ์คลุมที่สะบัดพลิ้วไหวไปชั่วครู่กลับดูราวกับไร้ซึ่งร่องรอยของฝุ่นธุลีใดๆ

            ตูม! 

            ท่ามกลางอากาศอันว่างเปล่า พลันเกิดเสียงระเบิดดังสะท้าน โลหิตและเนื้อกลายเป็นละอองสีแดงฉานที่ซัดสาดราวกับหมอกซึ่งหมุนเวียน ดุจขุนเขาหมื่นสายถล่มลงมาพร้อมกันจนวิญญาณแตกดับ มิเหลือแม้แต่เศษซากแห่งการดำรงอยู่

            “ตราทาส...”

            ภาพอันน่าสะพรึงกลัวเบื้องหน้าทำให้ผู้อาวุโสระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์รวมถึงคนในตระกูลรอบข้าง ต่างล้วนมีสีหน้าซีดขาวดุจภูติผี ความสิ้นหวังปกคลุมไปทั่ว พวกเขาต่างรับรู้ในวินาทีนั้นได้ว่า เพียงหนึ่งความคิดของกู้ฉางเกอ ก็เพียงพอที่จะกระชากสายใยแห่งชีวิตของพวกเขาจนขาดสะบั้น

            หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชีวิตของคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ

            “เมื่อตราทาสอยู่ในมือของผู้ใด ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่แตกต่าง... ทว่าในมือของกู้ฉางเกอนั้น เขากลับสามารถตัดสินความเป็นความตายของพวกเขาได้เพียงแค่ความคิดเดียว เขานั้นน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใดกัน”

            อารมณ์อันสิ้นหวังของเหล่าผู้คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์สะท้อนก้องในคำพูดอันสั่นเทาของเอ้อเจิ้งหยาง ผู้ซึ่งรู้ซึ้งถึงความสามารถอันไร้เทียมทานของกู้ฉางเกอในเวลานี้

            พวกเขาย่อมมิอาจจะล่วงรู้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความล้ำลึกของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ ซึ่งกู้ฉางเกอใช้ในการปกครองและควบคุมพวกเขา แน่นอนว่าเขามิมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายสิ่งใด

            ในยามที่ร่างของคนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งปฐพีหยุดนิ่ง ราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยความหวาดหวั่น กู้ฉางเกอก็เพียงแต่ยิ้มบาง ซึ่งแฝงเอาไว้ด้วยความสงบเยียบเย็น

            “ตอนนี้... ยังจะมีผู้ใดคัดค้านอีกหรือไม่”

            คำถามที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบาทว่ากลับสะท้านลึกเข้าไปในจิตใจราวกับสายฟ้าฟาด มิมีเสียงตอบกลับ ทว่ามีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุม แม้แต่ผู้อาวุโสระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมิกล้าสบตา

            เหล่าผู้แข็งแกร่งและปรมาจารย์ที่เร่งรุดมาจากที่ไกล ต่างก็หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ พวกเขามิคาดคิดว่าตนจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้

            พวกเขาทำได้แค่เพียงภาวนาให้พลังของบรรพชนที่ยังหลงเหลืออยู่มีมากพอที่จะยับยั้งตราทาสอันลึกลับนี้ได้

            “ในเมื่อมิมีผู้ใดคัดค้าน เช่นนั้นก็ดี ภายในครึ่งชั่วยาม จงมาพบข้าที่วิหารบรรพชนของพวกเจ้า”

            กู้ฉางเกอกวาดสายตามองไปรอบด้านก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคำพูดของเขากลับเป็นดั่งประกาศิต

            “หากผู้ใดมิมา ข้าก็มิเห็นความจำเป็นที่คนผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นคนใจกว้าง ทว่าก็มิอยากจะเห็นผู้ใดท้าทายข้าในยามนี้...”

            เขากล่าวขึ้นพลางยิ้มบาง ทว่าในรอยยิ้มกลับทำให้เหล่าผู้คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์รู้สึกหนาวเย็นถึงกระดูก

            ความโหดเหี้ยมและเด็ดขาดของกู้ฉางเกอ แท้จริงแล้วมิใช่คำกล่าวลอยๆ

            ในชั่วพริบตา ความหวาดกลัวก็แทรกซึมลึกไปทั่วทั้งจิตใจของเหล่าผู้คนในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ จนร่างกายของพวกเขาแทบจะสั่นเทิ้มไปทุกส่วน



    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน