ตอนที่ 5 ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว (1)
อย่างไรเสียเสี่ยวสือโถวก็อายุเพียงแปดขวบ เห็นพี่สาวกอดตนพลางร้องไห้อย่างน่าเห็นใจก็ให้นึกไปถึง่นี้ที่กินไม่อิ่มท้องทั้งยังมักถูกด่าทอตลอดเวลา ทันใดนั้นก็เริ่มรู้สึกเศร้าแล้วร้องไห้ตาม
หลี่ซินเห็นเสี่ยวสือโถวร้องไห้แบบนี้ก็ดึงสติกลับมาได้ในที่สุด แต่นางไม่ได้ปล่อยมือจากเสี่ยวสือโถว แค่เบาเสียงลงกว่าเมื่อครู่มาก
“ร้องเถอะ ร้องเลย ร้องออกมาก็ดีเอง...”
หลี่เฉินเห็นว่านอกจากจะห้ามไม่ได้แล้วแม้แต่น้องชายก็ยังร้องไห้ตามไปด้วยจึงไม่ห้ามต่อ ยื่นมือออกไปดึงน้องชายน้องสาวที่กอดกันอยู่มาไว้ในอ้อมกอดพลางปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มาดพี่ชายเต็มเหนี่ยว
“ร้องไห้ไว้อาลัยรึ ร้องอยู่ได้! ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย! อัปมงคลนัก! ทำให้คนอื่นเขาเบาใจหน่อยไม่ได้เลยหรือไร”
หลี่จางซื่อที่กำลังนับไก่อยู่ในลานจู่ๆ ถูกเสียงร้องไห้ขัดจังหวะเข้าก็โมโหทันที ะโด่าไปทางเรือนรองด้วยความโมโหรอบหนึ่งแล้วหลุบหน้าลงนับต่อ
ไก่ในบ้านทั้งหมดนั้นล้วนถูกนับจำนวน ตอนต้อนเข้าคอกตอนเย็นและปล่อยออกจากคอกในยามเช้าแต่ละวันนางจะมานับด้วยตัวเองหนึ่งรอบจนกระทั่งจำนวนถูกต้องถึงหยุด
หลี่ซินร้องไห้อย่างเต็มที่ในอ้อมกอดของเสี่ยวสือโถวและหลี่เฉิน เริ่มเกิดความโลภไม่อยากออกจากอ้อมกอดทั้งสองอันอบอุ่น นางจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองไม่ได้ร้องไห้มานานกี่ปีแล้ว เพราะนางรู้ว่าการร้องไห้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ตนในชาติก่อนเป็เพียงแค่เด็กกำพร้าไร้ครอบครัว ต่อให้ชีวิตน่าน้อยใจเพียงใดลำบากแค่ไหนก็ทำได้แค่พึ่งตัวเอง
การร้องไห้ก็เป็เพียงแค่การแสดงออกของความอ่อนแอและไร้ที่พึ่ง นับั้แ่อายุสิบขวบนางก็ไม่ร้องไห้อีกเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ร้องไห้ในอ้อมกอดของเด็กน้อยสองคน
ทว่าตอนนี้นางแค่อยากเป็หลี่ซิน แค่เด็กสาวชาวบ้านหลี่ซินคนหนึ่งที่ถูกพี่ชายและครอบครัวปกป้อง นางร้องไห้แค่ไหนก็ไม่เกินงาม ได้ร้องไห้แล้วก็จะดีขึ้น พอร้องไห้แล้วทุกอย่างก็จะเริ่มต้นใหม่ เพื่อครอบครัวที่รักตน เพื่อการฟื้นคืนชีพสองครั้งของตน และเพื่อตัวนางเอง
ในเมื่อนางจะเป็หลี่ซินก็ต้องเป็หลี่ซินฉบับที่ดีที่สุด ในเมื่อนางคือหลี่ซินเช่นนั้นนางก็จะปกป้องครอบครัวที่รักนางที่สุดเอง!
ตอนที่เยี่ยซื่อเข้ามาเห็นแผ่นหลังสามพี่น้องกอดกันร้องไห้ก็ขอบตาแดงแล้วน้ำตาไหลตาม นางยืนอยู่หน้าประตูอยู่นานจนกระทั่งอารมณ์สงบดีแล้วถึงแหวกม่านเข้าไปในห้องราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไร้สามีแล้วนางถือเป็ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในครอบครัวนี้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากเพียงใดนางต้องประคองเอาไว้ให้ได้
“เฉินเอ๋อร์ ซินเอ๋อร์ สือโถว พวกเ้าคงหิวกันแล้วสินะ มาเร็ว แม่เอาของกินมาให้พวกเ้าแล้ว”
เยี่ยซื่อเข้าไปโดยแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาจากอก ข้างในมีขนมแป้งอบไม่กี่แผ่นกับไข่ต้มสามฟอง นางวางแต่ละชิ้นลงบนโต๊ะหลังจากนั้นก็เรียกสามพี่น้องเข้าไปหา
เสี่ยวสือโถวได้กลิ่นหอมของไข่ก็ผละออกจากอ้อมกอดพี่ชายมองไปยังของบนโต๊ะด้วยความดีใจแล้วรีบวิ่งเข้าไป
ส่วนหลี่เฉินกับหลี่ซินกลับสบตากันทีหนึ่ง ในแววตาของทั้งสองต่างเจือความแปลกใจ จากที่นางเข้าใจในตัวหลี่จางซื่อนั้นวันนี้เรือนรองก่อเื่ให้นางโมโห แน่นอนว่าแม้แต่น้ำสักอึกก็อย่าหวังว่าจะได้ดื่ม แล้วท่านแม่ไปเอาของกินมาจากไหน
“ท่านแม่ ท่านไปเอามาจากไหนกัน” ไม่ใช่เพียงแค่พวกเขาที่แปลกใจ แม้แต่เสี่ยวสือโถวก็อดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้
“แม่ขอยืมมาจากบ้านอาฮวา ครั้งนี้ซินเอ๋อร์รอดจากความตายฟื้นจากอาการป่วยหนัก จำต้องบำรุงร่างกายให้ดี รีบตั้งโต๊ะแล้วไปล้างมือมากินข้าวเร็ว”
เยี่ยซื่อกดเสียงเบาลงราวกระซิบ ขณะเดียวกันก็ทำท่าเหมือนกับหลี่เฉิน ทั้งสองแทบจะมองไปยังประตูกับหน้าต่างตามสัญชาตญาณราวกับกลัวว่าจะมีคนบุกเข้ามากะทันหัน
หลี่ซินรู้ว่านี่คือความเคยชินที่สะสมมาหลายปี และเป็การแสดงออกด้วยกลัวว่าจะถูกคนเห็นว่าแอบกิน
เดิมทีหลี่ซินหมายจะลงจากเตียงเตาแต่กลับถูกหลี่เฉินห้ามไว้ สองพี่น้องคนหนึ่งเก็บหัวเตียงอีกคนยกโต๊ะกับของกินมาวางไว้ตรงหน้าหลี่ซิน
พี่ชายน้องชายสองคนพับขานั่งลงแล้วหยิบขนมแป้งอบคนละชิ้น ส่วนไข่ไก่นั้นพวกเขาต่างใจตรงกันวางตรงหน้าหลี่ซินแล้วโพล่งออกไปพร้อมกัน
“น้องรองกิน!”
“พี่หญิงกิน!”
หลี่ซินตะลึงงัน หลังจากนั้นก็เห็นคนทั้งสองแบ่งครึ่งขนมแป้งอบไส้ผักป่ายื่นไปตรงหน้าเยี่ยซื่อแล้วมองนางด้วยสายตาแน่วแน่พลางพูดเป็เสียงเดียวกันว่า “ท่านแม่ ท่านก็กินด้วย”
เยี่ยซื่ออึ้งก่อน หลังจากนั้นก็เข้าใจทันที พลันรู้สึกอบอุ่นหัวใจ นางยิ้มพลางผลักกลับไป “พวกเ้ากินเถอะ แม่กินแล้ว ไม่หิว”
“ท่านแม่กิน!”
พี่ชายน้องชายสองคนต่างพูดพร้อมกันอีกครั้ง
เยี่ยซื่อเห็นแววดึงดันในดวงตาสุกใสของลูกทั้งสองก็รู้ว่าปฏิเสธไม่ได้ นางเองก็หิวมาทั้งวันแล้วจริงๆ จึงรับเอาไป
ทว่าในตอนนั้นเอง เยี่ยซื่อเห็นตุ่มบวมแดงบนหน้าลูกชายคนโตพลันใตัวสั่น ขนมแป้งอบในมือเกือบหลุดมือลงโต๊ะ น้ำตาก็ไหลตาม “เฉินเอ๋อร์ เ้า...หน้าเ้า...เกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็แบบนี้ เจ็บหรือไม่”
เสียงเยี่ยซื่อตะกุกตะกักเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความปวดใจและรู้สึกผิด นางมีหรือจะมองไม่ออกว่านี่เป็แผลจากการถูกแมลงบนเขาต่อยเอา
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็ไร จริงๆ นะขอรับ ไม่เจ็บแล้ว พรุ่งนี้เช้าก็หายดีแล้ว ท่านอย่าร้องเลย รีบกินเถอะ หากช้าแล้วถูกพวกอาเล็กเห็นเข้าจะไม่เหลืออะไรให้กินเลย ทั้งยังถูกด่าด้วย”
หลี่เฉินปลอบเยี่ยซื่ออย่างรู้ความ ท่าทางไม่สนใจเลยสักนิด เอ่ยเร่งให้แม่รีบกิน
“อื้ม ได้จ้ะ” เยี่ยซื่อพยักหน้าพลางฝืนกลั้นน้ำตาไว้ นางรู้ถ้าหากตนไม่กินลูกทั้งสามก็จะไม่กิน จึงไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่หลุบหน้าลงกัดขนมแป้งอบในมือ