ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 1 ตอนที่ 14 สร้างกลุ่ม 1/2

         หลังจากได้ยินคำถามของกวนซ่างซี อูหลินเฟิงก็ยิ้มรับก่อนตอบว่า

    “เพราะว่าหากท่านเข้ากลุ่มของข้า อย่างแรกกลุ่มของข้า จะมีข้าที่เป็นนักฝึกสัตว์ ตอนนี้ข้ามีหมาป่าขนเพลิงที่มีจมูกที่ดี และ ยังมีอินทรีขนเทาที่สามารถค้นหาร่องรอยสัตว์อสูรที่ต้องการได้จากบนฟ้า ทำให้กลุ่มของเราจะประหยัดเวลาในการค้นหาได้อย่างมาก

    อย่างที่สอง พวกเราทุกคนมีการฝึกลมปราณธาตุที่แตกต่างกัน คุณหนูกวนฝึกปราณวายุ คุณชายถงฝึกปราณเพลิง น้องชายข้าฝึกปราณอัสนี ลี่เจียงฝึกปราณปฐพี แต่ละคนฝึกปราณที่แตกต่างกัน ทรัพยากรที่ได้พบหากเป็นทรัพยากรที่ตรงกับผู้ใดในกลุ่มของเราก็จะไม่เกิดการแย่งชิงกันเอง

    สาม เราจะเป็นกลุ่มที่จะมีหน้าที่ชัดเจน ลี่เจียงเป็นสายป้องกัน จงหมิ่นและคุณชายถงเป็นสายโจมตีระยะใกล้ คุณหนูกวนเป็นสายโจมตีระยะใกล้ อูหมินจิงทำหน้าที่ก่อกวนและไล่ล่า ส่วนข้ามีหน้าที่ค้นหา กลุ่มเราจะขาดเพียงแค่สายรักษาเท่านั้น” อูหลินเฟิงได้อธิบายถึงข้อดีหากทั้งสองเข้าร่วม

    “นับว่าข้อเสนอของท่านน่าฟัง...แต่ว่าท่านยังไม่ได้บอกถึงลมปราณของท่านกับคุณชายจง” กวนซ่างซีกล่าว นางคิดว่าหากอีกฝ่ายเป็นตระกูลอูก็ต้องฝึกปราณอัสนีเช่นเดียวกับน้องชาย หากเจอทรัพยากรธาตุอัสนีคงสามารถแบ่งกันเองได้ แต่นางก็เลือกที่จะถามไปก่อน

    “ข้ามีปราณไร้ธาตุ ส่วนจงหมิ่นสามารถใช้ลมปราณได้มากกว่าหนึ่ง แต่หนึ่งในนั้นก็เป็นปราณวารี หากเราเจอทรัพยากรธาตุวารีก็ค่อยให้เขา” อูหลินเฟิงอธิบาย โดยที่ยังไม่ยอมบอกความสามารถของจงหมิ่น จนกว่าทั้งกวนซ่างซีและถงต้าเหวยจะเข้ารวมกลุ่มของเขา

    “ปราณไร้ธาตุกับปราณทวิธาตุ” กวนซ่างซีพึมพำกับตนเอง นางนึกแปลกใจที่อูหลินเฟิงมีปราณไร้ธาตุ แต่ว่าเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นนึกฝึกสัตว์ที่ไม่ได้ต่อสู้ด้วยตนเองจึงไม่แปลกใจ แม้จะมีลมปราณไร้ธาตุก็สามารถฝึกได้ถึงขนาดนี้เพราะโดยปกติคนที่มีปราณไร้ธาตุนั้นมักไม่ฝึกยุทธ์กัน

    “เช่นนั้น…ข้าจะเก็บข้อเสนอของท่านกลับไปคิดดู ในวันประกาศกฎการประลอง หากรู้จำนวนคนที่แน่ชัดแล้ว หากข้าต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มของท่าน ข้าจะกลับมาหาท่านอีกครั้ง” กวนซ่างซีได้กล่าว

    “ไม่มีปัญหา..ข้าจะรอ หวังว่าเราจะได้ร่วมมือกัน” อูหลินเฟิงกล่าวตอบหลังจากนั้นกวนซ่างซีและถงต้าเหวยได้แยกตัวเพื่อกลับที่หาเหล่าผู้อาวุโสของตนเอง

    “เจ้าคิดว่าพวกนั้นจะกลับมาหาเราหรือไม่” จงหมิ่นถาม

    “มีโอกาสมาก เพราะหากไปอยู่กับกลุ่มที่มีปราณธาตุเดียวกันโอกาสแย่งชิงทรัพยากรก็จะมากขึ้นไปด้วย ยิ่งคุณชายถงเป็นผู้ใช้ปราณเพลิง ซึ่งเป็นปราณธาตุที่มีผู้ใช้เยอะที่สุดในทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ ทำให้กลุ่มทุกกลุ่มย่อมต้องมีผู้ใช้ปราณเพลิงมากกว่าหนึ่งคนอยู่แล้ว หากพวกเขาสองคนเข้าร่วมกลุ่มเรา อัตราการแย่งชิงทรัพยากรกันเองในกลุ่มก็จะน้อยลง เราก็ค่อยรอว่าวันงานประลองจะมีกลุ่มอื่นสามารถดึงพวกเขาไปอยู่ด้วยได้หรือไม่ พวกเราก็กลับไปพักผ่อนเถอะเก็บแรงไว้รอดีกว่า” อูหลินเฟิงได้กล่าวหลังจากนั้นทุกคนก็ได้กลับพักยังสถานที่ที่ได้จองเอาไว้

    …………..

    วันงานประลองล่าอสูร

    เหล่าผู้เยาว์ที่สามารถเข้าร่วมงานประลองล่าอสูรได้มารวมตัวกัน ณ ค่ายกลนำส่งที่ตระกูลโอวหยางได้เตรียมไว้ เพื่อนำส่งกลุ่มผู้เยาว์ทั้งหมดไปยังชายขอบของเทือกเขาล่าอสูร ในการประลองครั้งก่อนมีผู้เข้าร่วมสิบเมือง ยี่สิบตระกูล คนไม่กี่ร้อยประลองกันเอง แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นงานระดับทวีปที่มีผู้เข้าร่วมเป็นตัวแทนตระกูลแต่ละตระกูล นับได้มากกว่าหนึ่งพันตระกูล จำนวนคนเข้าประลองมากกว่าสามพันคน

    ส่วนผู้อาวุโสของตระกูลต่าง ๆ ที่บุตรหลานสามารถเข้าร่วมงานได้ ทางตระกูลโอวหยางได้จัดที่นั่งรูปแบบอัฒจันทร์วงกลมที่ห่างจากค่ายกลนำส่งไม่ไกล โดยที่ผู้อาวุโสแต่ละตระกูลที่มีที่นั่งเป็นของตัวเอง

    โดยมีเก้าอี้ขนาดใหญ่ที่อยู่บนจุดสูงจุดของอัฒจันทร์วงกลม ยี่สิบสามตัว แบ่งเป็นตรงกลางสี่ตัวสำหรับสี่มหาตระกูล เก้าตัวสำหรับเก้าปราชญ์ อีกสิบที่สำหรับตัวแทนของสิบยอดสำนัก

    สิบยอดสำนักคือพรรคหรือสถาบันที่อยู่ในระดับสูง หากไม่นับสี่มหาตระกูลกับแดนศักดิ์สิทธิ์ละก็ สิบยอดสำนักก็ถือเป็นสิบอันดับแรกของทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ งานประลองครั้งนี้ ผู้รับชมกลับมีตัวแทนของเหล่าแนวหน้าของทวีปปราณฟ้ามารวมตัวกัน

    ตัวแทนของตระกูลโอวหยาง คือ โอวหยางชิงหลง ว่าที่ประมุขตระกูลโอวหยาง ส่วนอีกสามมหาตระกูลตัวแทนคือ ประมุขของแต่ละตระกูล สาเหตุที่ประมุขตระกูลโอวหยางไม่ได้มาเข้าร่วม เป็นเพราะความชราภาพจึงได้ให้บุตรชายเป็นคนทำหน้าที่แทน ส่วนตัวแทนของสิบยอดสำนักหากไม่ใช่ประมุขพรรคก็จะเป็นผู้อาวุโสที่มาแทน แต่ในฝั่งของเก้าปราชญ์ กลับไม่ได้มากันครบมีเพียงเจ็ดคนจากเก้าที่มาเข้าร่วม

    “น่าเสียดายนักที่เก้าปราชญ์ไม่ได้มาทุกคน” เสียงประมุขสำนักสิบกระบี่กล่าว หันไปมองทางเก้าอี้ของปราชญ์วายุอัสนี และ ปราชญ์ทองคำ ปราชญ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสามและสี่ จากทั้งเก้าคน สำนักสิบกระบี่ ถือว่าเป็นพรรคที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสิบยอดสำนัก เพราะว่ามีชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มากถึงสามคน และ หนึ่งในนั้นก็ยังมีปราชญ์กระบี่ มือกระบี่อันดับหนึ่งของทวีปปราณฟ้า

    “แต่เดิมปราชญ์ทั้งสองที่ไม่มาก็เป็นพวกเก็บตัว แต่ที่แปลกคงเป็นปราชญ์วิญญาณมากกว่า คนที่ตามตัวได้ยากอย่างเขากลับมาร่วมงานนี้ได้” เสียงของประมุขสำนักร้อยสรรพสัตว์กล่าวเสริม มองไปยังชายชราในชุดองเมียวจิสีขาวที่กำลังนั่งหลับตา โดยที่ไม่รู้ว่าเขากำลังหลับหรือไม่ พรรคร้อยสรรพสัตว์ หนึ่งในสิบยอดสำนักที่ชำนาญการฝึกสัตว์ และ เป็นคู่แข่งคนสำคัญกับตระกูลมู่หรง หนึ่งในสี่มหาตระกูล เพราะว่าตระกูลมู่หรงเป็นตระกูลนักฝึกสัตว์เช่นเดียวกัน

    “ปราชญ์วิญญาณ คงคิดอยากหาศิษย์ในงานครั้งนี้ละมั้ง เพราะในบรรดาปราณทั้งเก้านั้นมีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังไม่มีศิษย์” เสียงของประมุขหอเทพโอสถกล่าวเสริม หอเทพโอสถแม้ว่าจะเป็นพรรคที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับสุดท้ายของสิบยอดสำนัก แต่ว่าภายในพรรคกลับมีผู้อาวุโสสูงสุด คือ ปราชญ์แพทย์ ปราชญ์ที่เป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นปราชญ์ที่คนยกย่องไปทั่วทวีป ทำให้ไม่มีใครกล้าหาเรื่องกับหอเทพโอสถ

    การพูดคุยกันเองระหว่างประมุขของทั้งสิบยอดสำนัก ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ทางด้านของประมุขของสี่มหาตระกูลเองก็ได้มีการพูดคุยกันเองเช่นกัน

    “ว่าที่ประมุขโอวหยาง...แม้ท่านจะอายุยังน้อยแต่ว่าสามารถเป็นแม่งานในการจัดงานประลองครั้งนี้ขึ้นมาได้ ทั้งยังสามารถเชิญเหล่าเก้าปราชญ์ส่วนใหญ่และสิบยอดสำนักมาได้ นับว่าสมกับเป็นว่าที่ประมุขตระกูลโอวหยางจริงๆ” ผู้กล่าวชมคือประมุขตระกูลมู่หรงหนึ่งในสี่ประมุขของสี่มหาตระกูล นางคือสตรีสูงศักดิ์ ข้างกายของนางมีสิงโตสองตัว เป็นสิงโตที่ขาวและสิงโตสีดำ นอนเฝ้าอยู่ข้างๆ เพียงแค่จ้องมองก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิงโตทั้งสองตัวนี้แข็งแกร่งพอๆ กับประมุขสิบยอดสำนักเลยทีเดียว

    “ขอบคุณท่านประมุขมู่หรงที่ชม...หากท่านพ่อของข้าสามารถมาทำหน้าที่นี้ได้…คงทำได้ดีกว่าข้านัก” โอวหยางชิงหลงกล่าว เนื่องจากความชราและโรคภัยรุมเร้าประมุขคนปัจจุบันจึงไม่สามารถออกมาทำหน้าที่ต่างๆ ของประมุขตระกูลได้ ตอนที่คนที่ทำหน้าที่แทนจึงเป็นโอวหยางชิงหลง

    “ท่านว่าที่ประมุขโองหยาง ไม่ต้องถ่อมตัวไป นับจากเราสี่ตระกูลได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบงานประลองแบบที่เคยจัด ให้มาจัดร่วมกันมีเวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น การที่ตระกูลโอวหยางได้เป็นตระกูลหลักในการประสานงาน ทั้งยังทำออกมาได้ดีนั้นถือเป็นความสามารถของท่านทั้งนั้น” คราวนี้เป็นประมุขตระกูลถังที่กล่าว ตระกูลถัง ตระกูลสายช่างตีเหล็กที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของทวีปปราณฟ้า แต่เดิมงานประลองสี่เมือง นอกการตระกูลโอวหยางแล้วอีกสี่ตระกูล ก็จะมีการแข่งขันของตระกูลใต้อาณัติเช่นกัน แต่ครั้งนี้กลับต้องมาจัดขึ้นพร้อมกันทั้งสี่ตระกูล และ คนที่สามารถเข้าร่วมได้นั้นก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก

    “แต่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบก็ดี เพราะนอกจากเราจะได้รับชมฝีมือของแต่ละสำนักแล้ว..เราอาจได้เห็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากกว่าการชมการประลองระหว่างตระกูลใต้อาณัติของพวกเรา” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนได้กล่าวขึ้นมา ตระกูลเซวียนเยวี๋ยน ตระกูลที่เปิดสำนักคุ้มภัยอันแข็งแกร่ง มีความปราณโบราณเฉพาะตัวที่แข็งแกร่ง ว่ากันว่าปราณของตระกูลเซวียนเยวี๋ยนสามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะทั้งเพิ่มความ ป้องกัน โจมตี เป็นปราณที่สมบูรณ์แบบในการต่อสู้

    “โดยเฉพาะศิษย์สายตรงของเหล่าเก้าปราชญ์ แต่ละคนมีระดับฝึกตนถึงระดับห้าขั้นสูง หากมีการปะทะกันระหว่างพวกเขา คงน่าดูชมไม่น้อย” คราวนี้เป็นประมุขตระกูลถงกล่าว โดยที่อีกสามคนที่เหลือก็ได้พยักหน้าเห็นด้วย เมื่อโอวหยางชิงหลงได้รับข้อความผ่านหยกสื่อสารว่าผู้เข้าร่วมการประลองมาได้กันครบแล้ว จึงได้หันไปหาผู้อาวุโสตระกูลโอวหยาง จากนั้นก็ได้ส่งสัญญาณให้เริ่มงานได้

    ……

    “ฟังทางนี้!!” เสียงก้องกังวานของผู้อาวุโสตระกูลโอวหยางดังขึ้น ให้เหล่าผู้เยาว์ได้ยินกันทุกคน

    “จากที่ทุกคนได้ทราบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประลอง ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากทางสี่มหาตระกูลได้พบว่าจำนวนของสัตว์อสูร ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องจัดงานประลองล่าอสูรที่ใหญ่มากขึ้น

    ในการประลองครั้งนี้ พวกเจ้าจะต้องจับกลุ่มกันเองไม่เกินแปดคนโดยมีคะแนนการล่าดังนี้

    สัตว์อสูรระดับหนึ่ง 1คะแนน สัตว์อสูรระดับสอง 2คะแนน สัตว์อสูรระดับสาม 10คะแนน

    สัตว์อสูรระดับสี่ขั้นต้น100คะแนน ระดับสี่ขั้นกลาง200คะแนน ระดับสี่ขั้นสูง300คะแนน

    สัตว์อสูรระดับห้าขั้นต้น1,000คะแนน สัตว์อสูรระดับห้าขั้นกลาง1,500คะแนน สัตว์อสูรระดับห้าขั้นสูง2,000คะแนน

    สัตว์อสูรระดับหกขั้นต้น5,000คะแนน สัตว์อสูรระดับหกขั้นกลาง6,000คะแนน สัตว์อสูรระดับหกขั้นสูง7,000คะแนน

    แต่กว่าหากได้ทำการสังหารสัตว์ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ จะโดนริบแต้มคืนทั้งหมด คนในกลุ่มทั้งหมดรวมถึงสังกัดที่อยู่ จะโดนห้ามเข้าร่วมการประลองล่าอสูรหลังจากนี้เป็นจำนวนสิบครั้ง โดยรายชื่อของสัตว์อสูรที่ห้ามสังหารนั้นจะอยู่ภายในป้ายเหล็กที่ทางตระกูลโอวหยางได้ให้ไว้ และ ยังมีทั้งรูปภาพ ร่วมถึงลักษณะของสัตว์อสูรตนนั้นๆ บอกไว้โดยละเอียด พวกเจ้าไม่สามารถจะอ้างได้ว่าไม่รู้หากได้ทำการสังหารไปแล้ว….ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งชั่วโมงในการตั้งกลุ่ม” เมื่อได้ฟังคำกล่าวของผู้อาวุโสตระกูลโอวหยางเหล่าผู้เยาว์แต่ละคนก็ได้เริ่มจับกลุ่มกันเอง บางกลุ่มเป็นการจัดกลุ่มภายในสำนักเดียวกันที่มีจำนวนพอดี หรือเป็นการรวมตัวระหว่างพรรคที่เป็นพันธมิตรกัน

    ในการประลองที่ไม่ตั้งคะแนนของสัตว์อสูรระดับเจ็ด ก็เพราะว่าทั้งแต่อดีตจนปัจจุบันยังไม่เคยมีกลุ่มผู้เยาว์คนใดสามารถล่าสัตว์อสูรระดับเจ็ดได้ และ ในกลุ่มผู้เยาว์ทั้งหมดคนที่มีระดับพลังสูงที่สุดก็มีระดับเพียงระดับหกขั้นต้นเท่านั้น

    กลุ่มของอูหลินเฟิงตอนนี้มีอยู่สี่คน คือ อูหลินเฟิง จงหมิ่น อูหมินจิง ลี่เจียง แม้จะเป็นกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องการเพิ่มก็สามารถล่าสัตว์อสูรได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ว่าหากต้องไปแย่งชิงทรัพยากรระหว่างการประลองละก็สี่คนเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป ระหว่างนั้นเองกวนซ่างซีและถงต้าเหวยก็ได้เดินทางยังกลุ่มของอูหลินเฟิง

    “คุณชายอู ข้าขอร่วมกลุ่มของท่านได้หรือไม่” กวนซ่างซีกล่าว

    “ย่อมได้อยู่แล้ว…ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านทั้งสองเข้าร่วมกลุ่มของเรา” อูหลินเฟิงตอบกลับ จากนั้นกลุ่มของอูหลินเฟิงจึงได้คนเพิ่มมาอีกสองคน

    “ที่นี่ก็เหลืออีกสองคน เจ้าคิดว่าเราควรหาใครเพิ่ม” จงหมิ่นถามอูหลินเฟิง เมื่อได้ยินคำถามจากสหายของตนอูหลินเฟิงก็ได้กวาดสายตาไปยังคนจำนวนมาก มีทั้งคนที่ตัวคนเดียวพยายามเดินหากลุ่ม หรือ กลุ่มที่ยังไม่เต็มกำลังตะโกนหาคนเข้ากลุ่ม ในขณะนั้นเองสายตาของอูหลินเฟิงก็ได้ไปหยุดกับคนคนหนึ่ง เป็นสตรีสวมอาภรณ์สีดำทั้งตัวมีผมสีม่วงอ่อน

    “อย่าบอกนะว่าเจ้าจะให้นางเข้าร่วมกับพวกระ...” จงหมิ่นที่ได้เห็นสายตาของสหายก็ได้ถามออกมา แต่ว่าจงหมิ่นยังพูดไม่ทันจบอูหลินเฟิงก็ได้เดินออกไปแล้ว

    “อ้าว..ไม่ฟังข้าเลย”