จารึกที่ 21 : ชุมนุมเงาไม้ตลาดทมิฬ : ราคาของความลับและดวงตาที่สาม
แสงสุริยันอันอ่อนละมุนสาดส่องผ่านยอดไม้ลงมากระทบผิวน้ำค้างที่เกาะพราวบนยอดหญ้า ขับไล่ความหนาวเหน็บและไอหมอกโลหิตแห่งค่ำคืนให้จางหายไปจนสิ้น เสียงสกุณาร้องเจื้อยแจ้วปลุกป่ากระดูกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งใน ยามเฉิน ราวกับว่าเหตุการณ์ะเิกัมปนาทเมื่อครู่เป็เพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งที่ผ่านพ้นไป
ณ โคนต้นไม้กระดูกั์ที่หักโค่น อาเจียนั่งขัดสมาธิด้วยใบหน้าอิ่มเอิบยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ มือข้างหนึ่งกอดถุงทองหนักอึ้งไว้แนบอก อีกข้างหนึ่งตวัด พู่กันนิรันดร์ ลงบนสมุดบัญชีเปลือกไม้อย่างขะมักเขม้น
"ค่าจ้าง 500 ตำลึง... หักค่าอุปกรณ์ะเิกำแพง 20 ตำลึง... ค่าความเสี่ยงทางจิตใจ 50 ตำลึง... โอ้! กำไรสุทธิ 430 ตำลึงทอง!" อาเจียสูดดมกลิ่นถุงทองดัง ฟอดใหญ่ "กลิ่นของความมั่งคั่งนี่มันหอมชื่นใจยิ่งกว่าบุปผา์นับหมื่นไร่จริงๆ!"
หลินชิงเสวี่ยที่นั่งปรับลมปราณอยู่ไม่ไกล ลืมตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นางเห็นเขาเสี่ยงชีวิตช่วยนางในหอคอย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หน้าเงินจนน่าหมั่นไส้
"อาเจีย... เ้าจะนับเงินไปถึงเมื่อไหร่?" นางเอ่ยถามเสียงเรียบแต่แฝงความอ่อนล้า "เรายังอยู่ในเขตอันตรายนะ แม้เฟิงอี้หรานจะาเ็หนักและหนีไปแล้ว แต่เสียงะเิเมื่อครู่อาจชักนำศิษย์พรรคอื่นเข้ามา"
"คนรวยย่อมไม่รีบร้อน..." อาเจียเก็บถุงทองเข้าอกเสื้ออย่างระมัดระวังประหนึ่งไข่ในหิน แล้วหยิบวัตถุอีกชิ้นออกมาพิจารณา มันคือ "ชิ้นส่วนดวงตาขุนพลศิลา" สีแดงก่ำขนาดเท่ากำปั้นที่ยังคงส่งไอร้อนจางๆ ออกมา
"เ้านี่สิปัญหา..." อาเจียหมุนมันไปมา "มันดูเหมือนหินทับกระดาษธรรมดา แต่ทำไมระดับอัจฉริยะอย่างกงซูหลิงถึงยอมจ่ายหนักเพื่อเปิดผนึกมันนะ? ข้าหยิบติดมาเพราะสัญชาตญาณพ่อค้าแท้ๆ"
[เ้าตาถั่ว...] เสียง มู่เฉิน ดังขึ้นในห้วงจิติญญา [ลองถ่ายเทปราณเพื่อ 'ปลุกชีพจร' ของมันดูสิ แต่อย่ามากนักนะ เดี๋ยวะเิใส่มือเ้ากุด]
อาเจียลองทำตามคำแนะนำ ถ่ายเทลมปราณอันน้อยนิดของเขาลงไปในชิ้นส่วนดวงตาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
วูบ!
ทันใดนั้น ลำแสงสีแดงฉายวาบออกมาจากเศษหิน พุ่งไปกระทบกับเปลือกไม้ด้านหน้า ก่อตัวเป็ภาพฉายมายาที่เลือนรางแต่พอจับใจความได้ มันเป็แผนผังโครงสร้างที่ซับซ้อนของ "ดวงจิตมารศิลาทมิฬ" และสูตรการสร้าง "ดวงจิตเทียมปรุงแต่งเลียนแบบ" ที่วิจิตรพิสดาร
"นี่มัน..." หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง รีบขยับเข้ามาดูด้วยความตื่นตระหนก "คัมภีร์ลับของ สำนักหัตถ์เทวะ ในอดีต! สูตรการสร้างกองทัพอสูรศิลาที่หายสาบสูญ! ถ้าสิ่งนี้หลุดรอดออกไป ยุทธภพต้องนองเืแน่!"
"นองเื?" อาเจียตาลุกวาวสวนทางกับความกังวลของหญิงสาว "แปลว่า... ขายได้แพงมาก ใช่ไหมขอรับ?"
"เ้าบ้า!" หลินชิงเสวี่ยดุเสียงเขียว "นี่คือภัยพิบัติ! เราต้องนำไปมอบให้เ้าสำนักเพื่อทำลายทิ้ง!"
"ทำลาย? เสียของแย่!" อาเจียรีบเก็บชิ้นส่วนตานั้นลงถุงมิติ (ที่เพิ่งจิ๊กมาจากศพศิษย์พรรคอื่นระหว่างทาง) "ข้าจะเก็บไว้ก่อน... สินค้าแบบนี้ต้องรอจังหวะราคาขึ้น หรือไม่ก็เอาไปแลกของดีๆ ใน 'ตลาดมืดเมืองชายแดน'"
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะตกลงกันได้ พุ่มไม้ด้านหลังก็สั่นไหวรุนแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากสามคน กลิ่นอายสังหารรุนแรงแผ่ออกมาจากร่างของพวกเขา
"ส่งของในมือเ้ามา... เ้าหนู" หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำเอ่ยเสียงแหบพร่าดุจเสียงขูดเหล็ก ในมือถือมีดสั้นคู่ที่อาบยาพิษสีเขียวคล้ำ "แล้วข้าจะเมตตาให้เ้าตายสบายๆ"
"โจรป่า?" อาเจียเลิกคิ้ว "หรือพวกดักปล้น?"
"พวกเราคือ 'หน่วยล่าเงา' ของหอการค้าทมิฬ" ชายชุดดำแสยะยิ้มภายใต้หน้ากาก "เรารู้ว่าเ้าได้อะไรมาจากหอคอย... ส่ง 'ดวงตาแห่งปัญญา' มาซะ"
อาเจียหันไปมองหลินชิงเสวี่ย "แม่นาง... ดูเหมือนความลับของเ้าจะรั่วเร็วกว่าก้นหม้อต้มยาเสียอีก"
"ข้าจะถ่วงเวลาให้ เ้าหนีไป!" หลินชิงเสวี่ยฝืนลุกขึ้นชักกระบี่ แม้ร่างกายจะยังบอบช้ำ
"เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ ทั้งสองฝ่าย!" อาเจียยกมือห้าม เดินออกมายืนขวางหน้าหลินชิงเสวี่ย แล้วฉีกยิ้มการค้าที่ดูเป็มิตร (แต่แฝงยาพิษ) "พี่ชายนักฆ่า... ท่านบอกว่าเป็หอการค้าใช่ไหม? งั้นเราก็คุยภาษาเดียวกันได้นี่นา"
"หือ?" นักฆ่าชุดดำชะงัก
"ข้าไม่ใช่วีรบุรุษกู้ชาติ ข้าเป็แค่พ่อค้า" อาเจียหยิบถุงใส่ดวงตาออกมาแกว่งไปมาล่อเป้า "ถ้าท่านอยากได้ของชิ้นนี้... เรามาประมูลกันดีกว่าไหม? เริ่มต้นที่ 1,000 ตำลึงทอง!"
"เ้า..." นักฆ่าคำรามลั่น "คิดจะเล่นลิ้นกับข้ารึ? ฆ่ามัน!"
ทั้งสามพุ่งเข้าใส่อาเจียพร้อมกันดุจหมาป่ารุมทึ้งเหยื่อ!
เฮ้อ... เจรจาล้มเหลว"
อาเจียถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตวัดปลาย พู่กันนิรันดร์ ลงบนพื้นดินด้วยความเร็วปานสายฟ้า วาด 'วงมรรคาแห่งความว่างเปล่า' ขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่...
ทันใดนั้น อักขระ 'หลิง (ศูนย์)' สีดำทมิฬพลันปรากฏขึ้นกลางวงมรรคา มันส่งคลื่นสั่นะเืที่ไร้เสียงออกมา ส่งผลให้ 'กฎแห่งธรณี' (แรงดึงดูดปฐี) ในบริเวณนั้นถูก 'ปฏิเสธ' จนค่ากลายเป็ศูนย์!
"วิชาลับ... ตลาดวาย!"
อาเจียแสยะยิ้มกวนประสาท ขณะที่วงอักขระสำแดงฤทธิ์สร้าง 'อาณาเขตไร้ราก' ขึ้นมาชั่วพริบตา ทำให้ทุกสรรพสิ่งในรัศมีถูกตัดขาดจากผืนดินและลอยคว้างกลางอากาศอย่างไม่อาจขัดขืน!
วูบ!
ทันทีที่เท้าของนักฆ่าแตะถูกวงอักขระ แรงยึดเหนี่ยวของพื้นดินก็หายไปชั่วขณะ! ร่างของพวกมันลอยคว้างกลางอากาศ ไร้ที่ยึดเกาะ แขนขาปัดป่ายไปมาอย่างน่าสมเพช อาเจียไม่รอช้า คว้าก้อนหินขนาดเหมาะมือขึ้นมาเดาะเล่น
"กฎข้อที่ 1 ของพ่อค้า..." อาเจียแสยะยิ้มอำมหิตพลางปาหินใส่หน้านักฆ่าที่ลอยเคว้ง ปึ้ก! "ถ้าลูกค้าไม่จ่ายเงิน... ก็ห้ามแตะต้องสินค้า!"
"แม่นางหลิน! จัดการตอนที่มันยังลอยอยู่เลย!"
หลินชิงเสวี่ยไม่รอให้บอกซ้ำ นางรวบรวมปราณเฮือกสุดท้าย ฟันคลื่นกระบี่ออกไปสามสาย ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ร่างของนักฆ่าทั้งสามร่วงลงกระแทกพื้น สลบเหมือด (หรืออาจจะสาหัส) ไปในทันที
อาเจียเดินเข้าไปค้นตัวนักฆ่าอย่างชำนาญราวกับทำมาเป็ร้อยครั้ง หยิบถุงเงินและป้ายหยกของพวกมันมาพิจารณา "ค่าทำขวัญ... ค่าเสียเวลา... เอ๊ะ? ป้ายผ่านทางเข้า 'ตลาดราตรีร้อยอสูร'?"
เขามองป้ายหยกในมือแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม
"แม่นางหลิน... ดูเหมือนเราจะมีที่เที่ยวต่อแล้วล่ะ" อาเจียหันมาขยิบตา "ตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในชายแดน... ที่นั่นต้องมีคนกระเป๋าหนักรอซื้อ 'ความลับ' ของเราเพียบแน่!"
หลินชิงเสวี่ยถอนหายใจยาวเหยียด นางเริ่มสงสัยแล้วว่า... การหนีรอดจากหอคอยมากับเ้าหมอนี่ คือโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่?