อีก 3 วัน จะถึงงานแสดงของตระกูลหลิวแล้วเทียนคงมีเวลาเหลือให้เที่ยวเล่นไม่มากแล้ว จึงกล่าวลาคุณหนูเหยา ซึ่งในครั้งนี้คุณหนูเหยาไม่ได้เหนี่ยวรั้งอะไรเทียนคง และถามอย่างตรงไปตรงมาว่าเทียนคงจะได้กลับเข้ามาที่สำนักอีกเมื่อไหร่ซึ่งเทียนคงไม่สามารถรับปากอะไรได้ในตอนนี้ จึงได้แต่ตอบไปว่า คงเร็ว ๆนี้หรือหากคุณหนูเหยาต้องการพบเมื่อมีธุระด่วนของสำนัก ก็สามารถแจ้งเขาได้ในทันที
ในวันเดียวกันนั้นก่อนที่เทียนคงจะเดินทางย้อนกลับไปทางทิศตะวันออกยังเมืองเพชฌฆาตอสูรเขาได้เปิดการใช้งานระบบของชุดเกราะอีกครั้ง แล้วแอบติดตาม เจิ้งจือยี่ไปเพราะไม่แน่ว่า เขาอาจจะได้พบกับชายชุดดำปริศนาด้วยตาตัวเองแต่แล้วเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะตลอดหนึ่งวันเต็ม ๆที่เขาเฝ้าดู เจิ้งจือยี่เขาไม่พบสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่อย่างเดียว นอกจากเส้นเดินพลังที่ต่างกับคนอื่นๆแล้ว
แต่ถึงวันนี้จะไม่พบสิ่งใดเทียนคงก็คิดว่าต้องมีสักวันหนึ่ง ที่ชายชุดดำจะต้องปรากฏตัวขึ้นแน่ ๆเขามีความมั่นใจว่า ชายชุดดำ เฉินฮ่าวหลาน และเจิ้งจือยี่นี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพียงแต่ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่ทราบว่ามันคืออะไรกันแน่
เทียนคงได้แอบติดตั้งกล้องจิ๋วที่มีความละเอียดภาพและเสียงที่บันทึกได้ระดับสูงและสามารถใช้งานได้ต่เนื่องอย่างน้อยหนึ่งเดือน ไว้ที่บ้านของเจิ้งจือยี่และแน่นอนว่าโดรนจิ๋วเองก็ด้วย เขาปล่อยโดรนไว้รอบบ้านและโดยรอบร่วมยี่สิบตัวเพียงเพื่อเฝ้าดูเจิ้งจือยี่
ก่อนงานแสดงหนึ่งวันณ เมืองเพชฌฆาตอสูร ตระกูลหลิว บริเวณเขตหวงห้ามบนเขา
“ข้าน้อยขอคารวะนายท่าน” หลิวเยี่ยนเฟย โค้งคำนับให้เทียนคงที่เพิ่งมาถึงด้วยความเคารพจนเทียนคงรู้สึกเหมือนจะอายุสั้นลงไปสิบปีจึงรีบเข้าไปประคองเยี่ยนเฟยให้รีบเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวตำหนิอีกครั้งว่า “ท่านอาจะให้ข้าบอกท่านอีกกี่ครั้ง ว่าอย่าทำอย่างนี้ หากท่านยังไม่เชื่อฟังเช่นนั้นข้าจะไม่มาพบท่านอีกแล้วนะ”
“ไม่ๆๆๆ คุณชาย ข้าขอโทษ ข้าจะไม่ทำแล้ว ได้โปรดอย่าทิ้งข้าไปไหนเลยนะ”ราวกับเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่ดุ เยี่ยนเฟยรีบขอโทษขอโพย
เทียนคงได้ยินดังนั้นก็สบายใจขึ้นมาบ้างแล้วกล่าวต่อว่า“ว่าแต่ท่านเถอะ เป็นอย่างไรบ้าง ตำราที่ข้ามอบให้ ท่านศึกษามันดีแล้วหรือไม่มีตรงไหนไม่เข้าใจหรือเปล่า”
เยี่ยนเฟยได้ยินคำถามนี้ก็หลบสายตาเล็กน้อยราวกับศิษย์ที่ไม่สามารถแสดงผลงานได้ตามที่อาจารย์คาดหวังเขากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เอ่อ ... คุณชาย เป็นข้าด้อยสติปัญญาทักษะที่ท่านมอบให้ ข้าเข้าใจมันเพียงเล็กน้อย มีหลายสิ่งที่ข้าไม่เข้าใจ ...”
“ไม่เป็นไรหรอก... เอาเป็นว่าท่านแสดงผลงานที่ทำได้โดยใช้ทักษะที่ข้ามอบให้ ให้ข้าดูก่อน ...”เทียนคงกล่าวปลอบใจ ซึ่งเอาจริง ๆเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าเยี่ยนเฟย จะเข้าใจสิ่งที่เขามอบให้ทั้งหมดเพราะนั่นคือทักษะการตีอาวุธ ที่เขามีอยู่ในคลังความรู้เกือบจะทั้งหมดเลยทีเดียวสิ่งที่เขาไม่ได้เขียนลงไปในตำรานี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอาวุธโดยการใช้ทักษะเฉพาะของสายเลือดเผ่าพันธุ์อื่นนอกจากสายเลือดปีกสวรรค์ ที่ไม่มีประโยชน์ที่จะให้เยี่ยนเฟยได้รับรู้และฝึกฝน
“นี่คือทั้งหมดที่ข้าสามารถสร้างขึ้นมาได้และจะใช้มันเพื่องานแสดงในวันพรุ่งนี้ขอรับ ...” เยี่ยนเฟยดึงอาวุธและชุดเกราะต่าง ๆที่เขาสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ออกมาวางเรียงรายกันหลายสิบชิ้นโดยมีระดับขั้นต่ำสุดที่ระดับสี่ขั้นสูง และระดับห้าขั้นสูงไม่มีชิ้นไหนที่เป็นระดับสูงสุดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เทียนคงมองดูผลงานของหลิวเยี่ยนเฟย ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวังแม้เขาจะไม่ได้คาดหวังมากนักแต่อย่างน้อยก็ควรจะสร้างระดับสูงสุดขึ้นมาได้สักชิ้นสิ เขาไม่พูดไม่จาจนเยี่ยนเฟยหน้าเริ่มซีด และเม็ดเหงื่อก็ซึมออกมาจนไหลย้อยเป็นทางและตัวเยี่ยนเฟยเองตอนนี้ก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ฟุบบบ .... เพล้งงงง ตูมมมโครมมมมม ครามมมมม ....” เทียนคงหยิบชุดเกราะระดับห้าขั้นสูงขึ้นมาชิ้นหนึ่งจากนั้นก็โยนมันขึ้นบนฟ้า มือข้างขวาปล่อยพลังออกมาควบแน่นเป็นปราณกระบี่เทพนักรบสีเงินแล้วจ้วงแทงเข้าไปยังตำแหน่งจุดอ่อนของชุดเกราะด้วยพลังเพียงแค่ระดับเชี่ยวชาญขั้นกลาง หรือระดับสี่ เมื่อเปรียบเทียบในระบบอาวุธ
เมื่อชิ้นแรกถูกทำลายลงเทียนคงก็โยนชิ้นอื่น ๆขึ้นบนฟ้า แล้วใช้พลังระดับที่ต่ำกว่าระดับอาวุธอยู่อย่างน้อย5 ขั้นย่อย ในการทำลายพวกมันเพียงกระบวนท่าเดียวอย่างง่ายดายทุกชิ้นท่ามกลางสายตาสุดตะลึงงันของหลิวเยี่ยนเฟยที่ยืนดูอยู่ไม่ไกลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
แม้เขาจะรู้ตัวดีว่าอาวุธและชุดเกราะที่เขาสร้างขึ้นมาเหล่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับดาบเพลิงเมฆาที่เทียนคงได้สร้างไว้คราวก่อนแต่เขาก็มั่นใจในระดับหนึ่งว่าพวกมันไม่ได้แย่และเขาก็ได้ทดลองพวกมันทุกชิ้นด้วยตัวเองมาแล้วหลายรอบและทุกชิ้นก็สามารถทนรับแรงโจมตีจากเขาได้มากกว่าระดับของตัวมันเองอย่างน้อย 3ขั้นย่อย เขาจึงคิดว่างานแสดงที่กำลังจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้จะต้องผ่านพ้นไปได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอน
แต่จากภาพที่เทียนคงได้แสดงให้เห็นต่อหน้าตอนนี้ได้พังทลายความเชื่อมั่นนี้ลงจนหมดสิ้น และส่วนที่สำคัญที่สุดต่อจากนี้ก็คือแล้วเขาจะเอาอะไรไปแสดงที่งานในวันพรุ่งนี้กันล่ะ
“เอ่ออ .. คุณชาย แล้วพรุ่งนี้...” ไม่ต้องรอให้พูดจบ เทียนคงก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “ก็สร้างใหม่ไงท่านอาท่านต้องสร้างมันให้ได้ในวันนี้”
“ปะ เป็นไปไม่ได้หรอก คุณชาย ...ภายในหนึ่งวันข้าไม่สามารถ ทะ ...”
“ท่านทำได้ ... ข้าเชื่อในตัวท่านลงมือเดี๋ยวนี้เลย”
“....” เยี่ยนเฟย ไม่ต่อความใดๆอีก ในเมื่อเทียนคงกล่าวแบบนี้แล้ว จะให้เขากล่าวสิ่งใดต่อกันเล่า เอาก็เอาวะลองดูอีกสักตั้ง นั่นคือสิ่งที่เขาคิด
“ก๊อง ๆ แก๊ง ๆ .... โครมมมม ....ก๊อง ๆ แก๊ง ๆ ตูมมมม .... ก๊องงง ตูมมมม ...” เยี่ยนเฟยลงมือสร้างอาวุธขึ้นมาอีกครั้ง แต่เขาไม่สามารถแม้แต่จะตีมันให้สำเร็จได้ลงมือครั้งแรก เกือบจะสำเร็จ แต่มันก็เป็นชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์ ลองครั้งที่สองเขาไม่สามารถตีมันให้ขึ้นรูปได้ด้วยซ้ำ จนมันระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เทียนคงมองดูเยี่ยนเฟยที่ยิ่งทำก็ยิ่งแย่ แล้วกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “ท่านรู้ไหม ว่าสิ่งที่ท่านขาดคืออะไร”
เยี่ยนเฟย หยุดการกระทำของเขาลงแล้วส่ายหน้า เขาไม่ทราบจริง ๆว่าตัวเขาขาดสิ่งใดไป และในตอนนี้เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงไม่สามารถตีอาวุธขึ้นมาได้อีกแล้ว หน้าตาเยี่ยนเฟยในตอนนี้ราวกับชราขึ้นไปยี่สิบปีความหม่นหมองปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างชัดเจน
“ท่านอา ....ท่านเป็นคนมีความสามารถและพรสวรรค์ แต่สิ่งที่ท่านขาด ก็คือ ความศรัทธาโดยเฉพาะกับตัวเอง ทุกครั้งที่ท่านลงมือตีอาวุธความลังเลและไม่มั่นใจแสดงออกมาบ่อยครั้ง ในแต่ละขั้นตอน สิ่งนี้เองทำให้ท่านไม่สามารถก้าวผ่านขีดจำกัดของตัวเองไปได้ และในตอนนี้จากการที่ท่านเห็นข้าทำลายอาวุธที่สร้างขึ้นสุดความสามารถได้อย่างง่ายดายยิ่งทำให้ตัวท่านหมดศรัทธาในตัวเอง ผลลัพธ์จึงออกมาดังที่เห็น ... ดังนั้นแล้วขอเพียงท่านนำศรัทธาในตัวเองกลับมาได้ ท่านจะต้องสร้างสรรค์อาวุธที่พิเศษมากๆได้แน่นอน”
ทุกคำพูดของเทียนคงราวกับอาวุโสท่านหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน กำลังสอนสั่งศิษย์และให้กำลังใจไปพร้อม ๆกัน เยี่ยนเฟย เหม่อมองและฟังเทียนคงอย่างตั้งใจ ทุกคำพูดทุกประโยค ได้กระทบเข้ากับจิตวิญญาณแห่งศรัทธาที่กำลังมอดดับให้กลับมาลุกโชนและเผาผลาญทุกสิ่งอีกครั้ง
“... ขอบพระคุณคุณชายข้าเข้าใจแล้ว ....” เยี่ยนเฟย กล่าวขอบคุณสั้น ๆ เขากำหมัดแน่นแล้วลุกขึ้นมาเก็บเสร็จชิ้นส่วนโลหะ และชิ้นส่วนอสูรที่กระจัดกระจายจากแรงระเบิดเมื่อครู่แล้วลงมือตีอาวุธต่อ
เทียนคงมองดูเยี่ยนเฟยด้วยความพอใจเพราะสายตาของอาสามคนนี้เปลี่ยนไปแล้ว
“ก๊องงง แก๊งงงง ตูมมมม ..... ก๊องแก๊งงงง โครมครามมม ......” เยี่ยนเฟยยังคงไม่สามารถตีอาวุธขึ้นมาได้แต่ไม่ว่าจะล้มเหลวกี่ครั้ง เขาก็พยายามลองใหม่ จนเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงโลหะและชิ้นส่วนอื่น ๆก็ไม่เพียงพอในการสร้างอาวุธใหม่แล้ว
เยี่ยนเฟย จึงหยิบหินสื่อสารขึ้นมาหมายเรียกให้เย่อิ๋งนำโลหะและชิ้นส่วนอสูรที่เก็บไว้ของตระกูลมาให้เขาทั้งหมดแต่ยังไม่ทันได้ทำแบบนั้น เสียงของโลหะและชิ้นส่วนอสูรกองโตตกลงบนพื้นก็ดังขึ้นเป็นเทียนคงนั่นเอง เขานำโลหะ ชิ้นส่วนอสูร และอัญมนีนพเก้าส่วนหนึ่ง ออกมาจากอุปกรณ์มิติของเขาแต่เพียงแค่ส่วนเดียวเล็ก ๆนี้ ก็เพียงพอให้สร้างอาวุธได้หลายร้อยชิ้นเลยทีเดียวเพราะเขากำลังสร้างกองกำลังแอนดรอยน์ของตัวเองอยู่ จำนวนทรัพยากรเพียงแค่นี้ไม่นับเป็นอะไร เมื่อเทียบกับปริมาณในการใช้สร้างกองทัพ
“...... ขอบคุณ คุณชาย แล้วข้าจะหามาคืนให้ทีหลัง”เยี่ยนเฟย กล่าวขอบคุณแล้วโยนหินสื่อสารทิ้งไปทันทีเขาเดินไปที่กองโลหะตรงหน้าเทียนคง และพอสังเกตเห็นว่าโลหะ ชิ้นส่วนอสูรและอัญมนีที่เทียนคงนำออกมานี้อยู่ในระดับใด เขาก็ตาโตด้วยความไม่อยากจะเชื่อทั้งหมดเป็นโลหะระดับห้าเกรดสูง ชิ้นส่วนอสูรระดับห้าจากสัตว์อสูรหายากที่น้อยคนจะปราบมันลงได้ และถึงแม้จะปราบได้ ชิ้นส่วนพวกนี้มักต้องถูกทำลายและอัญมนีระดับห้าเกรดสูง จะมีตระกูลไหนที่มีทรัพยากรระดับสูงมากมายเพียงนี้
เขากลืนน้ำลายดังอึกมองไปที่เทียนคงแล้วชี้มือชี้ไม้ไปที่กองโลหะ จากนั้นก็ชี้ไปที่ตัวเองสลับไปมาอยู่อย่างนั้นเทียนคงเห็นว่าเยี่ยนเฟยไม่กล้าที่จะใช้วัสดุเหล่านี้ก็ถอนหายใจ แล้วพูดว่า“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ให้ท่านฟรี ๆ ลงมือทำต่อได้แล้ว เวลาเหลือไม่มาก”
“....” เยี่ยนเฟยไม่ตอบคำ เพียงโค้งคำนับให้เทียนคงด้วยความตื้นตันใจแล้วหันกายกลับไปตีอาวุธต่อ
ณ ลานกลาง ประจำตระกูลหลิวที่ใช้จัดแสดงงานในครั้งนี้
คนของตระกูลหลิวที่หลงเหลืออยู่ 20กว่าชีวิต ได้มารวมตัวกันที่บริเวณนี้ด้วยความกระวนกระวายใจเพราะนี่ก็จะเที่ยงคืนแล้ว อาสามก็ยังไม่นำอาวุธและชุดเกราะที่จะใช้ในวันพรุ่งนี้มาจัดวางเลย
“เย่อิ๋ง ...พ่อว่าเจ้าไปสอบถามท่านอาวุโสสามหน่อยไหม อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้างานก็จะเริ่มแล้ว พ่อเกรงว่า ...”หลิวหงชิงผู้เป็นบิดาและผู้นำตระกูลหลิวคนปัจจุบัน กล่าวอย่างกังวล
“อย่าห่วงเลยท่านพ่อ อาสามจะต้องกำลังสร้างอาวุธชิ้นใหม่อยู่เราอย่ารบกวนท่านเลยจะดีกว่า”
“คุณหนูใหญ่ข้าว่าท่านเชื่อบิดาของท่านเถอะ อย่างน้อยไปให้เห็นกับตาก็ยังดีว่าเรามีอาวุธไว้ใช้ในงานแสดงจริง ๆ”
“ใช่ ๆ คุณหนูได้โปรด”
“คุณหนู ๆๆ ...”
เมื่อบิดาของนางหว่านล้อมไม่สำเร็จเหล่าญาติพี่น้องจึงต้องเข้ามาช่วยสมทบ และเกลี้ยกล่อมให้เย่อิ๋งไปหาเยี่ยนเฟยเพราะทั้งตระกูลหลิว มีเพียงเย่อิ๋งเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเขาได้ตลอดเวลาที่ต้องการหากเป็นคนอื่นไม่เพียงแค่จะถูกไล่ลงมา แต่จะถูกอัดจนน่วมด้วยจึงไม่มีใครกล้าที่จะขึ้นไปแม้แต่คนเดียว
เย่อิ๋งทนแรงกดดันจากคนรอบตัวไม่ไหว จึงถอนหายใจแล้วตั้งใจจะไปหาเยี่ยนเฟยตามที่ญาติพี่น้องร้องขอ แต่ทันใดนั้นเองเสียงฟ้าร้องก็ดังลั่นไปทั่วฟ้า พร้อมกับประกายสายฟ้าที่แวบวาบเต็มท้องฟ้าเหนือตระกูลหลิวโดยมีต้นกำเนิดจากบนเขาหลังตระกูล
ผู้คนตระกูลหลิวพลันหันไปมองตามทิศทางดังกล่าวและก็ได้เป็นสักขีพยานร่วมกันของเหตุการณ์กลุ่มก้อนสายฟ้าสีน้ำเงินได้พุ่งขึ้นบนฟ้าและฟาดฟันลงมาด้วยเส้นสายฟ้าขนาดใหญ่ลงบนยอดเขาพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ไกลออกไปกินรัศมีหลายกิโลเมตรทำให้คนในเมืองเพชฌฆาตอสูรกว่า 9 ใน 10 ส่วน ได้ยินเสียงฟ้าฟาดนี้และหันไปยังทิศทางเดียวกันโดยพร้อมเพรียง ณ ตระกูลหลิว ....