ผีกองกอย เป็นผีป่าชนิดหนึ่งอาศัยอยู่รวมกันในป่าลึกและออกหากินเป็นหมู่คณะเหล่าผีกองกอยจะมีทรัพย์สมบัติเยอะแยะมากมายซ่อนเอาไว้ในที่อันลึกลับซึ่งอาจจะเป็นถ้ำหรือในซอกหลืบต้นไม้ใหญ่ที่ไหนสักแห่งในป่าพวกมันหวงทรัพย์สมบัติยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ และก็ใช้สมบัติพวกนี้นี่แหละล่อหลอกผู้คนมาติดกับให้พวกมันได้สูบกินเลือดเรื่อยมาก็อย่างว่า ขนาดทองคำแท่งเดียวผู้ที่มีนิสัยขี้โลภฝังตัวอยู่ในจิตใจก็ตาลุกอยากได้มาเป็นของตัวแล้วนี่ตั้งสี่ซ้าห้าก้อนมีหรือจะไม่พุ่งทยานเข้าไปตะครุบเพื่อฉกฉวยมาเป็นของตนด้วยตัณหาแห่งความละโมบได้เล่า
กลุ่มคนที่วิ่งเตลิดมาหลบหลังพ่อครูจายเปิงหวังจะให้พ่อครูจายเปิงช่วยเหลือหรือไม่ก็คุ้มภัยให้กับพวกเขาแต่ทว่าตัวพ่อครูจายเปิงเองก็ร่อแร่หอบแฮ่กเต็มทีจะมีแรงไหนช่วยใครได้ยาติ่นเองก็แทบจะคลานไปสมทบกับกลุ่มของตน เพราะแผลจากมีดของอลินตามันลึกมากราวกับว่าที่ทิ่มเข้ามามันไม่ใช่มีดสั้นกระนั้น
กลุ่มผีกองกอยไม่รอช้าด้วยความหิวกระหายและต้องการจะเอาสมบัติของพวกมันคืนพวกมันกระโดดขาเดียวดาหน้าเข้าไปหาเหยื่อขณะที่กลุ่มผีกองกอยเตรียมแยกเขี้ยวจะดูดเลือด กลุ่มคนพวกนั้นก็ใช้มือและเท้าดันยื้อกับผีกองกอยเอาไว้สุดตัวด้วยกลัวความตายปากของผีกองกอยใกล้คอของนายฝรั่งคนหนึ่ง นายฝรั่งคนนั้นแววตาตะลึงลานไม่คิดว่าจะต้องเข้าป่ามาพบกับเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้กระทั่ง ในที่สุด..
“ช่วยด้วย...แม่หญิงช่วยพวกข้าด้วย” น้ำเสียงของพ่อครูจายเปิงนั่นเองที่กัดฟันอ้อนวอนขอร้องให้อลินตาช่วยเมื่อพ่อครูจายเปิงเอ่ยปากวิงวอน ก็ทำให้ลูกน้องทุกคนหันไปมองอาจารย์ของตนเป็นตาเดียวกันอลินตายืนกอดอกมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าและก็เห็นว่าผีกองกอยรุกคืบเข้าไปทุกที ซึ่งเธอเองก็ไม่อยากให้ใครต้องมาตายทิ้งเปล่าๆดังนั้นหญิงสาวจึงไม่รอช้า
“ฉันจะช่วยเท่าที่ช่วยได้...” จากนั้นก็หันไปทางกุมารน้อยสมุทรและสินเธาว์พยักหน้าเป็นเชิงส่งสัญญาณ กุมารน้อยทั้งสองรีบลอยล่องเข้าไปแล้วใช้มือจิ้มเบาๆไปยังกลุ่มของผีกองกอย เพียงแค่จิ้มเบาๆ เท่านั้นผีกองกอยพากันล้มกระจายยังกับโดนช้างตกมันฟาดงวงเข้าให้ กุมารน้อยหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจก็แน่ล่ะกุมารของอลินตาหาใช่ธรรมดาไม่แม้จะดูเหมือนเด็กแต่นั่นก็เด็กผีนะจ๊ะซึ่งด้วยความที่เป็นวิญญาณที่อยู่นานเกิ๊นพลังวิญญาณก็เลยสั่งสมให้มหาศาลเป็นเงาตามตัว จะส่งไปเกิดใหม่ก็ไม่ยอมดันพอใจกับอัตภาพกุมารซะนี่
แล้วยังมาเจอคนเลี้ยงที่มีคาถาอาคมเก่งกาจอย่างอลินตาเข้าให้หญิงสาวจึงได้พากุมารน้อยทั้งสอง กินบุญกินธรรมแทนน้ำเหลืองน้ำแดงที่เสพเข้าไปก็มีแต่จะอ้วนลงพุงกุมารน้อยได้สวดมนต์ภาวนา ทำสมาธิตามสมควรที่จะทำได้และได้เข้าวัดไปทำบุญกับอลินตาบ่อยๆ พลังวิญญาณจากที่มีอยู่แล้วก็เพิ่มพูนแต่เป็นการเพิ่มพูนไปในทางที่ดีมิได้เอาไปทำลายล้างใคร
เมื่อกุมารน้อยช่วยผลักผีกองกอยออกจากกลุ่มฝรั่งต่างชาติที่รอจะมาขนสมบัติออกแล้วพวกนั้นก็ไม่รอช้าพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไปโดยไม่ฟังเสียงฟ้าเสียงฝนใดๆทั้งสิ้น ขณะเดียวกันผีกองกอยอีกกลุ่มก็กระโดดก๋องก๋อย ก๋องก๋อยตามไปติดๆราวกับเป็นเงาตามตัว อลินตาเห็นดังนั้นก็รีบหันไปสั่งความกับสองกุมารน้อยของตน
“ไปส่งให้ถึงแค่ปากทางออกจากป่าก็พอเสร็จแล้วรีบกลับมาให้ทันฉันจะกลับบ้านคืนนี้เลย..” เมื่อทุกคนได้ยินคำว่ากลับบ้านของอลินตาโดยเฉพาะเจ้าภูแสนก็ถึงกับหันมาทางหญิงสาวอย่างรวดเร็วลึกๆ แอบใจหายที่จะไม่ได้เจอกันอีกอีกอย่างเจ้าภูแสนก็ยังไม่ได้พูดธุระสำคัญกับอลินตาที่จะให้เธอมาสวมรอยเป็นแพงอรเพื่อตบตาเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์เจ้าภูแสนรีบเอ่ยขึ้นทันที
“จะกลับยังไง ในเมื่อโลงศพที่เธอโผล่มามันอยู่ในโกดังเก็บศพท้ายวัด”อลินตาหันมายิ้มอ่อนให้เจ้าภูแสน
“เดี๋ยวก็รู้..”จากนั้นก็เดินไปทางพ่อครูจายเปิงแล้วแล้วหยิบตุ๊กตาลูกเทพส่งให้พ่อครูจายเปิงอีกครั้งก่อนจะบอกด้วยสียงจริงจัง
“ถือเอาไว้จะถอนอาถรรพ์ตะปูอาคมให้ ถ้าโยนตุ๊กตาฉันทิ้งแบบเมื่อกี้อีกตายขึ้นมาก็ไม่ช่วยแล้วนะ”เอ๊า กลายเป็นว่าอลินตาต้องมาเป็นฝ่ายถอดถอนตะปูปลุกเสกให้กับเจ้าของตะปูเองซะงั้นอลินตานั่งลงคุกเข่าประนมมือขึ้นแล้วพึมพำคาถา ถอนมนต์ดำอาถรรพ์ที่ได้ร่ำเรียนมาเมื่อหญิงสาวสวดคาถาไปซักพักตะปูเป็นสิบๆเล่มก็ค่อยๆ หลุดลอยออกจากตัวของพ่อครูจายเปิงแล้วร่วงกราวลงบนพื้นตรงหน้าทุกคน
สภาพตะปูบ่งบอกมากว่าผ่านป่าช้าหลายตำนานผ่านการตอกฝาโลงมาอย่างโชกโชน ทั้งดำทั้งสนิมเขรอะ ไหนจะรอยเลือดแห้งเกรอะเต็มตะปูนั่นอีกพ่อครูจายเปิงถึงกับถอนหายใจเฮือกรู้สึกเบาสบายตัวเหมือนไม่เคยเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นกับตนแม้แต่ร่องรอยการถูกตะปูตำเพียงขีดข่วนสักนิดก็หามีไม่พ่อครูจายเปิงสบตาอลินตาอย่างยอมรับจริงๆว่าแม่หญิงคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดาอย่างที่คิดส่วนอลินตาก็มองลึกลงไปในแววตาของพ่อครูจายเปิง แล้วพูดเสียงนิ่งๆ
“เคยแต่เสกตะปูใส่คนอื่นเจอกับตัวเองแล้วเป็นไงบ้างเจ็บสะใจเลยไหมพ่อครูนี่ถ้าเป็นฉันนะต้องไปฉีดยากันบาดทะยักก่อนเป็นอันดับแรกไม่งั้นนอนตาไม่หลับหรอกสภาพตะปูเถื่ออนมาก” พูดจบก็หันหลังกลับอย่างไม่สนใจ
อลินตาเก็บมีดเล็กเข้าฝักแล้วเหน็บมีดเข้าไว้ในผ้าโพกผมเช่นเดิมก่อนจะเดินตามกลุ่มของปู่โสมเข้าไปยังในถ้ำ โดยมีเจ้าภูแสน หนานเมืองอินทร์ชัยยันต์และอวยชัยเดินตามไปทุกคนอยากเข้าไปเห็นภายในถ้ำลึกลับกลางป่าแห่งนี้สักครั้งเพราะเป็นที่เล่าลือโจษขานกันเหลือเกินว่าเป็นถ้ำของผู้คนเมืองลับแล บ้างก็ว่าเป็นถ้ำที่บรรจุทรัพย์สมบัติไว้มากมายถ้านำสมบัติอันมีมูลค่าภายในถ้ำมากองนอกถ้ำนั้นพื้นที่เมืองเชียงภูแสนทั้งเมืองก็ไม่สามารถรองรับสมบัติเหล่านั้นได้หมดนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนอยากชมเป็นบุญตาสักครั้ง
แม้ทางปู่โสมเฝ้าทรัพย์จะหน้าบึ้งเป็นอึ่งอ่างหน้าฝนก็เถอะเพราะไม่อยากให้ทุกคนไปเห็นสมบัติล้ำค่านั้นแต่ก็ด้วยเพราะอยากตอบแทนที่ทุกคนมีน้ำใจมาช่วยปกป้องการปล้นสมบัติของตนในครั้งนี้จึงคิดว่าจะให้พวกเขาเห็นสมบัติเมืองโบราณอันล้ำค่าสักคราแต่กระนั้นปู่โสมก็อดที่จะกำชับกำชาไม่ได้
“ดูแต่ตามืออย่าต้อง ของจะหาย” พูดจบทุกคนก็แอบอมยิ้มเพราะรู้ดีว่าปู่โสมทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดีแต่แล้ว ขณะที่อลินตากำลังจะก้าวเท้าไปถึงปากทางเข้าถ้ำเพียงแค่ลมพัดเส้นผมของอลินตาปลิวเสี้ยววินาทีหญิงสาวก็เอื้อมมือขึ้นจับมีดที่อยู่ในผ้าโพกผมถอดฝักออกแล้วหันหลังกลับก่อนจะขว้างมีดเล็กเล่มนั้นพุ่งทะยานตรงไปทางพ่อครูจายเปิงอย่างรวดเร็ว ทุกคนหันมองตามอลินตาทันทีด้วยความตกใจ
มีดเล็กพุ่งแทรกผ่านอากาศเปล่งประกายแสงสีน้ำเงินวาบวิบเดียวเท่านั้นมีดเล่มเล็กกระจิดริดก็กลายเป็นดาบโบราณขนาดเรียวยาวเหมาะมือและคมกริบราวกับถูกลับมาเป็นล้านครั้งอักขระอักษรที่อยู่ตรงด้ามบ่งบอกว่านั่นคือของโบราณก่อนจะมีเมืองสยามเสียด้วยซ้ำไปด้วยแรงเหวี่ยงมีดที่เร็วและทรงพลังของอลินตาทำให้ดาบของหญิงสาวพุ่งปักเข้าที่มือของพ่อครูจายเปิงซึ่งอยู่ในท่าเตรียมขว้างมีดเล็กของตน!