เมื่อกลุ่มทายาทสกุลหลินเดินไปถึงบริเวณที่มีการต่อสู้ ภาพตรงหน้าพวกเขาช่างเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้สับสนอยู่ไม่น้อย
มีกลุ่มคนแยกกันยืนคุมเชิงอยู่สามด้าน ฝั่งหนึ่งคือกลุ่มคนเดินทาง 7 คน พวกเขาต่างก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ร้ายแรงมากนัก
อีกกลุ่มเป็นชายหนุ่ม 4 คน ทุกคนล้วนบาดเจ็บ มีหนึ่งคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณช่วงอกมีรอยเล็บขนาดใหญ่พาดผ่านเป็นแผลยาวเลือดไหลนอง ข้างๆชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีสัตว์อสูรเป็นเสือสีขาวมีรอยแผลใหญ่น้อยเต็มตัว ยืนแยกเขี้ยวขู่อยู่ใกล้ๆ
กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มชายที่มีผ้าปิดบังใบหน้า มีราว 14-15 คน ทุกคนต่างก็มีบาดแผลตามตัวไม่น้อยเลย
พื้นที่โดยรอบบริเวณนี้ เต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรที่ถูกสังหารราว 30 ตัว ส่งกลิ่นเลือดคละคลุ้ง เลือดและเครื่องในไหลออกมากองอยู่บนพื้นดิน น่าสยดสยองจนกลุ่มสตรีแทบจะอาเจียนออกมา
‘นี่มัน สถานการณ์อะไรกัน?’ หลายคนคิดในใจ
เหมือนเป็นการกระตุ้นกลุ่มคนที่กำลังยืนคุมเชิงกันอยู่ เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์สกุลหลินอยู่ในระยะสายตา จากที่ยืนคุมเชิงกัน ชายที่มีผ้าปิดหน้าหยิบดาบออกมาต่อสู้ทันที สามกลุ่มเข้าโรมรันกันจนไม่รู้ใครเป็นใคร
“สังหารกลุ่มคนที่มีผ้าปิดหน้า” หลินซ่งสวินตัดสินใจในทันที
กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์สกุลหลินเมื่อได้ยินคำสั่งก็เข้าร่วมการต่อสู้ทันที เมื่อเห็นมีคนมาช่วยแล้วกลุ่มชายหนุ่ม 4 คนจึงมีคนหนึ่งแบกร่างชายที่บาดเจ็บสาหัส เข้ามาทางกลุ่มผู้หลอมโอสถสกุลหลิน สตรีกับบุรุษคู่หนึ่งจากกลุ่มคนเดินทาง 7 คน ก็วิ่งหนีออกมาทางนี้เช่นกัน
หลินหนิงชินซึ่งยืนอยู่ใกล้พวกเขามากที่สุด จึงก้าวเท้าออก คิดจะไปช่วยเหลือชายที่บาดเจ็บผู้นั้น
“ระวัง!!!” ลู่เสวียนที่ถูกสหายแบกไว้อย่างครึ่งๆกลางๆ เงยหน้าไปเห็นธนูดอกหนึ่งพุ่งมาทางนี้ แต่มันเพียงผ่านเขาไปและพุ่งไปทางเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างไม่ระวัง
“อ๊าาาา…” หลินหนิงชินร้องออกมาอย่างตกใจ จู่ ๆชายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็พุ่งเข้ามาผลักนาง
“ฟิ้วว..”
ลูกธนูกรีดผ่านใบหน้าของชายหนุ่มที่มีชื่อว่าลู่เสวียน เป็นแผลยาวจากกกหูด้านขวาจนถึงปลายคาง เขาล้มลงอย่างแรงและสลบไป
เสือขาวที่กำลังต่อสู้อยู่กลางวงล้อม เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นนาย กระโจนสองทีก็มาถึงตรงหน้าของลู่เสวียน มันยืนจ้องหลินหนิงชินอยู่ครู่หนึ่งก่อนลงไปนอนหมอบข้างๆ ผู้เป็นนาย
หลินหนิงชินรีบหยิบโอสถออกมาหลายชนิด ป้อนเข้าปากบุรุษผู้นั้น และเริ่มทำการรักษาบาดแผลให้เขา โดยมีเสือขาวนอนมองนางตาไม่กะพริบ
ทางด้านกลุ่มที่ต่อสู้กันอยู่ ในที่สุดกลุ่มชายที่มีผ้าปิดหน้าก็ถูกสังหารจนหมด ผู้หลอมโอสถที่เหลือต่างแยกกันไปรักษาอาการผู้บาดเจ็บ
“พวกเจ้าเป็นผู้หลอมโอสถเช่นกันหรือ?” สตรีจากกลุ่ม 7 คนถามออกมา
“ใช่พวกเราหลายคนเป็นผู้หลอมโอสถ เจ้าถามเช่นนี้หรือว่าเจ้าก็เป็นผู้หลอมโอสถด้วย” หลินเหม่ยเจวี๋ยที่กำลังใช้ผ้าเช็ดเลือดให้บุรุษผู้หนึ่งถามไป มือก็ทำงานไป
“พวกเรามาจากเมืองไห่ถัง ข้าชื่อ หูอันโหรว ข้ากับลูกพี่ลูกน้องของข้าอีกคนเป็นผู้หลอมโอสถ พวกเรามาด้วยกัน 7 คน กำลังจะเดินทางไปเมืองผิงอัน” หูอันโหรวกล่าวพลางหยิบโอสถออกมาใส่ปากตัวเองไป
หลินซ่งสวินเมื่อเห็นน้องสาวปลอดภัยดี และเห็นว่ายังมีหลินซ่งอวี้และหลินไฉ่หง ยืนประกบจ้องมองตอบโต้กับเสือขาวอยู่ใกล้ ๆ นาง ก็วางใจ เดินมาถามความจากกลุ่มคนทั้งสองกลุ่ม
“แม่นางหู เกิดเรื่องอันใดขึ้น เล่าให้พวกเราฟังหน่อยเถิด”
"พวกเราทั้ง 7 คน เดินทางมาจากเมืองไห่ถัง จะไปเข้าร่วมกับสำนักเย้าเตียนที่เมืองผิงอัน ข้ากับญาติผู้พี่ของข้าเป็นผู้หลอมโอสถ ส่วนอีก 5 คนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นพี่น้องในตระกูลหู
ระหว่างทางได้พบกับกลุ่มโจรที่มีผ้าปิดหน้าที่พวกท่านเห็น พวกเรามีคนน้อยพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอดจากพวกเขา แต่กลับมาพบกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับฝูงสัตว์อสูร กลุ่มโจรที่ไล่ตามพวกเรามาติดๆ ก็ถูกพวกสัตว์อสูรนึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ก็มุ่งมาโจมตีพวกเราด้วย พวกเราและกลุ่มโจรจึงต้องเข้าร่วมการต่อสู้กับสัตว์อสูร สังหารพวกมันจนสิ้นแล้ว ก็เป็นจังหวะที่พวกท่านมาถึงที่นี่พอดี"
หูอันโหรวเล่าจบก็หันไปทาง บุรุษหนุ่มที่มากัน 4 คน ทุกสายตาก็หันมองตามไปในทิศทางเดียวกัน
"พวกเรามาไม่ใช่คนแคว้นเหอ เรามาจากแคว้นสุ่ย สำนักเราเป็นสำนักที่มีผู้ฝึกสัตว์อสูร พวกเราและศิษย์ในสำนักอีกหลายกลุ่มมีหน้าที่ค้นหา ตำราและร่องรอยของผู้ฝึกสัตว์อสูรที่หลงเหลืออยู่ จึงเดินทางไปทั่วทั้งทวีป ครั้งนี้ได้ยินข่าวโดยบังเอิญจากกลุ่มพ่อค้า ว่าที่เมืองเป่ยถังมีการขุดพบตำราโบราณ พวกเราจึงคิดจะไปที่นั่น
ระหว่างทางก็ได้เจอฝูงสัตว์อสูรราว 30 ตัว เข้าโจมตี เราสามคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่สหายเราอีกคนทางนั้นเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูร เสือขาวของเขาเข้าร่วมการต่อสู้ด้วย เขาพยายามปกป้องสัตว์อสูรของเขาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเราเองก็แทบจะต้านเอาไว้ไม่ไหวแล้ว ก็พอดีมีกลุ่มคนวิ่งเข้ามาในพื้นที่นี้พอดี ก็เลยได้ช่วยกันสังหารสัตว์อสูรจนหมด แล้วเหตุการณ์ต่อไปก็ดังที่ท่านเห็นนั่นล่ะ"
ทุกคน “------” ช่างเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิงดีพิลึก
“มานี่.. ให้ข้าดูแผลเจ้าหน่อย” หลินหนิงชินที่เพิ่งจัดการบาดแผลให้บุรุษตรงหน้าเสร็จเรียบร้อย ร้องเรียกเจ้าเสือขาวตัวใหญ่
“กรรรรรรร” เสือขาวทำเสียงขู่เบาๆในลำคอ
“เพี๊ยะ!!!!! "
"อย่ามากเรื่องนัก นายของเจ้าข้าก็เย็บเนื้อจนพรุนไปแล้ว ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก” หลินหนิงชินตบเข้าที่บริเวณหลังหูด้านซ้ายของเจ้าสัตว์อสูรตัวโต ซึ่งกำลังชะงักค้างอยู่ท่าเดิม
“พวกเจ้านี่มันตัวซวยชัดๆ ข้าเดินทางมา 2 เดือน แทบจะไม่พบไม่เจออันตรายใดๆ ดูพวกเจ้าสิ วันหนึ่งเจอทั้งโจร เจอทั้งสัตว์อสูร ช่างน่าอเนจอนาถยิ่งนัก”
“เจ้าเองก็ด้วย รู้ว่าสู้ไม่ไหวเหตุใดไม่รีบแบกนายของเจ้าหนีไป หากไม่มีผู้ใดมาช่วยป่านนี้คงดับสิ้นกันทั้งหมดไปแล้ว” หลินหนิงชินยังคงบ่นกระปอดกระแปดของนางไปอีกหลายประโยค ส่วนคนที่นั่งฟังอยู่นั้น ล้วนแล้วแต่หน้าเบี้ยว ปากบิดกันไปแล้ว
“อาหนิงเจ้าคอแห้งหรือไม่ อีกเดี๋ยวพี่รองจะเอาน้ำมาให้เจ้าดื่มก่อนนะ” หลินซ่งอวี้รีบมาประจบเอาใจน้องสาวที่กำลังอารมณ์ขุ่นมัว
“เจ้าค่ะพี่รอง ข้ากระหายน้ำอยู่พอดี ขอบคุณพี่รองนะเจ้าคะ” หลินหนิงชินตอบเสียงหวานจ๋อย
ทุกคน “-------” เจ้าคือคนเดียวกันกับแม่นางน้อยป่าเถื่อนเมื่อสักครู่ใช่ไหม? "
หลังจากได้ฟังเรื่องราว หลินเจียวหย่งครุ่นคิดอยู่สักครู่ก็เอ่ยออกมา
“ที่เมืองเป่ยถังขุดตำราโบราณนั่นเป็นเรื่องจริง พวกเราเป็นคนตระกูลหลิน คนในตระกูลเราเป็นผู้ขุดมันขึ้นมาเอง ข้ารับประกันกับพวกท่านได้ว่า ไม่มีตำราหรือสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกสัตว์อสูรเลย ล้วนเป็นตำราของบรรพบุรุษตระกูลหลินที่เก็บไว้ให้กับผู้หลอมโอสถเท่านั้น พวกท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปให้เสียเวลาหรอก”
“พวกเรากำลังจะเดินทางไปเข้าร่วมกับสำนักเย้าเตียนเช่นกัน หากพวกเจ้าคนสกุลหูสะดวกใจ ก็ร่วมทางไปพร้อมกับพวกเราเถิด ส่วนพวกท่านอีก 4 คน ยังมีคนเจ็บอยู่ เดินทางไปกับเราก่อนถึงเมืองข้างหน้าแล้วค่อยแยกย้ายกันไป” หลินซ่งสวินกล่าวเสริม
หูอันโหรว หันมองบุรุษอีกคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นญาติผู้พี่ที่เป็นผู้หลอมโอสถที่นางกล่าวถึง เห็นเขาพยักหน้าแล้วจึงหันมาตอบ
“ได้ พวกเราจะเดินทางไปกับพวกท่าน”
ส่วนบุรุษต่างแคว้นนั้นย่อมเต็มใจอยู่แล้ว พวกเขามีสหายที่บาดเจ็บสาหัส ยังคงต้องพึ่งพาการรักษาจากผู้หลอมโอสถเหล่านี้