(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 87 การเข้ากันได้ของเจตจำนง

            ในที่สุดพิธีการรับศิษย์ก็ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในห้องโถงไม้ขนาดใหญ่กลับคืนสู่ความสงบ


            หลังจากเสร็จสิ้นพิธี หวงเยี่ยก็ได้พูดคุยกับศิษย์พี่ทั้งสองอย่างเป็นกันเอง


            คำบอกเล่าของหลี่เฉินและไป๋อวี้ทำให้ได้รับรู้ ว่าแท้จริงแล้วหวูเหยียนจีมีลูกศิษย์อยู่มากกว่าสิบคน กระจายตัวอยู่ตามสาขาต่างๆของมหาวิทยาลัยเทพอสูร บางคนออกไปปฏิบัติภารกิจ บางคนกำลังฝึกฝนอย่างเข้มข้นในพื้นที่พิเศษ และบางคนก็ใกล้จะสำเร็จการศึกษา


            หลี่เฉินคือศิษย์ลำดับที่หนึ่ง ส่วนไป๋อวี้คือศิษย์ลำดับที่สอง ทว่าลำดับดังกล่าวไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งหรือพรสวรรค์ หากเป็นการจัดเรียงตามช่วงเวลาที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของหวูเหยียนจีก่อนหลังเท่านั้น


            ทั้งสองคนเป็นนักเรียนชั้นปีสามที่แทบจะสำเร็จหลักสูตรแล้ว แต่ยังคงติดตามท่านอาจารย์อย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่ช่วยเหลือทั้งในด้านการสอน การประสานงาน และการดูแลศิษย์รุ่นน้อง จนได้รับการยอมรับว่าเป็นเสมือนแขนซ้ายและแขนขวาของหวูเหยียนจี


            ภายในห้องโถง เสียงหัวเราะก้องกังวานของชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้มดังขึ้นอีกครั้ง


            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”


            “วันนี้ข้าอารมณ์ดีจริงๆ”


            เขาหัวเราะอย่างเปิดเผย ก่อนจะค่อยๆเก็บสีหน้าให้กลับมาจริงจัง


            แววตาเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและมั่นคง รัศมีของอาจารย์ผู้มากประสบการณ์แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน


            “หวงเยี่ย.. ในเมื่อเจ้าเป็นลูกศิษย์ของข้าแล้ว เจ้าก็จะได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูรแห่งนี้อย่างมากมาย โดยเฉพาะกับการสั่งสอนจากข้าโดยตรง ก่อนอื่น.. วิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชาของเจ้าเป็นยังไงบ้างแล้วละ?”


            ระหว่างที่กล่าว เขายกมือลูบหนวดสั้นๆของตนเองอย่างเคยชิน ท่าทางดูภาคภูมิใจจนแทบปิดไม่มิด


            หวงเยี่ยแหงนหน้ามองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย


            “วิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชา? ไม่ใช่ว่าวิชานี้เป็นของท่านผู้อำนวยการหย่าเฟยหรือครับ?”


            คำถามนั้นทำให้หวูเหยียนจีพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง


            “พูดอะไรบ้าๆกันศิษย์ข้า!”


            “วิชานี้เป็นของข้าต่างหาก!”


            เขาสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งบ่นกึ่งภูมิใจ


            “เมื่อรู้ว่าเจ้าสามารถปลุกเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาขึ้นมาได้ นางก็เดินทางมาหาข้าโดยตรง และบอกว่าจะใช้วิชาขับเคลื่อนพลังระดับราชานี้ดึงดูดการรับสมัครนักเรียนใหม่ ในตอนแรกข้าก็แทบจะค้านหัวชนฝา เพราะวิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชานี้หายาก หายากอย่างถึงที่สุด และข้าเองก็ได้รับมันมาจากการไปยังอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่ง อยู่ดีๆจะขอไปให้คนอื่นได้ยังไงกัน จริงไหมละ?”


            หลี่เฉินกับไป๋อวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที สีหน้าของทั้งสองสะท้อนชัดว่าวิชานี้มีค่ามหาศาลเพียงใด


            หวูเหยียนจีลูบหนวดต่ออย่างครุ่นคิด


            “แต่พอได้ยินว่าเป็นนักล่ามังกรที่ปลุกเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาขึ้นมาได้ ข้าก็ยินยอมไปแบบไม่เต็มใจนัก!”


            “แล้วเป็นยังไงบ้างละ ตอนนี้สามารถขับเคลื่อนพลังวิญญาณในการฝึกฝนได้คล่องหรือยัง?”


            “ถ้ายังสามารถสอบถามอาจารย์ได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเกรงใจอะไรนะ”


            “เพราะข้ารู้ดีว่าวิชานี้มันพิเศษ ต่อให้จะเป็นเจ้าสองคนนี้ที่ฝึกฝนมานาน พวกมันก็ยังไม่อาจทำให้วิชานี้เป็นหนึ่งเดียวกันกับร่างกายได้เลย!”


            หลี่เฉินหัวเราะเบาๆ


            “ท่านอาจารย์พูดตรงเกินไปแล้ว”


            ไป๋อวี้ส่ายหน้าอย่างยอมรับ


            “แต่นั่นก็เป็นความจริง วิชานี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่พวกเราจะควบคุมได้อย่างสมบูรณ์!”


            ตัวหวงเยี่ยที่ถูกถามก็ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าของหวูเหยียนจี หลี่เฉิน และไป๋อวี้ สีหน้าของเขาสงบอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าลึกลงไปในแววตากลับฉายแววครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่จะยกมือขึ้นเกาแก้มของตนเองเบาๆ ท่าทางดูเรียบง่ายและจริงใจอย่างยิ่ง


            “เอ่อ.. ท่านอาจารย์..”


            “ถ้าข้าบอกว่าวิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชานี้ ข้าสามารถบรรลุมันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว พวกท่านจะเชื่อมันไหมละ?”


            ประโยคดังกล่าวเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางห้องโถง


            “พรวด!”


            หวูเหยียนจีที่กำลังยกขวดสุราดื่มถึงกับพ่นเหล้าออกมาทันที


            ดวงตาเบิกกว้าง หนวดเคราที่เปียกชื้นยิ่งทำให้ท่าทางของเขาดูตื่นตระหนกอย่างยิ่ง


            “อะไรนะ?! เจ้าพูดจริงหรือขี้โม้กันละเนี่ย?!”


            เสียงของเขาดังลั่นสะท้อนผนังไม้ทั้งสี่ด้าน ขณะที่หลี่เฉินกับไป๋อวี้ถึงกับชะงักงัน รอยยิ้มบนใบหน้าแทนที่ด้วยความตกตะลึง


            หวงเยี่ยไม่ได้แสดงท่าทีลังเล ตัวของยังคงยืนอย่างมั่นคง พลางพยักหน้ารับอย่างช้าๆ


            “ข้าพูดตามความจริง!”


            หวูเหยียนจีแทบไม่รอให้คำพูดจบ ก้าวเข้ามาในทันที มือใหญ่คว้าข้อมือของหวงเยี่ยอย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณอันเปี่ยมด้วยพลังชีวิตสีเขียวมรกตไหลทะลักออกจากร่างของเขา ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่เส้นชีพจรโลหิตของศิษย์รักอย่างแม่นยำและนุ่มนวล


            กระแสพลังนั้นไหลเวียนตรวจสอบทั่วร่างกายของหวงเยี่ย ตั้งแต่เส้นชีพจรโลหิตหลักไปจนถึงจุดชีพจรสำคัญ ทุกจุดล้วนเปี่ยมด้วยพลังธาตุพฤกษาที่บริสุทธิ์ กลมกลืน และไหลลื่นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมาแต่กำเนิด ไม่มีความติดขัด ไม่มีความแปลกแยกเลยซักนิด


            เพียงชั่วอึดใจ หวูเหยียนจีก็ชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม เหมือนเห็นสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของตน


            “ขะ.. ของจริงวะ?”


            เสียงพึมพำหลุดออกจากปากอย่างไม่รู้ตัว ปล่อยข้อมือหวงเยี่ยช้าๆ ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายอย่างแปลกประหลาด


            “นี่เจ้าทำได้ยังไงกันศิษย์รัก!”


            “เพราะถ้าจำไม่ผิด เจ้าเพิ่งได้รับวิชานี้ไปเมื่อประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนเองนะ!”


            “แต่เจ้ากลับใช้เวลาเพียงแค่นั้นและทำให้วิชากับร่างกายผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ข้าพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ”


            น้ำเสียงของเขาสั่นเครือไปความตื่นเต้นและความยินดีอย่างสุดขีด


            ใบหน้าที่ดุดันกลับเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ประหนึ่งกำลังมองเพชรเม็ดงามที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า


            ขณะเดียวกัน หลี่เฉินก็ยกมือขึ้นลูบท้ายทอย หัวเราะแห้งๆด้วยสีหน้ากึ่งยอมรับกึ่งอ่อนใจ


            “เอ่อ.. ข้าว่ามันคงไม่แปลกหรอก ศิษย์น้องสามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้ระดับจักรพรรดิในขั้นแรกได้เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น คงไม่ต้องไปพูดถึงวิชาขับเคลื่อนพลังที่ซับซ้อนมากยิ่งกว่าหรอกมั้ง?”


            ไป๋อวี้พยักหน้ารับ ดวงตางดงามสะท้อนความประหลาดใจปนชื่นชม


            “ตอนแรกข้ายังคิดว่าอย่างน้อยวิชานี้ก็คงต้องใช้เวลา แต่ดูเหมือนศิษย์น้องจะไม่ยึดติดกับคำว่าปกติเลยจริงๆ”


            หวงเยี่ยยิ้มขึ้นเล็กน้อย


            “ข้าเพียงรู้สึกว่าวิชานี้เหมาะสมกับข้าอย่างยิ่ง”


            “เมื่อเริ่มฝึกก็สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคย ราวกับพลังธาตุพฤกษาได้หลอมรวมอยู่ในร่างกายข้ามานานแล้ว”


            คำอธิบายที่เรียบง่ายยิ่งทำให้หวูเหยียนจีตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม


            เขาเดินวนรอบตัวหวงเยี่ยไปมา มือหนึ่งลูบหนวด อีกมือไพล่หลัง สีหน้าครุ่นคิดและเปี่ยมด้วยความยินดี


            “พรสวรรค์ระดับนี้..”


            “ไม่สิ.. นี่มันเกินกว่าคำว่าพรสวรรค์เสียอีก มันคือความสอดคล้องโดยกำเนิดระหว่างร่างกาย จิตวิญญาณ และธาตุพฤกษา”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าหวูเหยียนจีรับศิษย์ได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”


            เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วห้องโถง เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างไม่ปิดบัง


            หลี่เฉินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา


            “ดูเหมือนต่อไปนี้ท่านอาจารย์จะอวดศิษย์คนนี้ไปทั่วมหาวิทยาลัยแน่นอน!”


            ไป๋อวี้ยิ้มบาง


            “ถ้าเป็นข้าเอง..ก็คงอดอวดไม่ได้เหมือนกันละนะ”


            หวูเหยียนจีหยุดหัวเราะแล้วหันกลับมามองหวงเยี่ย แววตาเปล่งประกายจริงจัง


            “หวงเยี่ย ความสำเร็จของเจ้าในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก วิชาขับเคลื่อนพลังระดับราชานั้น ต่อให้เป็นผู้มีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับสูงก็ยังต้องใช้เวลานานกว่าจะหลอมรวมได้ แต่เจ้ากลับทำสำเร็จภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์”


            “นี่คือหลักฐานว่าหนทางของเจ้ากับธาตุพฤกษานั้นลึกซึ้งอย่างยิ่งยังไงละ”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน