ในที่สุดพิธีการรับศิษย์ก็ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในห้องโถงไม้ขนาดใหญ่กลับคืนสู่ความสงบ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธี หวงเยี่ยก็ได้พูดคุยกับศิษย์พี่ทั้งสองอย่างเป็นกันเอง
คำบอกเล่าของหลี่เฉินและไป๋อวี้ทำให้ได้รับรู้ ว่าแท้จริงแล้วหวูเหยียนจีมีลูกศิษย์อยู่มากกว่าสิบคน กระจายตัวอยู่ตามสาขาต่างๆของมหาวิทยาลัยเทพอสูร บางคนออกไปปฏิบัติภารกิจ บางคนกำลังฝึกฝนอย่างเข้มข้นในพื้นที่พิเศษ และบางคนก็ใกล้จะสำเร็จการศึกษา
หลี่เฉินคือศิษย์ลำดับที่หนึ่ง ส่วนไป๋อวี้คือศิษย์ลำดับที่สอง ทว่าลำดับดังกล่าวไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งหรือพรสวรรค์ หากเป็นการจัดเรียงตามช่วงเวลาที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของหวูเหยียนจีก่อนหลังเท่านั้น
ทั้งสองคนเป็นนักเรียนชั้นปีสามที่แทบจะสำเร็จหลักสูตรแล้ว แต่ยังคงติดตามท่านอาจารย์อย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่ช่วยเหลือทั้งในด้านการสอน การประสานงาน และการดูแลศิษย์รุ่นน้อง จนได้รับการยอมรับว่าเป็นเสมือนแขนซ้ายและแขนขวาของหวูเหยียนจี
ภายในห้องโถง เสียงหัวเราะก้องกังวานของชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้มดังขึ้นอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
“วันนี้ข้าอารมณ์ดีจริงๆ”
เขาหัวเราะอย่างเปิดเผย ก่อนจะค่อยๆเก็บสีหน้าให้กลับมาจริงจัง
แววตาเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและมั่นคง รัศมีของอาจารย์ผู้มากประสบการณ์แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
“หวงเยี่ย.. ในเมื่อเจ้าเป็นลูกศิษย์ของข้าแล้ว เจ้าก็จะได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูรแห่งนี้อย่างมากมาย โดยเฉพาะกับการสั่งสอนจากข้าโดยตรง ก่อนอื่น.. วิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชาของเจ้าเป็นยังไงบ้างแล้วละ?”
ระหว่างที่กล่าว เขายกมือลูบหนวดสั้นๆของตนเองอย่างเคยชิน ท่าทางดูภาคภูมิใจจนแทบปิดไม่มิด
หวงเยี่ยแหงนหน้ามองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“วิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชา? ไม่ใช่ว่าวิชานี้เป็นของท่านผู้อำนวยการหย่าเฟยหรือครับ?”
คำถามนั้นทำให้หวูเหยียนจีพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง
“พูดอะไรบ้าๆกันศิษย์ข้า!”
“วิชานี้เป็นของข้าต่างหาก!”
เขาสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งบ่นกึ่งภูมิใจ
“เมื่อรู้ว่าเจ้าสามารถปลุกเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาขึ้นมาได้ นางก็เดินทางมาหาข้าโดยตรง และบอกว่าจะใช้วิชาขับเคลื่อนพลังระดับราชานี้ดึงดูดการรับสมัครนักเรียนใหม่ ในตอนแรกข้าก็แทบจะค้านหัวชนฝา เพราะวิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชานี้หายาก หายากอย่างถึงที่สุด และข้าเองก็ได้รับมันมาจากการไปยังอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่ง อยู่ดีๆจะขอไปให้คนอื่นได้ยังไงกัน จริงไหมละ?”
หลี่เฉินกับไป๋อวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที สีหน้าของทั้งสองสะท้อนชัดว่าวิชานี้มีค่ามหาศาลเพียงใด
หวูเหยียนจีลูบหนวดต่ออย่างครุ่นคิด
“แต่พอได้ยินว่าเป็นนักล่ามังกรที่ปลุกเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาขึ้นมาได้ ข้าก็ยินยอมไปแบบไม่เต็มใจนัก!”
“แล้วเป็นยังไงบ้างละ ตอนนี้สามารถขับเคลื่อนพลังวิญญาณในการฝึกฝนได้คล่องหรือยัง?”
“ถ้ายังสามารถสอบถามอาจารย์ได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเกรงใจอะไรนะ”
“เพราะข้ารู้ดีว่าวิชานี้มันพิเศษ ต่อให้จะเป็นเจ้าสองคนนี้ที่ฝึกฝนมานาน พวกมันก็ยังไม่อาจทำให้วิชานี้เป็นหนึ่งเดียวกันกับร่างกายได้เลย!”
หลี่เฉินหัวเราะเบาๆ
“ท่านอาจารย์พูดตรงเกินไปแล้ว”
ไป๋อวี้ส่ายหน้าอย่างยอมรับ
“แต่นั่นก็เป็นความจริง วิชานี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่พวกเราจะควบคุมได้อย่างสมบูรณ์!”
ตัวหวงเยี่ยที่ถูกถามก็ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าของหวูเหยียนจี หลี่เฉิน และไป๋อวี้ สีหน้าของเขาสงบอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าลึกลงไปในแววตากลับฉายแววครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่จะยกมือขึ้นเกาแก้มของตนเองเบาๆ ท่าทางดูเรียบง่ายและจริงใจอย่างยิ่ง
“เอ่อ.. ท่านอาจารย์..”
“ถ้าข้าบอกว่าวิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชานี้ ข้าสามารถบรรลุมันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว พวกท่านจะเชื่อมันไหมละ?”
ประโยคดังกล่าวเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางห้องโถง
“พรวด!”
หวูเหยียนจีที่กำลังยกขวดสุราดื่มถึงกับพ่นเหล้าออกมาทันที
ดวงตาเบิกกว้าง หนวดเคราที่เปียกชื้นยิ่งทำให้ท่าทางของเขาดูตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
“อะไรนะ?! เจ้าพูดจริงหรือขี้โม้กันละเนี่ย?!”
เสียงของเขาดังลั่นสะท้อนผนังไม้ทั้งสี่ด้าน ขณะที่หลี่เฉินกับไป๋อวี้ถึงกับชะงักงัน รอยยิ้มบนใบหน้าแทนที่ด้วยความตกตะลึง
หวงเยี่ยไม่ได้แสดงท่าทีลังเล ตัวของยังคงยืนอย่างมั่นคง พลางพยักหน้ารับอย่างช้าๆ
“ข้าพูดตามความจริง!”
หวูเหยียนจีแทบไม่รอให้คำพูดจบ ก้าวเข้ามาในทันที มือใหญ่คว้าข้อมือของหวงเยี่ยอย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณอันเปี่ยมด้วยพลังชีวิตสีเขียวมรกตไหลทะลักออกจากร่างของเขา ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่เส้นชีพจรโลหิตของศิษย์รักอย่างแม่นยำและนุ่มนวล
กระแสพลังนั้นไหลเวียนตรวจสอบทั่วร่างกายของหวงเยี่ย ตั้งแต่เส้นชีพจรโลหิตหลักไปจนถึงจุดชีพจรสำคัญ ทุกจุดล้วนเปี่ยมด้วยพลังธาตุพฤกษาที่บริสุทธิ์ กลมกลืน และไหลลื่นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมาแต่กำเนิด ไม่มีความติดขัด ไม่มีความแปลกแยกเลยซักนิด
เพียงชั่วอึดใจ หวูเหยียนจีก็ชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม เหมือนเห็นสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของตน
“ขะ.. ของจริงวะ?”
เสียงพึมพำหลุดออกจากปากอย่างไม่รู้ตัว ปล่อยข้อมือหวงเยี่ยช้าๆ ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายอย่างแปลกประหลาด
“นี่เจ้าทำได้ยังไงกันศิษย์รัก!”
“เพราะถ้าจำไม่ผิด เจ้าเพิ่งได้รับวิชานี้ไปเมื่อประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนเองนะ!”
“แต่เจ้ากลับใช้เวลาเพียงแค่นั้นและทำให้วิชากับร่างกายผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ข้าพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือไปความตื่นเต้นและความยินดีอย่างสุดขีด
ใบหน้าที่ดุดันกลับเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ประหนึ่งกำลังมองเพชรเม็ดงามที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า
ขณะเดียวกัน หลี่เฉินก็ยกมือขึ้นลูบท้ายทอย หัวเราะแห้งๆด้วยสีหน้ากึ่งยอมรับกึ่งอ่อนใจ
“เอ่อ.. ข้าว่ามันคงไม่แปลกหรอก ศิษย์น้องสามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้ระดับจักรพรรดิในขั้นแรกได้เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น คงไม่ต้องไปพูดถึงวิชาขับเคลื่อนพลังที่ซับซ้อนมากยิ่งกว่าหรอกมั้ง?”
ไป๋อวี้พยักหน้ารับ ดวงตางดงามสะท้อนความประหลาดใจปนชื่นชม
“ตอนแรกข้ายังคิดว่าอย่างน้อยวิชานี้ก็คงต้องใช้เวลา แต่ดูเหมือนศิษย์น้องจะไม่ยึดติดกับคำว่าปกติเลยจริงๆ”
หวงเยี่ยยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“ข้าเพียงรู้สึกว่าวิชานี้เหมาะสมกับข้าอย่างยิ่ง”
“เมื่อเริ่มฝึกก็สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคย ราวกับพลังธาตุพฤกษาได้หลอมรวมอยู่ในร่างกายข้ามานานแล้ว”
คำอธิบายที่เรียบง่ายยิ่งทำให้หวูเหยียนจีตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
เขาเดินวนรอบตัวหวงเยี่ยไปมา มือหนึ่งลูบหนวด อีกมือไพล่หลัง สีหน้าครุ่นคิดและเปี่ยมด้วยความยินดี
“พรสวรรค์ระดับนี้..”
“ไม่สิ.. นี่มันเกินกว่าคำว่าพรสวรรค์เสียอีก มันคือความสอดคล้องโดยกำเนิดระหว่างร่างกาย จิตวิญญาณ และธาตุพฤกษา”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าหวูเหยียนจีรับศิษย์ได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วห้องโถง เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างไม่ปิดบัง
หลี่เฉินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“ดูเหมือนต่อไปนี้ท่านอาจารย์จะอวดศิษย์คนนี้ไปทั่วมหาวิทยาลัยแน่นอน!”
ไป๋อวี้ยิ้มบาง
“ถ้าเป็นข้าเอง..ก็คงอดอวดไม่ได้เหมือนกันละนะ”
หวูเหยียนจีหยุดหัวเราะแล้วหันกลับมามองหวงเยี่ย แววตาเปล่งประกายจริงจัง
“หวงเยี่ย ความสำเร็จของเจ้าในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก วิชาขับเคลื่อนพลังระดับราชานั้น ต่อให้เป็นผู้มีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับสูงก็ยังต้องใช้เวลานานกว่าจะหลอมรวมได้ แต่เจ้ากลับทำสำเร็จภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์”
“นี่คือหลักฐานว่าหนทางของเจ้ากับธาตุพฤกษานั้นลึกซึ้งอย่างยิ่งยังไงละ”