เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบสอง พิธีต่อชะตาสัมฤกธิ์

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบสอง

     

    กระโจมแม่ทัพใหญ่ในค่ายทหารทัพแคว้นต้าเหว่ยแม้ยามค่ำจะมาเยือน ฟ้ามืดมนด้วยเมฆครึ้มไร้ดาวกลิ่นอายสงครามยังไม่จางหายจากอากาศ โม่หยงเฉิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะวางแผนใบหน้าเยียบเย็นดุจหยกสลัก หากในใจกลับว้าวุ่นหยาดน้ำหมึกบนแผนที่แทบไม่ขยับเพราะมือที่เคยมั่นคงของเขาสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

    สามวันแล้ว..เงาของเจ้ากาน้อยที่คุ้นเคยนั้นไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลยห้าวันช่วงที่เขาพักรักษาตัวเสี่ยวเฟินอยู่ไม่ห่างกายแต่เมื่อกลับมาทำหน้าที่จึงไม่อาจให้นางติดกายเช่นเดิมแต่พอเขากลับมายุ่งกับภารกิจนางกลับหายไป

    หลายวันมานี้เขามองหาเงาเจ้ากาขาวมาตลอดไม่ใช่เพียงเพราะนกกาเคยเกาะอยู่บนกระโจมเขาทุกเช้าจนเคยชินไม่ใช่เพียงเพราะเคยร้องเตือนเขาให้หลบคมศัตรูในยามออกรบแต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่านางจะเฝ้ามองเขาไม่ไปไหน แต่นางหายไปเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี..

    “ประกาศไปทั่วค่าย” เสียงเขาดังเรียบ “หากผู้ใดพบเห็นกาสีขาวปลอด ห้ามไล่ห้ามทำร้าย”

    องครักษ์ที่ยืนเฝ้ารีบโค้งคำนับรับคำสั่งจากนั้นรีบรุดไปปฏิบัติทันทีเพื่อประกาศข่าวออกไปแต่ไม่ว่าเขาจะส่งคนออกค้นหาเท่าใด ก็ไร้เงาของเจ้ากาน้อยอยู่ดีหวังว่าในใจจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนางเช่นกลัวว่าจะมีทหารไม่รู้ความยิงกาขาวซึ่งคือเสี่ยวเฟินของเขาไปเสียแล้ว

    ...

    ขณะเดียวกันพลบค่ำที่วัดซานป๋อกลิ่นธูปลอยคลุ้งในห้องพักคับแคบรวมถึงมีกำยานจุดลอยตีกันมั่วทำให้ในห้องส่งกลิ่นแปลกประหลาดมากกว่าหอมสบายนกกาสีขาวนั่งนิ่งอยู่กลางโต๊ะไม้ฉลุลายมีแหทับกายหนักจนขยับไปไหนไม่ได้พื้นหลังคือผนังโบราณที่มียันต์อาคมเขียนไว้ทุกฝาผนังแสงเทียนสี่ดวงกะพริบไหวคล้ายจะดับเมื่อใดก็ได้

    นักพรตไท่อี้ดูมีรัศมีน่าเกรงขามหากแต่น่ารังเกียจสำหรับเสี่ยวเฟินก้าวเข้ามาในห้องกาขาวเริ่มกระสับกระส่ายแต่แหคลุมตัวแน่นหนาทำให้นางขยับมากไม่ได้นักพรตไท่อี้เดินสำรวจ ดวงตาคู่แหลมสังเกตสภาพเสี่ยวเฟินชั่วครู่ก่อนกล่าว “เจ้าคืนร่างมนุษย์มาสนทนากันดีหรือไม่”

    เสี่ยวเฟินไม่ลังเลเพราะนางมีคำถามอยู่แล้วนางคืนร่างแล้วแต่แหหนักก็ยังทำให้นางขยับไม่สะดวกจึงได้แต่เอ่ยวาจาออกไปเท่านั้น “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! ทำไมถึงต้องจับข้ามา?”

    “ก็เพราะต้องทำพิธีอย่างไรเจ้าลืมแล้วหรือว่าข้าพาเจ้ามาทำไมตั้งแต่แรก” เสี่ยวเฟินแม้จะงุนงงแต่ก็จำได้รางๆวันแรกที่เจอพวกเขาพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวต่อชะตา แต่ท่าทางนิ่งๆ ของนางอีกฝ่ายจึงเอ่ยต่อ“เจ้าลืมแล้วหรือว่าวันแรกที่เจ้าพบข้า ทั้งหมดคือพิธีช่วยดวงชะตาของฝ่าบาท”

    ขณะที่พูดอยู่ด้านนักพรตก็สังเกตดวงตาเสี่ยวเฟินที่เปลี่ยนไปดวงตาเริ่มมีประกายผสานความมุ่งมั่นเมื่อเอ่ยถึงฮ่องเต้

    เขาเดินเข้ามาใกล้ปลดแหที่คลุมแน่นออกให้“เจ้าคือกุญแจสำคัญชะตาของเจ้าผูกพันกับฝ่าบาทสามารถส่งเสริมกันได้ถ้าเจ้าเต็มใจก็จะเป็นการช่วยพระองค์ไปด้วย จะได้ไม่ต้องทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก”

    เดิมทีเสี่ยวเฟินไม่ค่อยไว้ใจอีกฝ่ายแต่พอเกี่ยวกันโม่หยงเฉิงนางก็ใจอ่อนทันทีสุดท้ายยอมเอ่ยออกไป“ข้าจะช่วยได้อย่างไร?”

    ดวงตาของนักพรตไท่อี้เริ่มเรืองรองอย่างพอใจ“ยื่นมือมา”

    เสี่ยวเฟินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งสุดท้ายนางก็ยอมยื่นออกไปข้างหน้าช้าๆชายสูงวัยร่างโปร่งเริ่มเอ่ยพลางมองฝ่ามือหญิงสาว “โลหิตเจ้ามีทั้งพลังวิเศษและบารมีที่ได้สะสมมาหลายร้อยปีสิ่งที่จะสามารถนำไปช่วยฝ่าบาทได้” แล้วเขาก็หยิบเข็มที่ใหญ่กว่าเข็มเย็บผ้าทั่วไปขึ้นมา

    นางรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงจะหดมือกลับแต่บุคคลตรงหน้าจับข้อมือนางเอาไว้แน่นไม่ยอมให้นางหดมือกลับไป “เจ้าไม่อยากให้ฮ่องเต้แข็งแรงแกร่งกล้ามั่นคงขึ้นหรือ? มีเพียงโลหิตเจ้าเท่านั้นที่ทำได้เจ้าคือผู้ต่อชะตาคนเดียวของพระองค์..” หญิงสาวจ้องมองเข็มนิ่งงัน นึกถึงภาพที่โม่หยงเฉิงบาดเจ็บความปวดร้าวของนางแน่นทั้งอก นางไม่อยากให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นอีกแล้วสุดท้ายนางจึงยอมพยักหน้า

    โลหิตหยดแล้วหยดเหล่าใส่ถ้วยครามแม้ไม่ได้เยอะมากแต่ปลายนิ้วของนางต้องถูกทิ่มแทงหลายครั้งเพื่อไม่ให้โลหิตหยุดไปก่อนนางได้แต่เม้มริมฝีปากกลั้นความเจ็บปวดหลังได้สิ่งที่ต้องการแล้วนักพรตไท่อี้ก็เตรียมจะจากไปหากแต่นางเอ่ยรั้งเอาไว้ก่อน “แล้วข้ากลับไปหาหยงเฉิงได้หรือยัง?”

    นักพรตไท่อี้หยุดชะงักเพียงครู่แต่ไม่ตอบแล้วสักพักก็เดินกลับออกไป บานประตูปิดสนิทอีกครั้ง

    รุ่งสางวันถัดมาที่เรือนพิธีอารามหลังเขานักพรตไท่อี้วางกล่องไม้ฉลุลายลึกลงตรงกลางผืนผ้าไหมที่ปักลายหมู่ดาวพร่างพราวด้วยกลิ่นสมุนไพรโอสถหลากชนิดที่บดเคี่ยวกับโลหิตพิเศษจากชีวิตที่เร้นลับ

    ไทเฮาเสด็จมาทันทีที่รู้ว่าพิธีลงอาคมเสร็จสิ้นนางประทับยืนดูด้วยแววตาคาดหวัง ดวงหน้าสตรีสูงวัยแต่เรียบนิ่งดั่งราวนางพญาแห่งใต้หล้าจดจ้องมองอย่างรอคอยเมื่อเปิดกล่องรัศมีบางอย่างกระจายออกพร้อมกลิ่นหอมล้ำลึกเม็ดโอสถกลมกลึงสีอำพันเปล่งประกายจางๆ ราวซ่อนพลังไว้ภายใน

    “นี่หรือ..ผลลัพธ์ของพิธีต่อชะตาที่ท่านนักพรตกล่าวไว้”

    นักพรตโค้งศีรษะต่ำ“แม้จะดูเหมือนเพียงโอสถเม็ดหนึ่งแต่สรรพคุณล้ำลึกนัก หากผู้ใดไม่ใช่ผู้มีบุญญาธิการ ก็ไม่อาจรับฤทธิ์ยาได้แม้เพียงครึ่งเม็ด”

    “เหตุใดจึงไม่ทำสำรองไว้หลายเม็ดสักหน่อยเล่าหากมีผู้ใดช่วงชิงขึ้นมา?”ไทเฮาเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากโอสถวิเศษต้องหน้า

    “มิใช่ว่ากระหม่อมไม่คิดแม้โลหิตของเหอผินจะหาเอามาได้ดั่งใจ แต่โลหิตนั้นต้องปรุงกับพืชสมุนไพรหายากนานาพันธุ์ทั้งยี่สิบแปดตำรับภายในสี่ชั่วยามจึงจะไม่สูญพลังอีกทั้งต้องลงอาคมอีก ได้เท่านี้ก็สูญพลังไปมากแล้ว” นักพรตตอบเนิบช้าแต่หนักแน่น

    ไทเฮาหลุบเนตรนิ่งไปครู่หนึ่งแต่ยามนี้แม้ในพระทัยก็มิวายร้อนรุ่มอยากให้โอสถตรงหน้าเห็นผลโดยเร็ว “เช่นนั้น..โอสถนี้จงเก็บไว้ให้แน่นหนาและเมื่อถึงเวลาจงส่งถึงมือของหยงเฉิง อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้” นางเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “แล้วกับเหอผิน..เจ้าจะทำอย่างไร?”

    นักพรตไท่อี้ยิ้มบางคล้ายไร้ความรู้สึก“จะทำเช่นไรล้วนแล้วแต่พระประสงค์ของไทเฮานางหมดหน้าที่แล้ว”แววตาเขาที่เผยออกมาเย็นเฉียบ

    ขณะไทเฮาประทับอยู่กับนักพรตไท่อี้ภายในห้องเร้นหลังวัดซานป๋อพลันเสียงเคาะประตูดังกังวานตัดความเงียบงันของบทสนทนา “ไทเฮาเพคะบ่าวมีเรื่องด่วนทูลรายงานเพคะ”

    ไทเฮาเหลือบสายตาเรียบเฉยไปยังบานประตูไม้สลักเอ่ยเสียงเรียบต่ำ “เข้ามา”

    ประตูกลอนเปิดออกนางกำนัลมีอายุผู้หนึ่งในชุดสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังนางคุกเข่าลงเบื้องหน้าแล้วกล่าว “หม่อมฉันทูลรายงานพบคนของฮองเฮาปะปนในวัดซานป๋อเจ้าค่ะ”

    ดวงหน้าไทเฮาเปลี่ยนสีทันควันพลันเสียงแค่นจากลำคอ “นางส่งคนมาสืบเรื่องของข้าถึงที่นี่เชียวหรือ” ไทเฮาทรงลุกพรวด มือเผลอปัดถ้วยน้ำชาหยกเขียวบนโต๊ะลงแตกกระจายด้วยความโกรธ“สมแล้วที่หยงเฉิงไม่ยอมให้นางมีบุตรกล้าเหิมเกริมถึงขั้นล้วงลึกในเรื่องของข้า! นางหมายจะทำอะไร?” ประโยคสุดท้ายตวัดหันไปถามนางกำนัลอีกครั้ง

    “หม่อมฉันลอบสังเกตดูแล้วคนผู้นี้น่าจะถูกส่งมาเพื่อสังหารเหอผินอีกทั้งนางน่าจะรู้แล้วเรื่องที่เหอผินถูกจับมาที่วัดซานป๋อเพื่อพิธีต่อชะตาน่าจะใช้ช่วงเวลานี้ที่นางอยู่กับไทเฮาจะได้ห่างไกลมือของนางเพคะ” สิ้นเสียงคำบอกเล่าไทเฮาตบโต๊ะอย่างแรงเพราะโทสะที่อัดแน่น

    ฮองเฮามาจากสกุลจี้สกุลของนางแตกแขนกมีฐานะและอำนาจมากนับว่าเป็นรองเพียงสกุลของว่านของตนเหตุผลหนึ่งที่ก่อนหน้าตนเลือกหญิงสาวมาเป็นชายาให้บุตรชายเพื่อให้สกุลจี้หนุนให้โม่หยงเฉิงขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้สะดวกขึ้นฉะนั้นไม่นับว่าน่าแปลกใจที่นางจะสืบเรื่องนี้จนรู้แต่เรื่องที่จะปัดความผิดให้เป็นของตนที่สังหารเหอผินจะมากเกินไปแล้วถึงนางอยากให้เหอผินหายไปแต่ไม่มีใครจัดเรื่องใส่ความให้ตนแตกหักกับบุตรชายได้!

    “ฮองเฮาใจกล้าไปแล้ว จะใส่ความข้าหรือ..”

    แต่นักพรตไท่อี้ซึ่งนั่งสงบเงียบพลันเงยหน้าขึ้นราวกับพิจารณาความคิดใดบางอย่างในใจแล้วเอ่ยแทรกขึ้นมา“หากแต่กระหม่อมเห็นว่าเป็นการดี..ฮองเฮามิสู่ใช้โอกาสนี้กำจัดเหอผิน แล้วค่อยให้เรื่องนี้ย้อนกลับไปเป็นเงาบาปของฮองเฮาเสียเลย”

    “ท่านนักพรตหมายความว่าอย่างไร?” ไทเฮาถามดวงเนตรสั่นไหวด้วยแววครุ่นคิด

    นักพรตไท่อี้ยิ้มบางเสียงเย็นแฝงเจตนา “กระหม่อมเห็นว่า หากปล่อยให้คนของฮองเฮาเข้าใกล้เหอผินเช่นที่นางต้องการหลังสำเร็จจากนั้นก็จับนางเอาไว้ให้มั่น แล้วแสร้งทำเป็นจับคนร้ายได้ว่าฮองเฮาส่งนางมาปองร้ายเหอผินเพื่อล้มพิธีต่อชะตา เช่นนั้น..ฮองเฮาย่อมกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาฝ่าบาทโดยไทเฮาไม่ต้องลงมือแม้แต่น้อย”

    ฟังจบแต่ไทเฮายังคงลังเล“แต่หากหยงเฉิงรู้ว่าเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในวัดที่ข้าเป็นผู้ดูแลเขาจะไม่พิโรธจนข้าถูกตราหน้าว่าไม่ปกป้องเหอผินหรือ?”

    นักพรตไท่อี้หัวเราะเบาเสียงพร่าอย่างหยาดน้ำบนปลายหญ้า “หากมีผู้ร้ายปรากฏตัวในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กระหม่อมเพียงแค่ให้เหล่าผู้คุมจับตัวไว้แล้วแสร้งว่าเป็นผู้บุกรุกลอบปองร้ายเงียบๆย่อมไม่มีผู้ใดกล่าวโทษพระนางได้ แต่ไหนแต่ไรมาไทเฮาก็ยังไม่เคยปะทะกับเหอผินกลับเป็นคนช่วยเหอผินเข้าวังใครจะคิดว่าไทเฮาสมรู้ร่วมคิด..ไม่แน่ยังจะได้ใจจากฝ่าบาทเสียอีก”

    ไทเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเยือกเย็น “ดี..หากเป็นเช่นนั้นก็ให้จัดการตามแผนของทาน”

    ...

    เรือนพักหลังน้อยของวัดซานป๋อเสี่ยวเฟินยังคงถูกกักไว้ภายในห้องแคบโบราณที่ถูกเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา นางนั่งพิงกรอบหน้าต่างไม้ที่สลักลายเถาวัลย์พร้อมลูกกรงซี่เล็กที่ต่อให้นางคืนร่างก็ลอดออกไปไม่ได้ดวงตากลมใสทอแววเศร้าสร้อย มองออกไปยังเวิ้งท้องฟ้าที่ขาวซีดด้วยม่านเมฆบาง

    เสียงบานประตูเปิดออกดังเอี๊ยดเบาๆก่อนร่างนางกำนัลผู้หนึ่งจะก้าวเข้ามาในห้อง ถาดไม้ในมือมีเพียงข้าวต้มร้อนๆกับแผ่นแป้งนุ่มนิ่มกลิ่นหอมจาง “เหอผินพิธีเสร็จสิ้นแล้วเจ้าค่ะ ท่านสามารถกลับไปหาฝ่าบาทได้เพียงขอให้ทานอาหารก่อนสักเล็กน้อยก่อนออกเดินทางนะเจ้าคะ”

    เสี่ยวเฟินเบือนหน้ากลับดวงหน้าขาวซีดลงถนัดตาจากการไม่ได้นอนพักอย่างแท้จริงตลอดหลายวัน นางกะพริบตาช้าๆราวกับครุ่นคิดอยู่ในใจ ก่อนจะพึมพำเบา “เจ้าจะให้ข้ากลับไปหาหยงเฉิงแล้วหรือ?”

    “เจ้าค่ะ” นางกำนัลพยักหน้าแล้ววางถาดลงบนโต๊ะเตี้ยหน้าเตียง“แค่ทานสักนิดนะเจ้าคะ จะได้มีแรง”

    เสี่ยวเฟินมองแผ่นแป้งกลิ่นหอมตาลุกๆแต่ใจจริงนางไม่มีความนึกคิดอยากกินอะไรทั้งสิ้น คิดถึงแต่โม่หยงเฉิงไม่รู้ไปออกรบไม่มีผู้ใดระวังหลังจะเป็นอย่างไรแต่นางไม่อยากเสียเวลาเช่นกันเพราะหัวใจร้อนรนยิ่งนักนางก้มลงหยิบแผ่นแป้งขึ้นกินคำหนึ่งอย่างรวดเร็วหวังให้จบเรื่องรีบเคี้ยวกลืนโดยไม่สนรสชาติก่อนเอ่ยเสียงเบา “กินแล้ว..เปิดทางให้ข้าเสียที”

    นางกำนัลเห็นดังนั้นก็เปิดบานประตูออกทันทีเพียงพริบตาร่างบอบบางของเสี่ยวเฟินก็พลันเปล่งแสงสีเงินวูบหนึ่งกลางลานวัดจากนั้นกลายเป็นกาขาวตัวเดิมบินทะยานขึ้นฟ้า เส้นขนเงาวาวไหวตามแรงลมยามโบยบินราวกับเศษเมฆขาวที่หลุดออกจากท้องฟ้า

    นางทิ้งวัดซานป๋อไว้เบื้องหลังหัวใจเต้นแรงด้วยความคิดเดียว กลับไปหาเขา กลับไปหาโม่หยงเฉิง

    เสียงลมบนยอดไม้สูงพัดใบไผ่ให้สั่นสะท้านกาขาวตัวหนึ่งที่เพิ่งร่อนลงเกาะบนกิ่งไม้ มันหอบหายใจแรง คล้ายว่าอากาศเบาบางจะกดทับทั้งร่าง

    เสี่ยวเฟินในร่างกาแม้จะบีบปีกแนบกายเพื่อกันลมเย็นแต่น้ำหนักที่ถ่วงทั่วกายก็ไม่ใช่เพียงความหนาวเหน็บ..แต่เป็นความเจ็บปวดบางอย่างที่ค่อยๆแผ่ซึมเข้ากระแสโลหิตจากภายใน นางรู้ได้ว่าร่างกายไม่ปกติ

    "ทำไม..ถึงเหนื่อยนัก" เสียงนางรำพึงกับตนเองในห้วงจิตรู้สึกได้ว่ากายขยับได้ช้าลง ปีกแข็งเกร็ง หายใจก็ลำบากอาการเช่นนี้หาใช่แค่ความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้พักผ่อนเท่านั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าต้นเหตุมาจากไหน

    ขณะนั้นเองเสียงปีกเล็กๆ สองคู่กระพือดังขึ้นใกล้ๆ ก่อนร่างของนกกระจิบสีน้ำตาลทองกับนกพญาปากกว้างสีเทาหม่นจะบินตรงเข้ามา

    “เสี่ยวเฟิน!”

    “เสี่ยวเฟิน!”

    เสียงเล็กๆนั้นเจื้อยแจ้วดังพร้อมกัน ราวกับเสียงของมิตรภาพจากแดนไกลกลับมาดวงตากาขาวเบิกกว้างขึ้นก่อนจะกระพือปีกเบาๆ เรียกชื่อของสองนกน้อย “ซู่หลิว? เซี่ยนเหยียน? พวกเจ้ามาได้อย่างไร?”

    นกทั้งสองโฉบวนลงเกาะกิ่งไม่ห่างจากนางพลางขยับปีกราวกับใจร้อนจะเอ่ย “เราตามเจ้ามาจากวังหลวง..” ซู่หลิวเอ่ยน้ำเสียงเจือความกระวนกระวาย

    เซี่ยนเหยียนเสริมต่อ“พวกเราไม่ไหวใจมนุษย์พวกนั้นที่พาเจ้ามาจึงตามมาแล้วเฝ้าอยู่แถววัดซานป๋อหวังเจอเจ้า แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นสิ่งนั้นเข้า”

    เสี่ยวเฟินเบิกตากว้างขยับปีกเข้าใกล้ “สิ่งนั้น? หมายความว่าอย่างไร?”

    เสียงลมพัดแทรกท่ามกลางเสียงหายใจหนักของนางก่อนที่ซู่หลิวจะเงยหน้าขึ้น “อาหารที่พวกเขาให้เจ้ากิน..มีพิษพวกเขาตั้งใจวางแผนกันไว้ว่าจะสังหารเจ้า! คิดจะโยนความผิดให้กันและกันหลังจากเจ้าตาย!”

    ดวงตาสีดำสนิทของเสี่ยวเฟินในร่างตากาค้างก่อนจะกะพริบช้าๆความหนาวในอกคล้ายจะลามขึ้นถึงลำคอ “..ไม่จริงใช่ไหม?”

    “พวกเราพยายามแล้ว!” เซี่ยนเหยียนเอ่ยเสียงสะท้าน “แต่พวกเราตามเข้าไปใกล้เจ้าเพื่อแจ้งข่าวไม่ได้เลยพวกเรารอแล้วรอเล่ารอโอกาสมาถึงหวังจะเตือนเจ้าให้ได้ แต่..แต่เจ้าก็หยิบอาหารขึ้นมากินก่อนแล้ว” เสียงของนกน้อยทั้งสองแทบจะแตกพร่าแววตาฉายความเศร้าเสียใจ

    เสี่ยวเฟินนิ่งค้างอยู่อึดใจหนึ่งความรู้สึกอึดอัดภายในกายที่ราวกับเข็มพิษนับร้อยกำลังเดินทางอยู่ในเส้นเลือดทิ่มแทงทั่วสรรพางค์กาย บัดนี้นางรู้แล้วว่ามาจากสิ่งใด “ข้า..ข้ากำลังจะตายหรือ?” นางเอ่ยแผ่วเสียงสั่นสะท้าน

    ซู่หลิวเอ่ยเบาๆ“แต่..อาจจะยังมีเวลาเจ้าไม่ใช่มนุษย์ยาอาจจะออกฤทธิ์ช้ากว่า รีบไปหาโม่หยงเฉิงให้เขาช่วย”

    “ใช่แล้ว..ข้าต้องกลับไปหาหยงเฉิง..ข้าต้องไป”

    “เดี๋ยวก่อน ไม่แน่ยานั้นอาจจะช่วยได้”

    “ยาอะไร?” เสี่ยวเฟินเอ่ยกลับ

    เซี่ยนเหยียนรีบตอบ“โอสถที่พวกเขาสร้างขึ้นจากโลหิตของเจ้า..นั่นอย่างไร อาจจะเป็นทางเดียวที่จะถอนพิษนี้ได้เพราะมันสร้างมาจากพลังของเจ้าตั้งแต่แรก อาจจะสะกัดพิษที่สร้างขึ้นได้”

    แต่ซู่หลิวกลับกระโดดมาขว้าง“เจ้าลืมที่นักพรตกล่าวหรือ? โอสถนั้นมีแค่โม่หยงเฉิงที่ทานได้ยาที่จะทำให้โม่หยงเฉิงได้รับพลังที่เสี่ยวเฟินไป หากผู้อื่นกินจะสิ้นชีพ”

    “แต่นั้นเป็นพลังของนาง..จะฆ่านางได้อย่างไร”

    เสี่ยวเฟินตัวสั่นจากอาการเจ็บปวดไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปยานั้นอาจจะช่วยหรือไม่ก็ไม่รู้ ถ้านางกินเองแล้วไม่เกิดผลจะเสียเปล่าควรให้ผู้ที่คู่ควรกินมันเข้าไปจะดีกว่าไหม

    สายลมพัดใบไม้โปรยร่วงราวกับหยาดเหงื่อของฟ้านางกระพือปีกเบาๆ มองฟ้ากว้างที่เงียบงันแล้วหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแน่วแน่ “..พาข้าไปก่อน ข้าจะไปเอามันกลับมา”

    สองนกน้อยเบิกตากว้างมองเสี่ยวเฟินที่แม้ร่างจะแทบไม่ไหวเต็มที กลับเต็มเปี่ยมด้วยแรงใจ

    “เจ้าไหวหรือ?” ซู่หลิวเอ่ย

    “ต่อให้ไม่ไหว ข้าก็ต้องไหว” ดวงตาของเสี่ยวเฟินทอประกายมั่นคง “โอสถนั่นเป็นของข้าข้าเป็นคนให้โลหิตไป ข้าจะไม่ยอมตายก่อนจะเอามันกลับคืน และเอากลับไปหา..หยงเฉิงของข้า”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247