มือเล็กของนางปลดสายคาดเอวเขาอย่างว่องไวดึงเชือกที่ผูกชายเสื้อก่อนจะสอดเข้าไปลูบไล้่ท้องจนถึงหน้าอกแข็งแกร่งในขณะที่ปากก็ตอบสนองแรงดูดรัดลิ้นอยู่พัลวันิเฟยหลงดึงสายผูกเสื้อนางออกแล้วแหวกสาบเสื้อกว้างก่อนรั้งเอี๊ยมตัวน้อยขึ้นแล้วก้มหน้าลงดูดชิมปลายเนื้อนุ่มสองก้อนอย่างหิวกระหายหญิงสาวรั้งท้ายทอยเขาก่อนจะครางเบาๆมือหนึ่งเขาเลื่อนต่ำลงสอดเข้าเร่งเร้าส่วนบอบบางอ่อนไหวด้านล่างของนางร่างน้อยสะดุ้งเฮือกหนึ่งจนเล็บนางจิกที่ท้ายทอยเขาจนรู้สึกได้ ก่อนจะขยับตอบสนอง
“พี่สาม อีกนิดๆใช่ ตรงนั้น อา...ตรงนั้น...” นางส่ายสะโพกให้เขาแตะได้ตรงจุดที่้าเมื่อสามีใช้นิ้วล้วงล้ำเข้าไปนางถึงกับครางไม่เป็ส่ำเขาโจมตีเร่าร้อนทั้งปากและมือจนนางแอ่นร่างครางเสียงดังขึ้นเขาก็เปลี่ยนมากุมมือหนึ่งของนางให้คลำไปที่แก่นกายของเขาหงซือซือขยับมือจากเบาเป็หนัก เขาเงยหน้าขึ้นประกบปากนางอีกคราก่อนจะใช้อีกมือดันบั้นท้ายของนางให้ขยับตรงตำแหน่งของการเข้าสู่จังหวะแนบร่าง ไม่นานนักเสียงกระทบกระแทกของเนื้อแน่นทั้งสองร่างของดังขึ้น
หู่ซิ่นสือที่กระตุกบังเหียนม้าอยู่ด้านหน้ารู้สึกถึงความผิดปกติเสียงครางรางๆ ที่ดังออกมาจากด้านในทำให้จิตเขาเตลิดเล็กน้อยก่อนจะตวัดคิดถึงสวีเม่ยหากเขากับนาง...
“ซิ่นสือข้างในมีเสียงนะ”
“จุ๊ๆเ้าอย่าทำตัวเป็จิ้งจก เื่ของเ้านายหุบปากไว้” หู่ซิ่นสือหันมาดุสหายจอมซื่อ
“แต่ว่าใกล้จะถึงหมู่บ้านนั้นแล้วนะ”จูจิ้นติ้งสีหน้าเป็กังวลเส้นทางที่พวกเขาขับรถม้ามานี่ไม่ไกลจากตำบลที่เพิ่งจากมานัก
“เอาเถิดข้ามีวิธี”เห็นหู่ซิ่นสือบอกเช่นนั้น องครักษ์จูก็ค่อยผ่อนลมหายใจออกมาทว่าเสียงครวญครางเร่าร้อนของคนทั้งสองแม้จะไม่ชัดเจนนักแต่ก็ดังมาเป็ระลอกรบกวนจิตใจจูจิ้นติ้งที่เคยเห็นหนังสือประโลมโลกในห้องหู่ซิ่นสือถึงกับสายตาว่อกแว่ก จังหวะการขยับของคนในรถม้าทำเอาสมาธิของบุรุษทั้งสองระส่ำระสาย ผู้หนึ่งเคยมีประสบการณ์มาแล้วถึงกับต้องกดข่มอารมณ์ไว้ส่วนอีกคนที่อ่านเพียงจากตัวหนังสือและเห็นจากภาพวาดรู้สึกตื่นเต้นจนเหงื่อไหลย้อยจูจิ้นติ้งเกร็งปลายนิ้วจิกลงเมื่อรู้สึกถึงทั้งแรงกระทำและเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากข้างในนึกถึงวันที่เดินทางมาแล้วก็อดตาเหลือกขึ้นเล็กน้อยมิได้ ‘เ้าซิ่นสือตัวดีรู้เื่นี้มาตลอดแต่ไม่ยอมบอกข้ามิน่า! ถึงได้ทำหน้าเลิ่กลั่ก’
เมื่อใกล้จะถึงปากทางเข้าหมู่บ้านผู้ประสบภัยหู่ซิ่นสือก็เลี้ยวรถม้าไปอีกทางหนึ่งที่เขาเคยมาสำรวจก่อนหน้านี้แล้วว่าสามารถวนกลับมายังหมู่บ้านนี้ได้จูจิ้นติ้งมองเห็นเส้นทางแล้วอ้าปากค้างชั่วครู่แต่มิได้ร้องทัดทานเขาเริ่มรู้แล้วว่าหู่ซิ่นสือทำเพราะเหตุใด จนผ่านหนึ่งเค่อเสียงด้านในก็เริ่มเงียบลงคนข้างในลดแรงเคลื่อนไหว
สองสามีภรรยาผลัดกันเช็ดเหงื่อและคราบเปียกชื้นให้กันอย่างหวานชื่นเสียงหัวร่อต่อกระซิกดังออกมาพอให้ได้ยินหู่ซิ่นสือเห็นว่าตะวันเพิ่งจะคล้อยต่ำจึงมิได้ขับรถม้าเร็วนักิเฟยหลงอมยิ้มเมื่อเห็นภรรยาจูบแก้มเขาซ้ำๆ
“ข้าโกรธจนหน้าเขียวเ้ายังมีหน้าพอใจอีก”
“ข้าก็ยอมให้ท่านระบายความโทสะแล้วอย่างไรเล่า?ดูสิเลอะเทอะไปหมดแล้ว” นางนั่งมองเขาเช็ดเนื้อตัวและต้นขาให้จนสะอาดอย่างพอใจก่อนจะกระชับเสื้อผ้าตนเองให้อยู่ในสภาพปกติแล้วหันไปเช็ดหน้าอกและส่วนล่างของสามีแล้วช่วยเขาสวมเสื้อผ้า
“ข้าอยากรังแกเ้าต่อนัก”เขาช้อนนางขึ้นมานั่งตักอีกครั้ง
นางอมยิ้มยื่นหน้ามายั่วเย้า“เอาไว้คืนนี้เถิดเ้าค่ะ ใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้ว ท่านพี่ปล่อยข้าลงหวีผมใหม่เถิดท่านยีหัวข้าจะเละแล้ว”
ิเฟยหลงกลั้วหัวเราะ“ข้าจะทำผมให้เ้าเอง” เขาจึงยอมปล่อยให้นางนั่งข้างๆ ยื่นหวีมาให้แล้วหันหลังชายหนุ่มปล่อยผมที่รุ่ยของนางลงทั้งหมดก่อนจะหวีให้ใหม่แล้วมวยผมขึ้นให้เป็ทรงเดิมของนาง
“จวนจะถึงแล้วขอรับเถ้าแก่”จูจิ้นติ้งร้องเตือนขึ้นเมื่อเห็นหู่ซิ่นสือพยักหน้าให้หงซือซือที่ทำผมเรียบร้อยแล้วก็หยิบหน้ากากขึ้นมาประกบแล้วรีดขอบให้เรียบทั้งของตนและของสามี
“ซือซือพวกเราเปิดโปงเขาเองไม่ได้เข้าไปแล้วเราต้องหาผู้นำของพวกเขาแล้วให้พวกเขาจัดการเื่นี้เอง”
“เพราะเหตุใดเ้าคะ?”
“หากเ้ากับข้ากลายเป็เป้าในคราวนี้หลักฐานอื่นของเรายังไม่พร้อมเกรงจะเสียงานใหญ่ ปล่อยให้ผู้อื่นแสดงตัวไปก่อนเถิดเรายังรวบรวมพยานเพื่อเอาผิดเ้าเมืองหยางอีก หากคิดจะตีงูก็จงตีให้มันตายมิฉะนั้นมันจะแว้งกัดเราได้”
“ตอนที่เราเข้าไปในหมู่บ้านข้าเห็นคนผู้หนึ่งที่ดูจะได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้านพวกนั้น”หงซือซือนึกถึงตอนที่นางกำลังจะเดินเข้าไปที่โรงครัว เห็นคนกลุ่มแรกมายืนชุมนุมกันชายวัยกลางคนร่างใหญ่ที่ค้ำไม้เท้าเดินนำหน้าหันไปชี้สั่งซ้ายขวาผู้นั้นน่าจะเป็ผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือ
“เราเข้าไปก่อนก็ควรไปสืบให้แน่”
หู่ซิ่นสือนำรถม้าไปจอดหลังเรือนน้อยหลังหนึ่งที่อยู่ริมด้านนอก“เถ้าแก่ยามนี้พวกเขาน่าจะกลับมาจากการไปขุดโคลนเพื่อหาทรัพย์สินกันแล้วขอรับ”
หลังจากน้ำและโคลนได้พัดพาเอาบ้านเรือนและสัตว์เลี้ยงกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่รายรอบก่อนจะวาดลงไปแม่น้ำบางส่วนแต่ละวันหลังจากรับอาหารแจกแล้ว เหล่าผู้หนีภัยพิบัติก็จะออกไปค้นหาคนที่สูญหายซากศพ สัตว์ หรือทรัพย์สินที่อาจจะติดอยู่ตามต้นไม้ เนินเขา โขดหินบัดนี้น้ำลดไปมากแล้ว ซากความเสียหายต่างๆ ก็พอจะติดตามหาได้แต่ส่วนที่โคลนทับไว้ก็มีอีกมากพวกเขาจึงต้องคอยไปขุดหาในบริเวณที่ดินโคลนพวกนั้นเริ่มแข็งตัวแต่ละวันอาจจะมีข่าวน่าเวทนาว่ามีผู้พบศพญาติพี่น้องหรือสัตว์เลี้ยงหรืออาจจะมีข่าวน่ายินดีว่าพบญาติที่รอดชีวิตซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้และติดอยู่บนที่สูงบางแห่ง
ผู้ที่รู้ว่าคนในครอบครัวตนเองเสียชีวิตและพบศพได้ประกอบพิธีเรียบร้อยก็ทยอยย้ายออกไปคิดทำมาหากินหรือตั้งรกรากที่อื่นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่อาจอยู่อาศัยได้ถาวรเนื่องจากที่ดินโดยรอบล้วนจมอยู่ใต้โคลนหมดแล้วยากจะเพาะปลูก สิ่งใดได้ ิเฟยหลงให้องครักษ์หลายคนปลอมเป็ผู้ประภัยไปสืบว่าผู้ใดพร้อมจะออกไปทำมาหากินแล้วในยามคนเ่าั้ออกเดินทางเขาจะไปดักเพื่อมอบเงินให้ไปตั้งเนื้อตั้งตัวไม่นานนักเงินที่หงซือซือขายผ้าบรรณาการเ่าั้ได้จึงค่อยๆ หร่อยหรอลงไป
“ท่านลุงๆช่วยลูกข้าด้วย เขาปวดท้องมาก”หญิงสาวผู้หนึ่งอุ้มลูกชายวัยสามขวบวิ่งกระหืดกระหอบมายังกลุ่มบุรุษวัยกลางคนที่นั่งจับกุมคุยกันอยู่
“ลูกเ้าไปทำอะไรมาถึงได้ปวดท้อง?”
“วันนี้หลังจากกินข้าวแล้วเขาก็นอนทั้งวันตื่นมาตอนบ่ายข้าก็พาไปตักน้ำที่ท้ายหมู่บ้าน ตอนเดินกลับมาก็เอาแต่บ่นว่าปวดท้องตอนนี้ลงไปนอนกลิ้งแล้วเ้าค่ะ”
หงซือซือกับิเฟยหลงที่ยืนไม่ไกลนักได้ยินพอดีก็รีบเดินเข้าไปหานาง
“ลูกเ้าอยู่ที่ใด?”
แม่นางผู้นั้นหันมามองผู้มาใหม่เมื่อเห็นแววตาของคนถามดูจริงใจคล้ายอยากจะช่วยเหลือจึงชี้ไปทางเพิงพักของนาง“นอนอยู่ในนั้น”
คนทั้งหมดรีบเดินตามนางไปยังเพิงพักเห็นเด็กชายกำลังนอนปวดท้องร้องครวญครางอยู่“ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย! ข้าปวดท้อง!”
“เมื่อเช้าลูกชายเ้าได้กินข้าวต้มหม้อสุดท้ายที่เขาตักแจกหรือไม่?”
นางทำหน้าประหลาดใจ“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
สตรีงดงามในอาภรณ์ที่แตกต่างจากชาวบ้านหันไปสั่งชายที่ยืนถือดาบอยู่ใกล้ๆ“เ้าไปเอายามาหนึ่งไห”
เมื่อชายผู้นั้นกลับมาพร้อมไหสีน้ำตาลเข้มหงซือซือก็หันไปบอกกับแม่ของเด็ก “ลูกชายเ้าคงโดนยาพิษเข้าให้แล้วรีบให้เขากินยานี่เถิดกินไปสองถ้วยก็จะหายปวดเองแต่ถ้าปล่อยไว้ช้ากว่านี้กระเพาะเขาทะลุแน่”
นางมองใบหน้าของหงซือซือสลับกับไหใบนั้นอย่างลังเลขณะเดียวกันเสียงร้องของลูกชายก็เริ่มดังขึ้นๆ “ท่านแม่ ข้าปวดท้อง! ปวดมาก!” เสียงร้องคร่ำครวญของลูกชายบีบรัดใจของนางยิ่งนัก
ชายทั้งสามที่มุงดูอยู่ด้วยก็สิ้นปัญญาจะช่วยแก้ไขในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีหมอสักคน หากจะไปตามหมอก็ต้องเข้าไปในตำบลในยามยากเช่นนี้แม้แต่อาหารจะตกถึงท้องยังว่ายากอย่าว่าไปถึงเื่หาหมอมารักษาเลย
“เชื่อนางเถอะ อย่างน้อยหากนางพูดจริงลูกชายเ้าก็ยังมีทางรอด”
“ได้!ท่านเทยาให้ข้าเถิด ข้าจะได้ป้อนเสี่ยวเหยา”