หลูผิน “ฝ่าาหม่อมฉันเพียงแค่้าแบ่งเบาภาระฮองเฮา เพื่อเป็การตัดเตือนเหล่านางกำนัล จึงเกิดความคิดขึ้นมาชั่วขณะ หม่อมฉันไม่คิดจะใส่ร้ายผู้ใด หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยฝ่าาด้วยเพคะ”
ฝ่าา “่นี้เกิดเื่ในวังมากมาย เ้าคงเหนื่อยล้าไม่น้อยเช่นนี้เื่ในวังท่านพักไว้ก่อน”
หลู่ผิน “หม่อมฉันขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย”(ด้วยอารมณ์ไม่พอใจ)
ฝ่าา “หากพวกเ้าไม่มีเื่อื่น เื่นี้ก็จบเพียงเท่านี้เถอะ หลี่กงกงเ้าอยู่จัดการเื่ในตำหนักฉางซุนต่อ ส่วนข้าจะกลับตำหนัก”
หลังจากที่ยุติเื่ทั้งหมด ทุกคนก็จากไป กลับตำหนักของตน
ทุกคนจากไปเหลื่อแค่หลี่กงกง กับซูเว่ยฉีที่ตำหนักฉางซุน
หลี่กงกง “เ้าถนอมตัวด้วย เหม่อยเหรินห่วงที่สุด ตอนยังมีชีวิต ก็คือครอบครัวของพระนาง เ้าเป็นางกำนัลคนสนิท หากเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ ยิ่งทำให้จวนตระกูลเจียนเสียพระทัยและอับอายมากขึ้น เ้าอดทนหน่อย ถืออว่าเพื่อประโยชน์ของตนเอง ละเพื่อฝ่าาด้วย”
ซูเว่ยฉี “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณหลี่กงกงที่เป็ห่วง”
หลี่กงกง “งั่นข้าขอตัวก่อน”
จากนั้นหลี่กงกงก็จากไปจัดการทำตามคำสั่งฝ่าา ที่เหลืออยู่ก็มีแค่ซูเว่ยฉี ที่ยืนยิ้มอยู่หน้าตำหนักฉางซุนด้วยความภูมิใจในความสำเร็จของตน
ซูเว่ยฉี(คิด) เหม่ยเหรินผู้ชายที่เ้าอยาก หนักหน่า ในใจของเข้าอยากเป็เ้าของเสมอมา แต่ถึงตอนนี้เ้าจะตายไปแล้ว เขาก็ไม่เคยชายตามองเ้าเลยสักครั้ง ฮาฮาฮา
วันต่อมา ณ. ตำหนักฉางซุน
วันไว้ทุกข์วันแรก กับไม่มีผู้ใดมาที่ตำหนักฉาซุนเลยสักคน เหลือแค่โลงศพของเหม่ยเหรินและซูเว่ยฉีกับฟางหลู คนอื่นๆที่เหลือก็โดนจัดสรรค์งานใหม่แยะย้ายไปอยู่ที่ตำหนักอื่นกันหมดแล้ว
ณ.ตอนนี้ก็เหลือเพียงซูเว่ยฉี กับฟางหลู ที่ยังอยู่ในตำหนัก เฝ้าพระศพของเหม่ยเหริน
ฝางหลูเห็นว่าไม่มีผู่ได้แล้วจึงรีบคุกเข่าคำนับขอบคุณซูเว่ยฉี ซูเว่ยฉีเห็นดังนั้นก็ไปพยุงฟางหลูลุกขึ้น
ฝางหลู “ข้าขอขอบใจเ้าที่ช่วยชีวิตข้าในวันนั้น”
ซูเว่ยฉี “เ้าอย่างทำแบบนี้เลย เ้าลุกขึ้นก่อน เ้าอย่าพูดเช่นนี้ ที่ผ่านมาเ้าก็ช่วยข้าไว้หลายเื่ จะรับคำขอบคุณจากเ้าได้อย่างไง”
ฟางหลู “เมื่อคืนก่อนเป็ข้าที่เฝ้ายามหน้าตำหนัก เ้าไม่จำเป็ต้องออกรับแทนข้า เ้ากับเอาชีวิตของเ้าเข้าไปเสี่ยง จะไม่ให้ข้าขอบใจเ้าได้เช่นไร”
ซูเว่ยฉี “เ้าดีกับข้ามาตลอด ข้าเห็นเ้าลำบากแล้วจะไม่ช่วยได้เช่นไร ข้าเป็นางกำนัลคนสนิทแม้ตายไปก็แค่ไปรับใช้พระนางในประโลกเท่านั้นเอง เ้าอย่างคิดมากเลย”
ฟางหลู “ไม่ว่ายังไงก็ตามเป็เ้าที่ช่วยชีวิตข้าไว้ หลังจากครบสามวัน เ้ากับข้าก็ต้องถูกกรมวังจัดสรรค์หน้าที่ให้ไหม่ ต่อจากนี้ข้าจะพบเ้าอีกคงเป็เื่ยากแล้ว
จากนั้นฟางหลูไปยื่นถุงเงินของตนที่เก็บสะสมมาหลายปีหมอบให้แก่ซูเว่ยฉี
ฝางหลู “นี้เป็น้ำใจเล็กๆน้อยๆที่ข้าเก็บมาหลายปี ข้าให้เ้า ให้เ้าเก็บไว้ดีดี”
ซูเว่ยฉี “นี้เป็เงินสินสอดของเ้า ข้าจะรับได้เช่นไร ข้าเห็นเ้าบ่อยครั้ง เดินสนิทสนมกับชายรูปงามที่สำหนักหมอหลวงดูใกล้ชิดกันมากคงเป็คนที่เ้าหมายปองสินะ”
ฟางหลู (เขินอาย) “เ้า!!.. เ้าเห็นหมดแล้ว”
ซูเว่ยฉี “หมอหลวงผู้นั้นหน้าตาหล่อเหล่าเหมาะสมกับเ้ามาก พวกเ้าทนทุกข์ในวังเพื่อกันและกัน หากข้ารับเงินนี้ไว้ ข้าจะไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหรือ”
ซูเว่อยฉีพูดพร้อมเอาถุงเงินยัดใส่มือฟางหลูเช่นเดิม
ซูเว่ยฉี “เ้าเก็บกลับไปเถอะ”
ฟางหลู “ก็ได้ งั้นข้าขอบใจเ้ามาก ข้าขอตัวก่อน”
ณ.ตำหนักฝ่าา
หลี่กงกง “ฝ่าาวันนี้เข้าคืนที่สองแล้ว ที่พระศพของเหม่ยเหรินจะประดิษฐานอยู่ พระองค์จะเสด็จไปตำหนักฉางซุนหรือไม่พะยะคะ
ซูเว่ยฉีเด็กคนนั้นยังคุกเข่าอยู่หน้าพระศพ กระหม่อมแอบไปดูมาเมื่อครู่ ตอนนี้ที่ตำหนักเหลือเพียงนางผู้เดียวแล้ว เดิมที่นางควรจะถูกกรมวังจัดสรรหน้าที่ไหม่ แต่นางยื่นกานที่จะพระศพของเหม่ยเหรินทั้งคืน โดยไม่พักผ่อน”
ฝ่าา “ชั่งเถอะเดียวข้าจะไปจุดธูปให้เหม่ยเหริน”
หลี่กงกง “พระองค์จะไปจุดธุป หรือพระองค์จะไปหาผู้ใดกันแน่พะยะคะ”
ฝ่าา “พูดมาก เ้าเบื่อที่จะรับใช้ข้าแล้วใช่หรือไม ข้าจะได้ให้เ้าไป เฝ้ายามหน้าประตูวังแทน”
หลี่กงกง “กระหม่อมปากไม่ กระหม่อมพูดมากไปพะยะคะ อิอิอิ”
จากนั้นฝ่าาและหลี่กงกง ก็เดินไปที่ตำหนักฉางซุนทันที ถึงตำหนักฉางซุนฝ่าาก็ได้เจอ ซูเว่ยฉี ใส่ชุดขาวบางน้อยชิ้นแต่มิดชิต คุกเข่าต่อหน้าพระศพ ฝ่าาเดินเข้าไปยื่นตรงหน้าซูเว่ยฉีที่คุกเข่าอยู่ แล้วสบตาซูเว่ยฉี
ซูเว่ยฉีพยายามพยุงตนเองลุกขึ้นเพื่อจะถวายพระพรฝ่าา แต่ด้วยคุกเข่านานเกินไปจึงทำให้ปวดเข่าจนพยุงตัวไม่ได้ ล้มลงไปสบที่ฝ่าา ฝ่าาก็ได้ประครอบซูเว่ยฉีไปนั่งที่เก้าอี้ก่อน แล้วกล่าวถามอาการของซูเว่ยฉี